13 ม.ค.2564 -  ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “โควิด-19 วัคซีน” ระบุว่า โรคทุกโรคป้องกันได้ควรได้รับการป้องกัน ทำนองเดียวกันโควิด-19 ก็ควรได้รับการป้องกันด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ล้างมือ หรือ ถูแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่างของบุคคล นอกจากการปฏิบัติแล้ว ถ้ามีวัคซีนในการป้องกันควรได้รับการป้องกัน

โควิด-19 ระบาดอย่างรวดเร็วและยากที่จะกวาดล้างให้หมดไป มาตรการในการควบคุมป้องกันการระบาด และสูญเสีย จึงจำเป็นที่จะต้องมีวัคซีนมาเสริมป้องกันและควบคุม จึงมีการเร่งพัฒนาผลิตวัคซีนในการป้องกันอย่างมากและรวดเร็วการพัฒนาเป็นไปตามขั้นตอน จากการทดลองในสัตว์ผ่านเข้าสู่อาสาสมัครในมนุษย์ ระยะที่ 1, 2 และ 3 ในระยะที่ 3 จะต้องใช้อาสาสมัครเป็นหลักหมื่นและทำการศึกษาอย่างละเอียด

ในภาวะฉุกเฉิน จึงมีการยอมให้ขึ้นทะเบียนในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติจะตามมาทีหลัง มีการรายงานผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในการให้ประชาชนหมู่มาก โดยทั่วไปจะติดตามต่อหลังใช้แล้วอีก 2 ปี การอนุมัติให้ใช้แบบฉุกเฉินจะมีการคำนึงถึงผลได้ ประโยชน์ และอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น

ขณะนี้วัคซีนในการป้องกันโควิด-19 แต่ละชนิดมีการใช้หลายล้านโดสโดยรวมได้ถูกไปใช้แล้วประมาณ 30 ล้านโดส และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด กว่าประเทศไทยจะได้ใช้ ก็น่าจะมีการใช้ทั่วโลกไปแล้วโดยรวมเป็นร้อยล้านโดสแล้ว

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/89643

 

  

13 พ.ค.2563- ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “โควิด 19 มองโลกในแง่ดี” ระบุว่า โควิด 19ทำให้ประเทศไทยเกิดนักวิจัยมากมาย ในอนาคตเราอาจมีนักวิจัยมากที่สุดในโลกก็ได้ 

ผมได้รับโทรศัพท์เกือบทุกวัน มีสิ่งของอยากให้มาทดลอง ตั้งแต่การกรองเชื้อ จนถึงยาฆ่าเชื้อ โควิด 19
ก็นึกอยู่ว่าจะทำให้ประเทศไทย มีนักวิจัย นักประดิษฐ์คิดค้นมากมาย

 

เคยได้รับโทรศัพท์ตอน 3.00 น ผมคิดว่ามีเรื่องด่วน บอกว่านั่งสมาธิ พบเห็นสมุนไพร แล้วเลยรีบโทรมา เพื่อให้ทดลอง ถ้าไม่รีบโทรมาคงกลัวจะลืม 

เมื่อวานนี้ก็มีอีก โทรมาบอกว่าพบสูตรตำรายาป้องกันโรค โควิด 19 และตนได้กินไปแล้ว เชื่อว่าในเลือดจะมีภูมิต้านทาน จะขอมาบริจาคพลาสมาเอาไว้รักษาให้กับคนอื่น มีคนขอทดลอง อาหารที่กินขึ้นจมูกของญี่ปุ่น เชื่อว่ารักษา โควิด 19

ผมเองก็เกรงกลัวว่า จะเหมือนอินเดีย ที่เภสัชกรคิดค้นยารักษา โควิด 19 แล้วให้กับตนเองและภรรยา ผลลัพธ์คือเสียชีวิตทั้งคู่ ยังมีอีกมากมาย ที่นักวิจัยของเรา ฝันเกินความเป็นจริง ทำได้ 1 สลึง แต่ขอคุยไว้ 1 บาทก่อน เช่นจะได้ยา x ในเวลา 4 ปี 

ในยามว่างแบบนี้ มีคนมีแนวคิดมากมาย ถ้าให้ดี เวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ กับการค้นหาความรู้ใส่ตัว ปัจจุบันความรู้หาได้ง่ายมาก เพราะอยู่ในก้อนเมฆ ไม่ใช่ความรู้มาจากความฝัน ขอให้ search ถ้าไม่รู้ ก็ search หรือ re-search และถ้ายังไม่รู้อีก ค่อยเอา “-” ออก เป็น research หรือวิจัยจึงจะได้สิ่งใหม่ องค์ความรู้ใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/65782

 

26 ก.ย. 64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า โควิด 19 วัคซีน บทเรียนจากต่างประเทศ

ประเทศชิลีมีประชากร 19 ล้านคน สามารถให้วัคซีนครอบคลุมได้ครบ 2 เข็มถึงจะ 73.7 เปอร์เซ็นต์ การใช้วัคซีนหลากหลาย โดยเริ่มวัคซีนหลักเป็นวัคซีนเชื้อตาย และมีวัคซีน virus Vector และ mRNA มาใช้ในภายหลัง  มีการกระตุ้นเข็ม 3  และเริ่มให้วัคซีนเชื้อตายกับเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน เป็นประเทศแรกในลาตินอเมริกา ที่ให้วัคซีนกับเด็กอายุ 6 ขวบ

 
 

ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประชากร 331 ล้านคน สามารถฉีดวัคซีนครอบคลุมได้ครบ 2 เข็ม 55.5 เปอร์เซ็นต์ วัคซีนหลักที่ใช้จะเป็น mRNA ส่วนน้อยจะเป็น virus vector  ของ Johnson & Johnson ขณะนี้ยังพบการระบาดมีผู้ป่วยวันละกว่าแสนราย และเสียชีวิตมากกว่า 1000 ราย.

 

12 ส.ค.2563 -  นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “โควิด 19 ความหลากหลายทางพันธุกรรม กับ การกลายพันธุ์” ระบุว่า อยากจะทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปโหนกระแส 

ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Polymorphism) ในส่วนของ DNA และ RNA เป็นการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการ เช่นในมนุษย์ ทำให้เกิด สูง ต่ำ ดำขาว ผิวขาว ผิวสี ผิวแบบคนเอเชีย โดยที่ทุกคนก็ยังเป็นคน ทำนองเดียวกัน เชื้อโควิด ก็มีการวิวัฒนาการเกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม เป็นสายพันธุ์ต่างๆ เป็นสายพันธุ์ S, L, V, G โดยบทบาทใหญ่ก็ยังเป็นเชื้อโควิด ทั้งด้านความรุนแรงและระบบภูมิต้านทานก็ยังคงเหมือนเดิม
การกลายพันธุ์ (Mutation) เป็นการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือ DNA RNA ทำให้ มีลักษณะแตกต่างจากเดิม ทำให้การทำงาน การแสดงออก หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เช่นไข้หวัดนก H5 เดิมอยู่ในนก นกส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่เมื่อมีการสอดแทรก RNA ในส่วน ของยีน H5 ทำให้เพิ่มการสร้างกรดอะมิโนที่เป็น Basic ในบริเวณจุดตัด cleavage site ทำให้ไวรัสคุกคามนกได้ง่าย และเกิดความรุนแรงในนก และยังมีโอกาสข้ามมายังคนได้ ดังในอดีตที่เราเจอปัญหา ไข้หวัดนก

 

ในทำนองเดียวกัน เชื้อโควิด-19 ขณะนี้ ยังเป็นความหลากหลายทางพันธุกรรม ตามวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงจากบรรพบุรุษ เป็นสายพันธุ์ต่างๆ และมีการแพร่กระจายออกไปทั่วโลก สายพันธุ์ G ระบาดมากและแพร่กระจายได้ง่าย ในยุโรปและอเมริกาเข้าสู่ตะวันออกกลาง จึงเป็นสายพันธุ์เด่นในขณะนี้เส้นทางกลับสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทยก่อนหน้านี้พบๆสายพันธุ์เด่น เป็นสายพันธุ์ S 

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาวิจัยจากหลายแห่ง ที่เผยแพร่ในวารสาร ศึกษาวิจัย พบว่า สายพันธุ์ G แพร่กระจายได้ง่าย (Korber B et al Cell, 2020, Yurkovetskiy L et al, bioRxiv 2020, Zhang L et al BioRxiv 2020,) แต่โรคไม่ได้ทำให้โรครุนแรงขึ้น เปลี่ยนแปลงระบบภูมิต้านทานแต่อย่างใด

ความหลากหลายทางพันธุกรรม ยังมีประโยชน์ในการติดตาม แยกแยะ หรือ หาแหล่งที่มา เช่นในการพิสูจน์เอกลักษณ์ของบุคคล ของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งไวรัส

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/74179

23 ก.พ.64-ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ว่า โควิด 19 วัคซีน  ทำไมวัคซีน Sinovacฉีดให้กับผู้มีอายุ 18 ถึง 59 ปี

จากการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ข้อมูลของวัคซีน Sinovac ยังมีข้อมูลการฉีดวัคซีนในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี มีจำนวนน้อย  

จากการศึกษาในระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 3  มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี อยู่เกือบร้อยละ 4

ดังนั้นทางคณะกรรมการ จึงอนุญาตให้ฉีดในภาวะฉุกเฉิน กับผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 59 ปี เช่นเดียวกัน ทำไมไม่ให้เด็กต่ำ
กว่าอายุ 18 ปี ก็เพราะยังไม่มีข้อมูลในการศึกษาในกลุ่มอายุดังกล่าว 

ในทางปฏิบัติจึงจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ที่ถูกกำหนดไว้ และในอนาคตข้างหน้าเมื่อมีข้อมูลการฉีดในผู้สูงอายุมากเพียงพอ ก็จะขยับการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุต่อไป

ในวันข้างหน้า หรือในระยะเวลาอันใกล้ มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะขยับอายุขึ้นไป เมื่อมีข้อมูลมากพอ

อย่างไรก็ตามถ้าผู้ที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่า และมีความเสี่ยงสูง  ที่จะติดเชื้อหรือป่วยเป็นโรคโควิด 19 และเกิดอันตรายได้สูง อย่างเช่นคุณหมอจังหวัดมหาสารคาม ก็สามารถที่จะให้ได้ แต่จะต้องประเมิน ประโยชน์ที่จะได้จากวัคซีน มากกว่าอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น โดยแพทย์ได้ให้ข้อมูลทั้งหมด และเจ้าตัวยินดีรับความเสี่ยง ก็สามารถทำได้ ด้วยความยินยอมของผู้นั้น 

โดยความเห็นส่วนตัว ในระยะเวลาอันใกล้ ข้อมูลการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุ ก็จะมีเพิ่มขึ้นและคงจะได้ฉีดกันทุกคน อดใจรอ.

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/93923

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ