‘ปักกิ่ง’ ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินภาวะสงคราม พบติดโควิด 45 ราย

สื่อต่างประเทศรายงานว่า พื้นที่ "เขตเฟิงไถ" ในกรุงปักกิ่งถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินภาวะสงคราม และห้ามเดินทางท่องเที่ยวในวันนี้ หลังจากพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งคาดว่า มาจากตลาดค้าส่งแห่งใหญ่ที่เป็นต้นตอการระบาดระลอกสอง 

ชู จุนเว่ย เจ้าหน้าที่เขตเฟิงไถของกรุงปักกิ่ง กล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์แพร่ระบาดโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในวันเสาร์ว่า เขตเฟิงไถซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปักกิ่ง ได้ถูกประกาศให้อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินภาวะสงคราม หลังจากที่ตรวจเจอผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในตลาดค้าส่งเนื้อสัตว์แห่งใหญ่

ทั้งนี้ จากการตรวจเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มประชาชนที่เดินทางไปตลาดแห่งนี้ จำนวน 517 คน พบว่า มีผลบวกติดโควิด-19 จำนวน 45 คน แต่ยังไม่มีใครแสดงอาการของผู้ป่วยโรคโควิด-19 

ด้าน โฆษกกรุงปักกิ่ง เปิดเผยว่า ผู้ป่วยใหม่ 6 คนที่ได้รับการยืนยันในวานนี้เป็นการติดเชื้อในชุมชนที่มีประวัติไปตลาดนี้มาก่อน ทำให้ทางการกรุงปักกิ่งสั่งระงับการท่องเที่ยวข้ามเมืองทันที จากเดิมที่เพียงแค่สั่งงดการค้าเนื้อวัวและเนื้อแกะที่ตลาดนี้ และจะให้คนที่เกี่ยวข้องกับตลาดกว่า 10,000 คนต้องรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า จากการสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่า ผู้ป่วยใหม่อาจติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนในตลาด หรือติดเชื้อจากผู้ป่วยในตลาด

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 7.66 ล้านคนทั่วโลก และเสียชีวิตมากกว่า 420,000 ราย แม้ว่า หลายประเทศดูเหมือนจะสามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้แล้วก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/884955

 

‘หมอธีระ’เทียบเคส‘โควิดสมุทรสาคร’แค่ยอดน้ำแข็งโผล่พ้นน้ำ เตือนเลิกคิด‘ลดวันกักตัว’

‘หมอธีระ’เทียบเคส‘โควิดสมุทรสาคร’แค่ยอดน้ำแข็งโผล่พ้นน้ำ เตือนเลิกคิด‘ลดวันกักตัว’

 

อย่ารนหาที่!‘หมอธีระ’เทียบเคส‘โควิดสมุทรสาคร’แค่ยอดน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ เตือนยกเลิกแนวคิดหาเงินเข้าประเทศโดยนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากๆ กลับใจเลิกแนวคิด ‘ลดวันกักตัว’

 

18 ธันวาคม 2563 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thira Woratanarat” เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 มีเนื้อหาดังนี้...

เคสสมุทรสาคร เป็นผู้สูงอายุ โชคดีที่ดูจะมีอาการไม่รุนแรง ให้กำลังใจหายไวไวครับ

หากเราสังเกตทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่ตุลาคม เราจะพบว่าแทบทุกรายนั้นผู้ติดเชื้อมาหาเพื่อตรวจเอง จะโดยมีอาการหรือไม่มีอาการก็แล้วแต่ มาหาเพื่อตรวจเอง มีทั้งที่ตรวจก่อนเข้าเรือนจำ ตรวจก่อนแข่งบอล ตรวจจะไปทำงานต่างประเทศ รวมถึงตรวจเพราะมีอาการไม่สบาย เช่น กลุ่มลักลอบเข้าเมือง และเคสในประเทศล่าสุดเย็นวันนี้

มองในแง่ดี...คือ...ไทยเรานั้นโชคดี

แต่หากมองอีกที...มันบ่งชี้ว่า นี่คือยอดน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำเท่านั้นเอง

ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่อาจอยู่ใต้น้ำ เพราะไม่ได้มุดลงไปดู

 

ดังที่เคยเตือนมาตลอด 8 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า หลังเปิดประเทศรับคนจากต่างประเทศเข้ามา จะเกิดปรากฏการณ์ติดเชื้อในประเทศ และดาวกระจาย โดยมักเกิดราว 6-8 สัปดาห์ และจากนั้นมีโอกาสระบาดซ้ำได้หากไม่ป้องกันอย่างเข้มงวด และเลิกมาตรการนำความเสี่ยงเข้าสู่ประเทศโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ เรื่องที่บอกมาตลอดคือ นอกจากรณรงค์ป้องกันตัว ใส่หน้ากาก ล้างมือ อยู่ห่างๆ แล้ว จำเป็นต้องทำเรื่องต่อไปนี้ด้วย

หนึ่ง "แจ้งให้ประชาชนทราบว่าสถานการณ์ในประเทศนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดซ้ำได้" เรื่องนี้สำคัญ เพราะหากสื่อสารไปในทางตรงข้าม จะทำให้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อรับเชื้อได้ และพอเกิดเรื่อง มักหาต้นตอลำบาก คุมยาก ตามไม่ทัน

สอง "รณรงค์ให้ประชาชนหมั่นคอยสังเกตอาการตนเอง และครอบครัว หากมีอาการไม่สบาย ต้องหยุดเรียน หยุดงาน และรีบไปตรวจรักษา" เรื่องนี้สำคัญ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มสูงมากที่จะมีเชื้ออยู่ในประเทศ เราไม่ทราบเลยว่าคนที่เราเจอในชีวิตประจำวันนั้น ใครติดเชื้ออยู่บ้าง เพราะมักไม่รู้ตัว จะโดยไม่มีอาการ หรือมีอาการแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัด หรือหวัดใหญ่ หรือเจ็บป่วยเล็กน้อย

สาม "ต้องขยายระบบบริการตรวจโควิดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เข้าถึงได้ง่าย และไม่ติดล็อคแค่เรื่องอาการ" เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะระบบที่มีอยู่ ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง การไปตรวจนั้นทำได้ไม่ง่ายนัก และกำลังการตรวจมีจำกัด หากไม่เตรียมพร้อมพัฒนาเรื่องนี้ให้เข้มแข็ง ระบาดซ้ำมักมาไม่ทันตั้งตัว ดังที่เห็นจาก 75 ประเทศทั่วโลก จะรับมือไม่ได้

สุดท้าย...ขอเรียนย้ำพวกเราทุกคนอีกครั้งว่า สถานการณ์ไม่โอเคนะครับ...

การเดินทางไปในที่ต่างๆ ขอให้ใคร่ครวญให้ดี เดินทางเท่าที่จำเป็นจริงๆ ไปอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัดมากๆ

ต้องรู้จักประเมินสถานการณ์แวดล้อม หากแออัด คนเยอะ ไม่ใส่หน้ากาก หรือมีกิจกรรมที่เสี่ยงสูง เช่น ตะโกน ตะเบ็ง ดื่มกินกันอย่างยาวนาน ขอให้เลี่ยง ลด ละ เลิก เพราะไม่ปลอดภัยครับ

ใครจะว่าเว่อร์ ก็ช่างเขา...ขอให้เราไม่ติดก็พอครับ ติดแล้วตายได้ แพร่สู่คนใกล้ชิดได้ และหากกลับจากเดินทางแล้ว คอยสังเกตอาการ หากไม่สบาย ต้องรีบไปตรวจ ไม่ว่าจะเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ดมไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ หรือท้องเสียก็ตาม

 

นี่ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจจนเว่อร์วัง แต่เป็นเวลาทำมาหากิน โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก

ทำมาหากินแบบประคับประคองตัว ให้รอดจากระบาดซ้ำครับ

คาดว่ามีนาคมปีหน้า หากสถานการณ์ทั่วโลกเบาลง ค่อยเปลี่ยนเกียร์แล้วเหยียบคันเร่ง แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่งั้นจะสะดุดหัวคะมำ สาหัส ลุกไม่ขึ้น

จากนั้น รศ.นพ.ธีระ โพสต์ข้อความอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคม 2563 มีเนื้อหาดังนี้...

สถานการณ์ทั่วโลก 18 ธันวาคม 2563...

ติดเพิ่มอย่างบ้าคลั่ง ทะลุ 75 ล้านไปแล้ว ตายต่อวันกว่าหมื่นสาม ยอดตายต่อวันสูงกว่าช่วงต้นปีถึงสองเท่า

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มถึง 760,438 คน รวมแล้วตอนนี้ 75,164,769 คน ตายเพิ่มอีก 13,195 คน ยอดตายรวม 1,665,787 คน

 

อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 253,668 คน รวม 17,568,521 คน ตายเพิ่มอีก 3,426 คน ยอดตายรวม 317,091 คน

สถานการณ์อเมริกาไม่ดีเอาเสียเลย ตายต่อวันเกินสามพันคน เป็นผลจากการไม่สามารถคุมการติดเชื้อใหม่ได้ จนอาจเกินขีดความสามารถในการดูแลรักษาของระบบสุขภาพ เป็นไปตามที่หลายฝ่ายได้เตือนไว้ และคาดว่าจะเป็นภัยพิบัติทางสาธารณสุขที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์อเมริกา คงต้องเอาใจช่วยให้ทุเลาโดยเร็ว

อินเดีย ติดเพิ่ม 22,991 คน รวม 9,977,760 คน กำลังจะแตะ 10 ล้านคนแล้ว บราซิล ติดเพิ่มถึง 69,825 คน รวม 7,110,433 คน รัสเซีย ติดเพิ่มอีก 28,214 คน รวม 2,762,668 คน ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 18,254 คน รวม 2,427,316 คน

อันดับ 6-10 เป็น ตุรกี สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน และอาร์เจนตินา ส่วนใหญ่ติดกันหลายพันถึงหลักหมื่นต่อวัน

เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ สวีเดน โปแลนด์ ยูเครน แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เมียนมาร์ และเกาหลีใต้ ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลายหมื่น

เนเธอร์แลนด์ติดเชื้อต่อวันทำลายสถิติเดิมอย่างต่อเนื่อง เมื่อวานเพิ่มถึง 12,779 คน สถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นอย่างเร่งด่วน เพราะหากคุมไม่ได้ อาจเป็นอีกจุดที่มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการระบาดต่อเนื่องของยุโรปในปีหน้า

แถบสแกนดิเนเวีย รอบทะเลบอลติก และแถบยูเรเชียยังไม่ดีขึ้น ติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

เดนมาร์กติดเพิ่มหนักมากขึ้นไปอีก ทำลายสถิติเดิม 4,034 คน สูงกว่าระลอกแรกถึง 9 เท่า นอกจากนี้ใช้เวลาแค่ 4 วันในการมียอดติดเชื้อสะสมแซง 6 ประเทศ ทั้งอียิปต์ เอธิโอเปีย ปาเลสไตน์ ตูนีเซีย ฮอนดูรัส และเมียนมาร์ ส่วนสิงคโปร์ ฮ่องกง และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักสิบถึงเฉียดร้อย ในขณะที่จีน และเวียดนาม ยังมีติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ

...สถานการณ์ในเมียนมาร์ เมื่อวานติดเพิ่มขึ้นอีก 1,182 คน ตายเพิ่มอีก 31 คน ตอนนี้ยอดรวม 113,082 คน ตายไป 2,377 คน อัตราตายตอนนี้ 2.1%

ของไทยเรานั้น ผมประเมินว่า เรามีเชื้อในประเทศชัดเจน ทั้งมาจากต่างประเทศตามช่องทางต่างๆ และอาจมีการติดเชื้อในชุมชนอยู่บ้างโดยไม่รู้ตัว และไม่ทราบจำนวนและการกระจายว่าอยู่ที่ใดบ้าง ดังจะเห็นได้จากรายงานเคสในรอบสองเดือนกว่าที่ผ่านมา

สิ่งที่แต่ละฝ่ายจำเป็นต้องทำ ก็ได้บอกมาหลายครั้งแล้ว ระบาดซ้ำจะแรงกว่าเดิม คุมยากกว่าเดิม จากประสบการณ์ของทั่วโลกที่ระบาดซ้ำ ยอดติดเชื้อสูงสุดต่อวันจะสูงกว่าเดิม 5 เท่า และใช้เวลาในการคุมนานกว่าเดิม 2 เท่า

ควรยกเลิกแนวคิดหาเงินเข้าประเทศโดยนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากๆ

ควรกลับตัวกลับใจ เลิกแนวคิดลดวันกักตัว ไม่ว่าจะ 10 วัน 7 วัน หรือไม่กักตัว เพราะจะทำให้ปราการด่านสุดท้ายของประเทศ คือ ระบบการกักตัว 14 วันอ่อนแอลง เสี่ยงต่อการระบาดซ้ำ

นี่ไม่ใช่เวลาที่จะรนหาที่

สถานการณ์ปัจจุบัน ผมประเมินตรงๆ ว่าไม่ปกติ และไม่ได้ปลอดภัยใสปิ๊ง จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัดครับ

ขอให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย

ข้อมูลจาก https://www.naewna.com/local/539407

 

 

 
‘ฮ่องกง’ เตือนระบบสาธารณสุข ‘ล่มสลาย’ รับระบาดใหญ่โควิด
 

ผู้บริหาร “ฮ่องกง” เตือน ระบบสาธารณสุขเสี่ยง “ล่มสลาย” หากเขตปกครองพิเศษนี้ต้องรับมือการระบาดใหญ่ของโควิด-19

นางแคร์รี หล่ำ หัวหน้าคณะผู้บริหารเกาะฮ่องกง แถลงวันนี้ (29 ก.ค.) ว่า ทางการได้บังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมรอบใหม่ หลังพบการติดเชื้อในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และว่า ขณะนี้ ฮ่องกงเสี่ยงเข้าสู่การระบาดระลอกใหญ่ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้ระบบสาธารณสุข “ล่มสลาย” และเกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก

“เรากำลังยืนอยู่บนปากเหวของการระบาดระดับชุมชนครั้งใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะล่มสลายของระบบสาธารณสุขของเรา จนทำให้โรงพยาบาลรองรับจำนวนผู้ป่วยใหม่ไม่ทันและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ” นางหล่ำเผย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในฮ่องกงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือน ก.ค. โดยตัวเลขรายวันแตะระดับสูงสุดอยู่ที่ 145 คนในสัปดาห์นี้ ทำให้ยอดรวมพุ่งเป็นกว่า 2,880 คน ณ วันอังคาร (28 ก.ค.)

 

นอกจากนี้ นางหล่ำยังขอให้ประชาชนอยู่ในบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามมาตรการใหม่ที่มีผลบังคับในวันนี้ เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค

มาตรการใหม่ รวมไปถึงห้ามการจับกลุ่มมากกว่า 2 คน ห้ามการรับประทานอาหารในร้าน และบังคับให้สวมหน้ากากตามสถานที่สาธารณะและกลางแจ้ง โดยนับเป็นมาตรการที่เข้มงวดที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดในฮ่องกง

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/891333

‘เมียนมา’ ประกาศล็อกดาวน์ 'ย่างกุ้ง'
 
"รัฐบาลเมียนมา" ประกาศล็อกดาวน์ย่างกุ้ง ระงับบริการเที่ยวบินพาณิชย์ทุกเส้นทางในประเทศ ไปจนถึง 1 ต.ค.นี้

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) หรือศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่น่าสนใจในต่างประเทศว่า รัฐบาลเมียนมาประกาศอย่างเป็นทางการ ไม่อนุญาตการเดินทางออกจากเมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ และการระงับบริการเที่ยวบินพาณิชย์ ทุกเส้นทางภายในประเทศ จนถึงวันที่ 1 ต.ค.นี้ “เป็นอย่างน้อย”

นางออง ซาน ซูจี ผู้นํารัฐบาลพลเรือนเมียนมา แถลงผ่าน สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ว่าเธอรับทราบเสียงวิจารณ์ของประชาชน ว่า ข้อกําหนดหลายอย่างเข้มงวดเกินไป แต่หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือโดยปฏิบัติตามอย่าง เคร่งครัด เธอเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น ภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์

ก่อนหน้านี้ มีพื้นที่อย่างน้อย 29 เขต จากทั้งหมด 44 เขตของเมืองย่างกุ้งทยอยเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีตํารวจกระจายกําลังกันตั้งด่านตรวจหลายชั้นทั่วทั้งเมือง เพื่อตรวจตราความเรียบร้อย และจับกุมผู้ฝ่าฝืนข้อปฏิบัติตามมาตรการล็อกดาวน์ ที่นอกจากต้องชําระค่าธรรมเนียมแล้ว ยังจะมีการเผยแพร่รายชื่อของผู้กระทําผิดลง ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับด้วย

 

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/897567?anf=

 
‘โควิด-19 กลายพันธุ์’ อุปสรรคร้ายต่อ 'พัฒนาวัคซีนต้านไวรัส'
 

นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ลอส อลาโมส (แอลเอเอ็นแอล) หนึ่งในห้องปฏิบัติการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก สังกัดกระทรวงพลังงานสหรัฐ เปิดเผยว่า  ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อกว่า 4 เดือนที่แล้ว ได้กลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ติดต่อได้ไวขึ้นและกำลังระบาดหนักในสหรัฐ

ผลการศึกษาชิ้นใหม่ของห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ลอส อลาโมส ความยาว 33 หน้า ได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ bioRxiv(ไบโออาร์ไคฟ) คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ด้านชีววิทยา ระบุว่าไวรัสโคโรน่าที่กลายพันธุ์เริ่มการแพร่ระบาดในยุโรปช่วงต้นเดือน ก.พ.  ก่อนที่จะลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐ แคนาดา และได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในหลายประเทศทั่วโลกภายในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักวิจัยกำลังจับตาว่า ไวรัสชนิดนี้จะอ่อนกำลังลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  ในช่วงฤดูร้อนเหมือนกับไวรัสโคโรน่าที่ทำให้เกิดโรคหวัดตามฤดูกาลหรือไม่ หรือจะกลายพันธุ์ต่อไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ทำให้เกิดข้อจำกัดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนต้านโควิด-19ที่ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนากันอยู่ เนื่องจากนักวิจัยวัคซีนส่วนหนึ่งใช้ลำดับพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่าในช่วงแรก ๆ ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดตั้งต้น เพื่อประโยชน์ด้านการพัฒนาวัคซีน

เบตต์ คอร์เบอร์ นักชีววิทยาของแอลเอเอ็นแอล  ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงานผลการศึกษากล่าวว่า  แม้เรื่องนี้จะเป็นข่าวเชิงลบก็อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะทีมนักวิจัยแอลเอเอ็นแอล ได้เก็บบันทึกข้อมูลการกลายพันธุ์นี้ไว้หมดแล้ว  รวมทั้งผลของการกลายพันธุ์ที่มีต่อการแพร่ระบาด และความร่วมมือระหว่างบรรดานักวิจัยในห้องปฏิบัติการของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้มีการศึกษา ติดตาม และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับลำดับพันธุกรรมใหม่ของไวรัสชนิดนี้ ได้อย่างรวดเร็ว และเท่าที่จะเป็นไปได้

มีรายงานว่า เมื่อต้นเดือน มี.ค. นักวิจัยของจีนก็ออกมาระบุว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอยู่ ถูกตรวจพบว่ามี 2 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งและสถาบันปาสเตอร์ในเซี่ยงไฮ้ เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ชี้ว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่ติดต่อได้รวดเร็วขึ้นนั้น  มีสัดส่วนราว 70% ของทั้งหมดที่ถูกนำมาวิจัย และเป็นสายพันธุ์ที่ออกอาการรุนแรงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต พบมากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดใหม่ ๆ ในเมืองอู่ฮั่น

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยของแอลเอเอ็นแอล ได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดยุค และมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์จากประเทศอังกฤษ ทำการวิเคราะห์วิจัยลำดับพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่าอีกหลายพันสายพันธุ์ และจนถึงขณะนี้พบว่า มี14 สายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์  ซึ่งมีผลต่อสไปค์โปรตีน (spike protein) ซึ่งเป็นโครงสร้างชั้นนอกของไวรัสและเป็นกลไกที่นำพาไวรัสเข้าสู่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์และแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาวัคซีนให้เกิดขึ้นในเร็วนี้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/879396

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ