19 มี.ค.64 - นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก 19 มีนาคม 2564 มีเนื้อหาดังนี้

ทะลุ 122 ล้านไปแล้ว ในขณะที่ตุรกีกำลังเจอระลอกสามที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกินสองหมื่นคนต่อวัน สูงสุดในปีนี้ คาดว่าเป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 632,764 คน รวมแล้วตอนนี้ 122,302,490 คน ตายเพิ่มอีก 12,902 คน ยอดตายรวม 2,700,929 คน
อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 64,441 คน รวม 30,347,354 คน ตายเพิ่มอีก 1,667 คน ยอดตายรวม 551,959 คน
บราซิล ติดเพิ่ม 171,219 คน รวม 11,780,820 คน
อินเดีย ติดเพิ่ม 39,999 คน รวม 11,513,945 คน
รัสเซีย ติดเพิ่ม 9,803 คน รวม 4,428,239 คน
สหราชอาณาจักร ติดเพิ่มอีก 6,303 คน รวม 4,280,882 คน  
อันดับ 6-10 เป็น ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ตุรกี และเยอรมัน ส่วนใหญ่ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่นต่อวัน

แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ยูเครน แคนาดา รวมถึงบังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น

แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็ยังมีติดเชื้อเพิ่ม ส่วนใหญ่หลักร้อยถึงพันกว่า
ในขณะที่แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักพัน

เกาหลีใต้ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนเมียนมาร์ สิงคโปร์ ไทย ฮ่องกง กัมพูชา และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่จีน และเวียดนาม ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ

...อัพเดตเรื่องการทบทวนความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 ชนิดหนึ่ง ของ European Medicines Agency (EMA)
ทาง EMA เพิ่งถ่ายทอดสดการแถลงผลสรุปทบทวนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนเมื่อคืนนี้ มีสาระสำคัญดังนี้

หนึ่ง โดยรวมแล้ววัคซีนนี้ยังถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรคโควิด-19 ที่ได้ผลและมีความปลอดภัย โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้รับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

สอง จากการทบทวน พบว่ามีการฉีดวัคซีนนี้ในยุโรปไป 20 ล้านคน โดยมีภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจาย (Disseminated intravascular coagulation: DIC) จำนวน 7 คน และมีภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน (Cerebral venous sinus thrombosis) จำนวน 18 คน

สาม ทั้งนี้ภาวะ DIC และ venous sinus thrombosis นั้น มีความเชื่อมโยงกับการใช้วัคซีน แม้จะไม่สามารถฟันธงว่าวัคซีนเป็นสาเหตุโดยตรงก็ตาม แต่ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้น (possible risk) และจำเป็นต้องมีการติดตามและศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วนต่อไป

สี่ แนะนำให้ระบุความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดังกล่าวข้างต้นในเอกสารกำกับการใช้วัคซีน และจำเป็นต้องให้ข้อมูลนี้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่จะมารับวัคซีน เพื่อเป็นมาตรการเตือน ให้ได้รับทราบความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ (possible adverse effect) หากจะตัดสินใจรับวัคซีนนี้

ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนที่ดี โดยเราสามารถเรียนรู้ได้ว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นมีกระบวนการมาตรฐานในการพิจารณาติดตามและทบทวนเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนที่นำมาใช้ในประเทศอย่างเข้มข้น และให้ความสำคัญมากกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ไม่กระทำการแบบเร่งด่วนที่จะรีบใช้รีบสรุป ตราบใดที่ยังไม่แน่ใจในข้อมูลวิชาการที่ถี่ถ้วนจริง

การตัดสินใจรับหรือไม่รับวัคซีนใดๆ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนทุกคน เราจำเป็นจะต้องรู้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง รู้รายละเอียดต่างๆ ของวัคซีนว่ามีสรรพคุณอย่างไร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ
ประเทศต่างๆ ทั่วโลกล้วนมุ่งหน้าจัดซื้อจัดหา หรือเปิดทางให้มีวัคซีนที่หลากหลายมาใช้ในประเทศของตน โดยเน้นการหาวัคซีนที่มีสรรพคุณสูง และปลอดภัย เพราะเป็นการพิสูจน์ถึงความจริงใจ ความมุ่งมั่น และความสามารถในการจัดการกับปัญหาโรคระบาดอย่างแท้จริง

สรรพคุณของวัคซีนควรสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ป้องกันการเจ็บป่วยได้ ลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตได้ และสามารถป้องกันกับไวรัสที่กลายพันธุ์ได้ โดยมีข้อมูลความปลอดภัยในการใช้อย่างชัดเจน
สถานการณ์ในไทยเรายังคงมีการระบาดกระจายไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ปลอดภัย ขอให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด

หากทางเลือกในการป้องกันยังมีจำกัด และไม่แน่ใจในทางเลือกที่มีเหล่านั้น หนทางที่จะป้องกันโรคได้ดีที่สุดคือ การป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร ลดละเลี่ยงการตะลอนท่องเที่ยวพบปะสังสรรค์ เลี่ยงที่แออัดและที่อโคจร นอกจากนี้คือการร่วมกันเรียกร้องให้เกิดช่องทางนำเข้าวัคซีนป้องกันอื่นๆ เข้ามาเป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยรักและปรารถนาดี

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/96548

 

23 มี.ค.64- นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ว่าขณะนี้ถึงกำหนดการให้วัคซีนเข็มที่ 2 ของวัคซีนจีน  Sinovac ส่วนวัคซีน AstraZeneca เริ่มให้มาแล้ว  1 อาทิตย์ ทางศูนย์ได้ทำการศึกษาวิจัยกับวัคซีนทั้ง  2 ตัว โดยมีการตรวจภูมิต้านทานก่อนและหลังฉีดวัคซีน โดยทำการศึกษาร่วมกับ โรงพยาบาลบ้านแพร้ว จำนวน 180 คน เป็นวัคซีน  Sinovac  และทำการศึกษาที่ศูนย์เองอีก 180 คน เป็นวัคซีน  Sinovac  และ AstraZeneca  อย่างละ 90 คน โดยดูอาการข้างเคียงอย่างละเอียด และผลของภูมิต้านทานทั้ง  antibody ต่อ nucleocapsid  (เปลือกไวรัส)  และภูมิต้านทานต่อ  Spike (หนามแหลม) 

จากการศึกษาที่ผ่านมาวัคซีนมีความปลอดภัยดีมาก อาการข้างเคียงส่วนใหญ่ พบเพียงเล็กน้อย ไม่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง หรือกล่าวว่า อาการทั่วไปเหมือนกับฉีดวัคซีนชนิดอื่น 

การตรวจภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน   มาจนถึงวันนี้ กว่า  300 คน ไม่มีใครเคยติดเชื้อมาก่อน ตรวจไม่พบภูมิต้านทาน

วันนี้มีการตรวจเลือดดูผลภูมิต้านทานของเข็มที่ 1 วัคซีน Sinovac  ก็คงจะรู้ว่าหลังจากเข็มแรก ภูมิต้านทานขึ้นเท่าไหร่ และเมื่อครบ 2 เข็มแล้วปลายเดือนหน้า ก็น่าจะรู้ผลของภูมิต้านทานในประชากรไทย ในการฉีดวัคซีนของจีน ส่วนวัคซีน  AstraZeneca  กว่าจะรู้ผลเข็ม 2 จะช้าหน่อย เพราะระยะห่างการฉีดเข็มที่ 2 ใช้เวลา  10-12 สัปดาห์ อยากเชิญชวนทุกท่าน เมื่อถึงคิวฉีดวัคซีน กรุณาไปฉีดวัคซีน

และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้มีการฉีดวัคซีนในประชากรไทย ให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพราะขณะนี้ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า  450 ล้านโด๊ส 

วันหนึ่งฉีดมากกว่า  10 ล้านโด๊ส .

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/96980

'RSV' เกิดจากอะไร? เด็กเล็กเสี่ยงเป็นง่าย เช็ค 5 อาการต้องรู้!

 

โรคระบบทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส "RSV" เกิดขึ้นกับเด็กๆ ได้บ่อยในช่วงปลายฝนต้นหนาว หากเกิดกับเด็กเล็กมักจะมีอาการรุนแรง ถ้าพ่อแม่ไม่ทันสังเกตจนลูกป่วยหนัก และรักษาไม่ทันอาจถึงขั้นเสียชีวิต!

เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนผ่านอีกครั้งในรอบปี โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว มักจะทำให้คนเราป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ ก็ยิ่งป่วยง่ายขึ้นไปอีก สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก ควรหมั่นสังเกตอาการลูกให้ดี เพราะช่วงนี้เด็กเล็กมักจะป่วยจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี "RSV" ซึ่งหากปล่อยไว้จนอาการรุนแรง และรักษาไม่ทันอาจอันตรายถึงชีวิตได้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชวนพ่อแม่ที่มีลูกเล็กไปรู้จักกับไวรัสตัวร้าย RSV และ "โรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก" ให้มากขึ้น ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร? มีอาการอย่างไร? เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้ลูกป่วย หรือหากป่วยเป็นโรคนี้ก็จะได้รีบพาไปรักษาได้ทันท่วงที

  • "RSV" คืออะไร เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจอย่างไร

อาจารย์แพทย์หญิงโสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้เอาไว้ในบทความวิชาการ ระบุว่า RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus  คือไวรัสสุดฮิตที่ทำให้เด็กเล็กป่วยติดเชื้อชนิดนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว

โดยเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

160387114661

 

 

  • "RSV" มีสาเหตุเกิดจากอะไร

จริงๆ แล้วไวรัส RSV มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่หากร่างกายอ่อนแอและอยู่ในช่วงฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน อากาศเปลี่ยนแปลง ร่างกายก็สามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้ง่าย การติดเชื้อไวรัส RSV นั้นเกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง

แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุประมาณ 3-5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง (น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ)

  • อาการป่วย "RSV" ที่พ่อแม่ต้องรู้!

ข้อมูลจาก อาจารย์แพทย์หญิงโสภิดา ยังระบุอีกว่าเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา ทำให้คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด

อีกทั้งต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ลูกป่วยด้วยอาการมีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เจ็บคอ มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด หรือเสียงครืดคราด 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมจาก นายแพทย์พรเทพ สวนดอก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุถึงอาการที่พึงระวังของโรคนี้ว่า หากเด็กมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือหายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) กินข้าวหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว นั่นแสดงว่าอาการหนัก ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยที่มีอาการหนักมีโอกาสว่าระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้สูง

160387115278

  • โรคติดเชื้อ "RSV" อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต?

ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิด "ภาวะแทรกซ้อน"

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมากๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้ 

  • การรักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV 

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจหอบเหนื่อยได้

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งมีความอันตรายสูงกับเด็กเล็ก เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ

160387115131

 

วิธีป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส RSV

พ่อแม่ต้องหมั่นรักษาความสะอาดให้ลูก เช่น หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อยๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70 ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่ลูกมีอาการป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ ไม่ไปอยู่ในสถานที่แออัด ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวและแยกไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และหากลูกเข้าเรียนอนุบาลแล้ว เมื่อลูกป่วยก็ควรให้ลูกหยุดเรียนจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อสู่เด็กคนอื่นๆ 

-------------------

อ้างอิง:  

rama.mahidol.ac.th

chulalongkornhospital.go.th

bangkokhospital.com

 

บทความจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/904787?anf= 

 

'การบิน' ป่วยหนักกว่า... ติด 'โควิด'

 

วิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก วันนี้ความรุนแรงดูจะน้อยกว่าสถานการณ์การบินโลก ซึ่งหลายคนมองว่าอาจถึงปี 2023 หรือเลยไปกว่านั้น ที่ดีมานด์การบินจะกลับมาเช่นเดิม และคาดว่ามีเพียง 30 สายการบิน ใน 700 กว่าสายการบินทั่วโลกที่สามารถอยู่รอดได้

ภาพความแออัดของสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ทั้งในห้องผู้โดยสารและรันเวย์จะไม่ได้เห็นไปอีกนาน เพราะการอาละวาดของโควิด-19

ใครที่คาดว่าทุกอย่างในเรื่องการบินจะกลับมาเหมือนก่อนหน้าโควิด-19 นั้น คงต้องทบทวนใหม่ เพราะผู้คุ้นเคยธุรกิจนี้ในระดับโลกเชื่อว่าสถานการณ์ซบเซาของการบินจะอยู่ไปอีกหลายปี

ลองดูพฤติกรรมตัวเลขของผู้ผลิตเครื่องบิน 2 รายใหญ่ของโลก ก็พอจะเห็นภาพว่าเขามองสถานการณ์หลังโควิด-19 กัน อย่างไรความเชื่อว่าดีมานด์ของการบิน รวมทั้งโลกในอนาคตจะลดลงอย่างเปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้ Boeing ประกาศลดกำลังการผลิตลง 50% และยกเลิกแผนที่จะพัฒนาเครื่องบินใหม่ 2 แบบในทศวรรษหน้า ส่วน Airbus ซึ่งมีออเดอร์อยู่มากขนาดงานจะไม่ว่างเลยในทศวรรษหน้ายังตัดสินใจลดกำลังผลิตลง 30%

ก่อนหน้าโควิด-19 มีการพยากรณ์กันว่าดีมานด์ของการเดินทางทางอากาศของคนทั่วโลกจะเติบโตปีละ 4.3% ตลอด 20 ปีข้างหน้าจนต้องผลิตเครื่องบินใหม่ออกมาทั่วโลกประมาณ 40,000 ลำแต่บัดนี้ไม่เชื่อแล้วเพราะเห็นฤทธิ์ของโควิด-19 ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา เครื่องบินทั่วโลกกว่า 5,000 ลำต้องจอดอยู่บนรันเวย์เพราะโรคระบาด

Warren Buffett พหูสูตรเรื่องการลงทุน ขายหุ้นสายการบินอเมริกันทิ้งจนขาดทุนไปหลายพันล้านดอลล่าร์ แต่ก็ต้องทำเพราะคาดว่าหากถือไว้จะเจ็บตัวกว่านี้อีกมาก

เครื่องบินแบบที่กำลังถูกทอดทิ้งอย่างน่าสงสารก็คือ Boeing-747 ซึ่งมีขนาดยักษ์ จุผู้โดยสารกว่า 300 คน บินได้ไกลนับเป็นพันไมล์ ในช่วงโควิด-19 ระบาดต้องจอดบนรันเวย์เกือบทั้งหมดเช่นเดียวกับ Air Bus รุ่น A-380 ขนาดยักษ์ก็จะจบชีวิตเช่นกัน สายการบิน Emirates ซึ่งเคยมี 747 อยู่ 242 ลำขายไป 115 ลำในปี 2020

 

เหตุใดจึงมองธุรกิจการบินในแง่ร้ายขนาดนี้? สาเหตุข้อแรก ก็คือเชื่อกันว่าการระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลกนั้นขณะนี้ยังอยู่ในขั้นแรกการระบาดรอบหนึ่งยังไม่จบในสหรัฐ ยุโรปหลายประเทศอเมริกาใต้ ตลอดจนอินเดียและโดยเฉพาะทวีปอาฟริกา ซึ่งมีประชากรรวม 1,200 ล้านคน ในประชากร 7,700 ล้านคนทั่วโลก

การระบาดรอบ 2 นั้นเกิดขึ้นในหลายประเทศแล้ว จนแน่ใจว่าประมาณใกล้ปลายปี 2020 ก็จะเกิดอีกในหลายประเทศของทั้งยุโรปและในสหรัฐ วัคซีนป้องกันโควิด-19 นั้น อย่างเร็วที่สุดที่จะออกมาให้คนบางส่วนได้ใช้กันก็ไม่หนีต้นปี 2021 และต้องใช้เวลาเกือบทั้งปีจนถึง 2022 กว่าที่คนส่วนใหญ่ของโลกจะเข้าถึง

การที่คนจะโดยสารเครื่องบินข้ามประเทศได้นั้น หลายประเทศต้องมีความเห็นร่วมกันว่าปลอดภัยสำหรับประชาชนของตนและโอกาสที่หลายประเทศจะเห็นว่า ปลอดภัยจากโควิด-19 ร่วมกันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ไม่ง่ายต้องใช้เวลาอีกหลายปี จนอาจถึงปี 2023 หรือหลังกว่านั้นจึงอาจกลับมาเหมือนเดิม

ความกลัวโรคโควิด-19 จะอยู่ในใจผู้คนจนไม่อยากบินระยะทางไกล หรือแม้แต่ใกล้ เพราะอากาศในเครื่องถ่ายเทจำกัดและมีโอกาสติดโรคสูง ดีมานด์การบินจึงกลับมาได้ช้า โดยขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของแต่ละประเทศซึ่งไม่มีผู้วิเศษคนใดสามารถไปควบคุมได้ทั้งหมด

สาเหตุที่ 2 การเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งเดิมเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของสายการบินจะลดลงไปมาก เนื่องจากการประชุมออนไลน์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั่วโลกและจะอยู่ไปถาวร บริษัททั้งหลายจึงประหยัดค่าใช้จ่ายโดยให้พนักงานใช้การประชุมออนไลน์แทนการเดินทาง นอกจากนี้ บริษัทยังกลัวถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพนักงานที่ติดเชื้อโควิด-19 จากการเดินทางนอกจากนั้นยังหาบริษัทประกันการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ยากอีกด้วย

ส่วนการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวนั้น ถึงแม้อยากเดินทางระหว่างประเทศแต่ความกลัวเชื้อโควิด-19 นั้นมีมากกว่า จนทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากมีทางโน้มที่จะเดินทางเพียงภายในประเทศซึ่งทำให้ดีมานด์การบินระหว่างประเทศลดลงไปมาก

“Travel-Bubbles” ซึ่งเป็นการเดินทางตามสัญญาที่ทำไว้ระหว่าง 2 ประเทศหรือกลุ่มประเทศเพื่อให้เดินทางถึงกันได้ โดยไม่มีการกักตัวอาจล้มในกรณีที่เกิดการระบาดครั้งที่ 2 หรือ 3

ประการที่ 3 ไวรัสขนาดเพียง 0.1 ไมครอน สามารถทำให้สายการบินขนาดใหญ่มีสภาพวิกฤติไปตามๆ กัน IATA(International Air Transport Association) ซึ่งพยากรณ์ไว้อย่างใจดีว่าธุรกิจการบินจะฟื้นตัวกลับไปเท่าระดับก่อนโควิด-19 ก่อนหน้าปี 2023 และคาดว่ามีเพียง 30 สายการบินเท่านั้น ใน 700 กว่าสายการบินทั่วโลกที่สามารถอยู่รอดได้ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

สายการบินที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐจนอยู่ในสภาพวิกฤต ได้แก่ Flybe (สายการบินภายในทวีปยุโรปที่ใหญ่ที่สุด) / Virgin Australia / LATAM (สายการบินใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้) และถึงแม้ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐแต่ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ ได้แก่ Air France / KLM / Lufthansa / American Airlines เป็นต้น

ธุรกิจสายการบินมีธรรมชาติที่อ่อนไหวกับการขาดสภาพคล่อง (เงินสด) สูงกว่าธุรกิจอื่น เนื่องจากมีต้นทุนสูง เช่น ค่าเช่าเครื่องบิน ค่าชำระเงินกู้ซื้อเครื่องบิน ค่าน้ำมันเงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องจ่ายให้กับหลายบริษัทในหลายประเทศการคาดการณ์ที่ผิดเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนราคาน้ำมัน เส้นทางบิน ขนาดเครื่องบิน ฯลฯ อาจทำให้สายการบินมีปัญหาได้ไม่ยากเมื่อเครื่องบินถูกห้ามบินเพราะโรคระบาดจึงขาดรายได้ (เงินสด) ในขณะที่รายจ่ายเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะเงินชำระหนี้เงินกู้ก้อนใหญ่

ผลพวงที่สำคัญจากการระบาดของโควิด-19 ก็คือต้นทุนการบินต่อคนจะสูงขึ้นเนื่องจาก (ก) กฎหมายบังคับให้เว้นที่นั่ง (จำกัดรายได้) (ข) หนี้เก่าสะสมที่ค้างอยู่ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น (ค) ต้องมีข้อตกลง Travel- Bubbles จึงทำให้ทำการบินได้จำกัด (ง) กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุม climate changeจำกัดการบิน (จ) การแข่งขันที่แต่เดิมเข้มข้นจะถูกขจัดลงด้วยการรวมหัวกันแสดงพลัง “อัตราผูกขาด” ของสายการบินที่อยู่รอด

ทั้งหมดนี้ไปในทางที่ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้นยุคสมัยรุ่งเรืองสุดของเครื่องบินราคาประหยัดได้หมดลงแล้ว

พยากรณ์ที่เลวร้ายของธุรกิจการบินดังกล่าวขึ้นอยู่กับสมมติฐานว่าการระบาดรอบแรกยังไม่จบและรอบสองจะกลับมาอีก ถ้าวัคซีนมาเร็วกว่าที่คาด และทำให้ชาวโลกวางใจจนกล้าเดินทางทางอากาศกันอีกครั้งแล้ว ธุรกิจการบินก็คงมีโฉมหน้าใหม่ที่งดงามขึ้น

คนยังป่วยไข้ได้แล้วทำไมธุรกิจการบินจะป่วยไข้บ้างไม่ได้เรื่องนี้ผู้เขียนเห็นใจและเอาใจช่วยคนป่วย“การบินไทย” สายการบินของพวกเราทุกคนเสมอครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/891033?anf=

13 พ.ค.2563 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชา Business Analytics and Intelligence และ Actuarial Science and Risk Management คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่า ที่มีคนโวยวายว่า ก็ต้องกินข้าวโต๊ะเดียวกันในร้านอาหารได้สิ หลังจากเปิดผ่อนคลายให้กินข้าวในร้านอาหารได้

คนไทยนี้อ้างเหตุผลว่า นโยบาย คำสั่งของรัฐบาลงี่เง่า ก็มารถคันเดียวกัน 4-5 คน เบียดกันมา ทำไมจะกินข้าวโต๊ะเดียวกันไม่ได้ จะเป็นอะไรไป ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน

ผมขออธิบายว่า ที่รัฐบาลสั่งนั้นถูกต้องแล้วตามหลักการทางระบาดวิทยาในการป้องกันการแพร่เชื้อโรค

ประการแรก ตอนนั่งรถมาใส่หน้ากากอนามัยกันมาบนรถ ไม่ได้ถอดหน้ากากอนามัยออกเหมือนตอนนั่งกินข้าวในร้าน

ประการสอง ที่พูดคุยกันในรถ ก็ไม่ได้เปิดหน้ากากอนามัย แต่มากินข้าวที่ร้าน ถอดหน้ากากอนามัยออกก่อนกิน (ไม่งั้นจะกินได้ไง) และตอนกินตอนเคี้ยว ฝอยละอองน้ำลายกระเด็นกันไปเท่าไหร่ แพร่เชื้อกันไปขนาดไหน ก็ต้องไปลองคิดดู

ประการสาม มีเคสที่เกิดการติดเชื้อจากการกินสุกี้ยากี้ต้มเดือดๆ หม้อเดียวกัน ร้อนๆ เชื้อโควิด-19 ตายหมด อ้าวฝอยละอองน้ำลายตอนอ้าปากเคี้ยว มันไม่ได้ลงหม้อสุกี้ยากี้เดือดๆ ทุกละอองฝอยสักหน่อยหนาออเจ้า ยังหายใจรดกันอีกตอนสุมหัวลวกสุกี้ยากี้ เคสนี้ที่ร่วมหม้อสุกี้ยากี้กัน ปรากฏว่าติดโควิดกันหมด

ผมขอยืนยันว่า เวลากินให้แยกโต๊ะกินกันโต๊ะละคนถูกหลักการแล้ว แม้จะไม่ถูกใจ แต่ระงับป้องกันการแพร่เชื้อได้ อ้อ ในรถเป็นพื้นที่ส่วนตัวจะทำอะไรก็ทำไป แต่ในร้านอาหารมีคนอื่นนั่งกินด้วยเป็นพื้นที่สาธารณะ เข้าใจคำว่าพื้นที่สาธารณะไหม?

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/65783

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ