9 มิ.ย.63-  นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ ผู้ได้รางวัลแพทย์ดีเด่นจากแพทย์สภา ประจำปี 2561  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า องค์การอนามัยโลกกลับลำแนะทั่วโลกใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ จากเดิมที่เคยบอกว่าไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนมากพอว่าหน้ากากอนามัยช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงคนไม่ป่วย ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย มาเป็นทุกคนควรใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเวลาออกไปในที่สาธารณะ

คำประกาศใหม่ถือว่าล่าช้าเกินไป เนื่องจากในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้มีการแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องออกจากบ้านก่อนหน้านี้แล้ว

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์การอนามัยโลกออกแถลงการณ์ล่าช้า WHO เพิ่งเตือนถึงผลเสียของการฉีดพ่นน้ำยาเคมีกำจัดเชื้อโรคพื้นที่กว้างใหญ่นอกอาคาร บนทางเดิน ถนน เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และมีอันตรายต่อผู้สัมผัส สิ้นเปลืองไม่ได้ประโยชน์ ทางกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนเรื่องนี้ก่อนหน้าองค์การอนามัยโลกแล้ว

ย้อนหลังไปค.ศ.1997 องค์การอนามัยโลกออกแถลงการณ์การตรวจหาความไวต่อยาของเชื้อวัณโรคในประเทศที่กำลังพัฒนา ทำไม่ได้ สิ้นเปลือง และเปล่าประโยชน์ ผมออกมาโต้แย้งในปีค.ศ.1998 ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องตรวจ เพราะถ้าไม่ทราบผลความไวต่อยา อาจให้ยารักษาไม่ตรงกับเชื้อ ทำให้เชื้อยิ่งดื้อยามากขึ้น แพร่ระบาดให้คนอื่นต่อไป ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยขณะนั้นตอบว่าการแนะนำของผมขาดความรับผิดชอบ เพราะต้องดึงเงินจากงบประมาณอื่นมาใช้

ผมได้ก่อตั้งทุนวิจัยวัณโรคดื้อยาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ศิริราชมูลนิธิ ในปีค.ศ.2001 ทำการตรวจหาความไวต่อยาของเชื้อวัณโรคให้รพ.ของรัฐฟรีทุกแห่ง ในที่สุดองค์การอนามัยโลกก็เปลี่ยนคำแนะนำใหม่ให้ทุกประเทศตรวจหาความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาก่อนเริ่มการรักษา แต่คำแนะนำนี้ล่าช้าเกินไป หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้วิจารณ์ความผิดพลาดในการทำงานขององค์การอนามัยโลกเรื่องวัณโรคในปีค.ศ. 2012 (ดูรูป)

ในอดีตองค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำความปลอดภัยทางถนนเน้นสาเหตุเฉพาะ เมา เร็ว เคารพกฎจราจร ใส่หมวกกันน็อก คาดเข็มขัดนิรภัย ที่นั่งสำหรับเด็ก ผมออกมารณรงค์ง่วงอย่าขับ หลังจากดูแลคุณบิ๊ก ดีทูบี ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากง่วงหลับใน ปีค.ศ.2003 ผมได้ก่อตั้งทุนง่วงอย่าขับในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มูลนิธิรามาธิบดีปีค.ศ.2005 ได้ทำการศึกษาอุบัติการง่วงหลับในของคนขับรถโดยสารและรถบรรทุก ตีพิมพ์ในปีค.ศ.2006 (ดูรูป) รณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายจากง่วงแล้วขับ วิธีการแก้ไข ความสำคัญของการนอนหลับให้เพียงพอ และประโยชน์ของการงีบหลับ องค์การอนามัยโลกแถลงการณ์เพิ่ม ง่วงหลับใน ยาบางชนิดทำให้ง่วง การใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางถนนในปีค.ศ.2015 นี่คืออีกหนึ่งความล่าช้าขององค์การอนามัยโลก

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะถอนประเทศสหรัฐอเมริกาออกจากองค์การอนามัยโลก และงดเงินสนับสนุน เนื่องจากองค์การอนามัยโลก”ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”ในการบริหารจัดการวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 และเป็นองค์กรที่อยู่”ใต้เงาจีน”

ถึงเวลาแล้วองค์การอนามัยโลกต้องมีการปฏิรูป ปรับปรุง รับฟังความเห็นต่าง เพื่อให้คำแนะนำในการทำงานช่วยเหลือมนุษยชาติได้ถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/68198

 

28 ส.ค.64 - นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” ในหัวข้อ “ทั่วโลกรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่ำกว่าความเป็นจริง”

ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมที่รายงานทั้งโลกน้อยกว่าความเป็นจริง 10 เท่า นักวิทยาศาสตร์ด้านระบาดวิทยาให้ความเห็นว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รายงานเหมือนกับยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจถึงแม้จะมีอาการ และมีคนอีกมากมายที่ไม่มีอาการ ไม่ได้รับการตรวจ จำนวนนี้อยู่ใต้น้ำมองไม่เห็น มากกว่ายอดจำนวนผู้ติดเชื้อภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็น ขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมทั้งโลกยืนยันแล้ว 215 ล้านคน แท้จริงแล้วอาจจะมีผู้ติดเชื้อมากถึง 2,150 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรโลก การระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไป

มีหน่วยงาน 4 แห่งที่ทำแบบจำลอง คำนวณหาตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายวันที่แท้จริงของแต่ละประเทศ อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา หลายหน่วยงานเห็นพ้องต้องกันว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แท้จริงของสหรัฐฯน่าจะสูงกว่าตัวเลขที่รายงานประมาณ 4 เท่า จากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่รายงาน 39 ล้านคน ตัวเลขที่แท้จริงน่าจะเป็น 156 ล้านคนซึ่งก็ยังน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ มีการทำกราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯรายวันที่คำนวณสูงกว่าที่รายงานทุกวันประมาณ 4 เท่า (ดูกราฟ)

สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน บางวันที่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดสะสม 2 หมื่นราย ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันที่คำนวณ ดูในกราฟสูงถึง 1.2 แสนราย หรือมากกว่า จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันขณะนี้ 1.13 ล้านคน เป็นไปได้ที่ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อจริงอาจสูงถึง 9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 13 ของประชากรไทย

คนไทยไม่ต้องตกอกตกใจเมื่อเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงถึง 9 ล้านคน ควรจะดีใจด้วยซ้ำที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดไปแล้วตั้ง 9 ล้านคน โดยที่คนเกือบ 8 ล้านคนที่ติดเชื้อ ไม่มีอาการหรืออาการน้อย คนที่ติดเชื้อหายแล้วจะไม่รับเชื้อสายพันธุ์ที่กำลังระบาดขณะนี้ และจะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นอีก นอกจากนี้แล้วยังทำให้คนไม่ต้องหวาดกลัวกับโรคโควิด-19 มากเกินไป เพราะโรคนี้อัตราตายหรือสัดส่วนการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อจะลดลงถึง 8 เท่า แทนที่อัตราตายจะเป็นคนเสียชีวิต 10,587 ราย หารด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อ 1.13 ล้านคน หรือร้อยละ 0.9 จะเปลี่ยนเป็น 10,587 ราย หารด้วย 9.0 ล้านคน หรือร้อยละ 0.12

เราคงต้องอยู่กับโรคโควิด-19 ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ถ้าคนไทยกลุ่มเสี่ยงคือคนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนให้เร็วที่สุดทุกคน และตามมาด้วยคนทั่วไป เมื่อติดเชื้อหลังฉีดวัคซีนจะป่วยไม่รุนแรงถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิต โรคนี้ก็จะเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ เราต้องเรียนรู้อยู่กับมัน ไม่ต้องกลัวมัน อยู่อย่างมีสติ ป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด ใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และหมั่นล้างมือ ปีหน้าคงมียาต้านไวรัสเชื้อโควิด-19 ตัวใหม่ให้ทุกคนได้ใช้ และวิถีชีวิตก็คงจะกลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติมากที่สุด

ข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net/main/detail/114818

 

 

13 ก.ค.64 - เวลา 13.30น. ที่กระทรวง​สาธารณสุข​ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ​ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวถึงวัคซีนปป้องกันไวรัสโควิด-19 ว่า ประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนมาตั้งแต่ 28 ก.พ.2564 หลังจากนั้นเราก็รณรงค์​การฉีดวัคซีนกันเรื่อยมา วันนี้เรายังฉีดวัคซีนไม่ถึง 13 ล้านโดส เนื่องจากปริมาณ​วัคซีน​มีจำกัด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารวัคซีนให้ไเ้ประโยชน์​สูงสุด โดยการศึกษาวิจัยรูปแบบการให้วัคซีน​ในประเทศไทยจึงมีความจำเป็น ระยะแรกวัคซีนทุกบริษัท​ผลิตมาจากต้นแบบสายพันธุ์ไวรัสโคโรนาที่มีต้นกำเนิดมาจากอู่ฮั่น​ ซึ่งการผลิตออกมาได้ใช้​เวลาร่วม 1 ปี แต่ในระยะเวลา 1 ปีไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตัวมันเอง มีการกลายพันธุ์​เพื่อหนีออกจากระบบภูมิต้านทานของเรา จึงเห็นว่าบริษัทไหนก็ตามแต่ที่ผลิตวัคซีนได้ก่อน การศึกษาในประสิทธิภาพ​วัคซีนด็จะได้สูง แต่ถ้าบริษัทไหนที่ใช้สายพันธุ์​เดิม แล้วมาศึกษาวิจัยในระยะหลังๆ ประสิทธิภาพ​วัคซีนจะเริ่มต่ำลง

ศ.นพ.ยง กล่าวว่า ในประเทศไทยเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องวัคซีนที่ใช้ในขณะนี้ เราใช้วัคซีนรูปแบบเชื้อตาย กับรูปแบบไวรัสเวกเตอร์ โดยวัคซีนเชื้อตายเป็นของซิโนแวค ส่วนไวรัสเวกเตอร์ คือแอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ ซึ่งวัคซีนทั้ง 2 รูปแบบต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยไวรัสเชื้อตายจะทำมาโดยวิธีโบราณ ที่ทำมากว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งเพาะเลี้ยงไวรัสบนเซลล์เพาะเลี้ยง เช่นเดียวกับ โปลิโอ เชื้อพิษสุนัขบ้า​แล้วมาฆ่าทำลายด้วยสารเคมี หลังจากนั้นทำให้บริสุทธิ์​ แล้วจึงมาทำในรูปแบบวัคซีนโดยใส่ตัวเร่งภูมิต้านทานที่เรียกว่า เกลืออลูมิเนียม​ ส่วนไวรัสเวกเตอร์​เป็นเทคโนโลยี​ใหม่ที่ใช้ดีเอ็นเอที่มีรหัสพันธุกรรม​ แปลโค๊ด​เดียวกันกับพันธุกรรม​ส่วนของโปรตีนโคโรนาไวรัส ใส่เข้าไปในเอนเทอโรไวรัสของลิงชิมแปนซี​ โดยเหตุผลที่ใช้ลิงชิมแปนซี เพราะว่าไม่อยากใช้ Human Antino ไวรัส เนื่องจากถ้ามนุษย์เรามีภูมิต้านทานต่อ Human Antino ไวรัส เมื่อฉีดเข้าไป ภูมิต้านทานจะทำลายตัว Antino ไวรัสตัวนั้น ถ้าใช้ชิมแปนซี โอกาสที่จะถูกทำลายมีน้อย ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วไวรัสตัวดังกล่าวก็จะติดเชื้อในร่างกายเรา แต่แพร่ออกจำนวนไม่ได้ เรียกได้ว่าไวรัสถูกทำหมั้นไปแล้วเรียบร้อย

"เปรียบเสมือนว่า ถ้าเราฉีดไวรัสของชิมแปนซี เราก็เป็นไข้หวัดชิมแปนซี แน่นอนมีอาการปวดเมื่อย มีอาการไข้บ้าง แต่ไวรัสตัวนี้ไม่สามารถแพร่พันธุ์​ได้ เจริญเติบโตไม่ได้ ก่อโรครุนแรงไม่ได้ และไปแพร่สู่คนอื่นก็ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน​ก็จะสร้างโปรตีนในส่วนที่เรียกว่าคล้ายกับโคโรนาไวรัสที่เราใส่เข้าไป กระตุ้นให้ร่างกายเราสร้างภูมิ​ต้านทาน ​ไวรัสเวกเตอร์นี้จะบอกว่าเป็นวัคซีนใหม่ก็ไม่​ใช่ ในกลุ่มวัคซีนเวกเตอร์​ที่มีการใช้ในมนุษย์​มาก่อนคือวัคซีน​อีโบลา​ที่ใช้มากว่า 5 ปี จึงเห็นว่าตัวนี้ไม่ใช่ตัวแรก" ศ.นพ.ยง กล่าว

ศ.นพ.ยง กล่าวอีกว่า แต่เดิมจะเห็นได้ว่าวัคซีน​ชนิดเชื้อตาย การกระตุ้นภูมิต้านทาน​จริงๆได้น้อยกว่า การกระตุ้นภูมิต้านทาน​ของไวรัสเวกเตอร์ เพราะถึงแม้ไวรัสเวกเตอร์​จะไม่สามารถ​แพร่พันธุ์​ได้ แต่จะต้องมีการให้ติดเชื้อ​ในเซลล์​ก่อน จึงสามารถกระตุ้น​ภูมิต้านทาน​โดยก่อกำเนิดมาจากเซลล์​ของเรา สร้างโปรตีนที่เป็นแอนติเจนมากระตุ้นภูมิต้านทาน ซึ่งภูมิต้านทานที่ได้มาจากไวรัสเวกเตอร์ จึงสูงกว่าภูมิต้านทานที่เกิดจากเชื้อตาย เดิมทีวัคซีนซิโนแวคต้องยอมรับว่าการกระตุ้นภูมิต้านทาน​สูงเท่าเทียม หรือสูงกว่าภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากคนที่หายป่วยแล้ว เพราะฉะนั้นภูมิต้านคนที่ป่วยสูงขนาดนี้ เมื่อฉีดวัคซีน​เชื้อตายเข้าไปจึงมีภูมิต้านทานสูงกว่าหรือเท่าเทียม จึงสามารถป้องกันโรคได้ แต่ตอนเริ่มต้นเมื่อใช้วัคซีน​ชนิดนี้ไป การป้องกันโรคก็จะสูง แต่อย่าลืมว่าไวรัสมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา จึงต้องการภูมิต้านทานที่สูงขึ้น ทำให้สามารถหลบหลีกวัคซีนเชื้อตายที่ต่ำกว่าได้ง่ายกว่า

ศ.นพ.ยง กล่าวเพิ่มเติม​ว่า ปัจจุบันนี้การศึกษาของเราทำให้รู้ว่าเมื่อให้ครบ 2 เข็มของวัคซีนเชื้อตายนี้แล้วภูมิต้านทานได้เท่ากับคนที่หายจากโรคโดยเฉพาะหายจากการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อู่ฮั่นดั้งเดิม แต่เมื่อมาติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ไม่ว่า อัลฟ่าหรือเดลต้า มันต้องการภูมิต้านทานที่สูงขึ้นจึงทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีน ลดลงและลดลงทุกตัว ของวัคซีนที่ผลิตมาจากสายพันธุ์อู่ฮั่น แต่เนื่องจากวัคซีนบางตัวมีภูมิต้านทานที่สูงกว่า เมื่อลดลงแล้วก็ยังพอที่จะป้องกันได้ เพราฉะนั้นในทางปฏิบัติ​จึงต้องพิจารณา​ดูว่า ถ้าเราฉีดวัคซีนแอสต​ร้า​ฯ 2 เข็ม ห่างกัน 10 สัปดาห์​ เรารู้ว่าถ้าฉีดไวรัส​เวกเตอร์​ 2 เข็ม ห่างกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์​ภูมิต้านทานที่กระตุ้นขึ้นสูงไม่ดี เท่ากับที่ห่างกันเกินกว่า 6 สัปดาห์​ ยิ่งห่างนานเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งแต่เดิมคิดว่าไวรัสเวกเตอร์ หรือแอนตร้าฯเข็มเดียว ก็เพียงพอที่สามารถป้องกันไวรัสสายพัน​ธุ์อู่เดิมได้ แต่พอมาเจอไวรัสเดลต้าเข้า วัคซีนแอสตร้าฯเข็มเดียว ไม่สามารถป้องกันได้ แต่กว่าจะรอใช้เวลากว่า 10 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น จึงสามารถป้องกันได้ จึงเป็นที่มาของการหาจุดสมดุลว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยมีภูมิคุ้มกัน​เกิดขึ้นเร็วที่สุด ในขณะที่ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม​ไปมาก

"เรารู้ว่าถ้าใช้วัคซีนเชื้อตายซิโนแ​วค​ 2 เข็ม ภูมิต้านทานสูงไม่พอที่จะป้องกันไวรัสที่มีการกลายพันธุ์มาถึงเดลต้าแล้ว แต่ในขณะเดียวกันแอตร้าฯเข็มเดียวก็ไม่เพียงพอป้องกันไวรัสเดลต้า กว่าจะรอ 2 เข็มก็ช้าไป จีงเป็นที่มาของการทำการศึกษาว่า ถ้าเช่นนั้นเราจึงฉีดวัคซีนเชื้อตายก่อนค่อยตามด้วยไวรัสเวกเตอร์​ ซึ่งการฉีดไวรัสเชื้อตายก่อนเปรียบเสมือนทำให้ร่างกายเราติดเชื้อ แล้วไปสอนนักรบ หรือสอนหน่วยความจำของร่างกายไว้ หลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์​ค่อยไปกระตุ้นด้วยวัคซีนที่เป็นไวรัสเวกเตอร์ที่มีอำนาจในการกระตุ้น​เซลล์​ของร่างกายมากกว่า ผลปรากฎ​ว่าผลกระตุ้นสูงกว่า และเร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้ ถึงแม้จะกระตุ้นได้ไม่เท่า แอสตร้าฯ 2 เข็ม แต่ก็จะให้ภูมิต้านทานที่สูงในเวลาแค่ 6 สัปดาห์"ศ.นพ.ยง ระบุ

ศ.นพ.ยง ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้คนไข้เรามากกว่า 40 คนที่เราได้ติดตามมา จะเห็นได้ว่ากลุ่มก้อนแรกถ้าเราฉีดซิ​โน​แวค 2 เข็ม ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจะสูงเท่ากับคนไข้ที่หายแล้ว แต่เนื่องจากปัจจุบันเป็นสายพันธุ์​เดลต้า จึงทำให้ภูมิในขณะนี้ป้องกันไม่ได้ แต่ถ้าเราฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็มแล้ววัดภูมิต้านทานอีก 1 เดือนหลังจากนั้น แสดงว่าห่างกัน 10 สัปดาห์​ แล้ววัดที่ 14 สัปดาห์​ ภูมิต้านทาน​จะสูงเพียงพอ หรือพอสมควรป้องกันไวรัสที่กลายพันธุ์​ได้ แต่เราต้องใช้เวลาถึง 14 สัปดาห์​จึงทำ​ให้​ภูมิสูงขนาดนั้น แต่ถ้าเรามาฉีดวัคซีน 2 เข็มที่สลับกัน โดยวัคซีนเข็มแรกเป็นซิโนแวค แล้วเข็มสอง เป็นแอสตร้าฯ จะเห็นได้ว่าภูมิต้านทานขึ้นมาใกล้เคียงกับการฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม ถึงแม้จะน้อยกว่ากันนิดเดียวโดยฉีดแอสตร้า 2 เข็มภูมิต้านทานอยู่ที่ 900 แต่ถ้าฉีดสลับกันเหมือนที่กล่าวข้างต้นภูมิต้านทานอยู่ที่ 800 ซึ่งเปรียบเทียบกับการฉีดซิโนแวค 2 เข็มอยู่ที่ประมาณ 100 แต่ถ้าการติดเชื้อในธรรมชาติจะอยู่ระหว่าง 70-80 ถ้าเป็นแบบนี้ไวรัสที่กลายพันธุ์​ก็มีโอกาสป้องกันได้มีมากกว่า แล้วผลสัมฤทธิ์​ในระดับภูมิต้านของร่างกายให้สูงขึ้นใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์  เพราะฉะนั้นในสถานการณ์​ในการระบาดของโรคที่เป็นไปอย่างรุนแรง เรารอเวลา 12 สัปดาห์ไม่ได้ การที่ต้องการให้ภูมิสูงขึ้นเร็ว การฉีดวัคซีนสลับเข็มเรามีภูมิที่สูงใกล้เคียงกับวัคซีนที่ใช้เวลาถึง 12 สัปดาห์​ จึงน่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้

"แต่ในอนาคตถ้ามีวัคซีนอื่นที่ดีกว่า พัฒนาที่ดีกว่า เราค่อยหาวิธีการที่ดีกว่า หรือไวรัสกลายพันธุ์​ไปมากกว่านี้ก็อาจจะมีวัคซีนที่จำเพาะเจาะจงกับสายพันธุ์​นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่ที่ต้องมีการฉีดทุกปี เพราะฉะนั้นเวลาทุกวันของเรามีค่ามากในการต่อสู้กับโรคร้าย จึงขอ​สนับสนุนให้เห็นว่าข้อมูลทางวิชาการที่ศึกษามาจะเป็นประโยชน์ในการใช้จริง"ศ.นพ.ยง กล่าว

เมื่อถามว่า เชื้อกลายพันธุ์​ในขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างไร และมีผลต่อการฉีดวัคซีนในไทยหรือไม่ ศ.นพ.ยง กล่าวว่า เราได้ทดสอบการ Blocking antibody จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบซิโนแวค 2 เข็มกับซิโนแวคบวกกับแอตร้าฯที่สลับกันแล้ว เปอร์เซ็นต์​การขัดขวางตัวไวรัส ขึ้นไปได้ถึงสูงทีเดียว แต่ทั้งนี้ความปลอดภัยต้องมาก่อน

จากการศึกษาเรื่องความปลอดภัยเบื้องต้น มีการฉีดวัคซีน​สลับกันแบบนี้ในประเทศไทยมากกว่า 1,200 คนแล้ว ที่ฉีดมากที่สุดคือ รพ.จุฬาลงกรณ์​โดยที่ถูกลงบันทึกในแอพฯหมอพร้อม โดยให้บันทึกอาการข้างเคียงลงไป ปรากฏว่าไม่มีใครในจำนวนนี้มีอาการข้างเคียงรุนแรง เพราะฉะนั้นจึงยืนยันว่าการให้วัคซีนที่สลับกันมีความปลอดภัยในชีวิตจริง ส่วนการศึกษาของเราจะมีการนำออกมาอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ผู้ปฏิบัติสบายใจว่า เราไม่ได้มีการฉีดสลับเป็นคนแรก

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/109562

 

24 เม.ย.64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ดังนี้

โควิด-19 ระบาดในประเทศไทย แพร่กระจายและติดต่อได้ง่าย

 

ดังที่ได้เคยเรียนมาแล้ว สายพันธุ์อังกฤษแพร่กระจาย ได้ง่ายและรวดเร็วกว่า

ตัวอย่างที่เห็นชัด ก็ในประเทศอังกฤษ ในเดือนธันวาคม ทำให้ระบบการแพทย์ของอังกฤษ แทบล้มเหลว

สายพันธุ์เดิม  สมมุติว่าต้องรับเชื้อ 100 ตัว จึงจะติด และเกิดโรคได้

สายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์อังกฤษ การรับเชื้ออาจจะเหลือแค่ 50 ตัว ก็สามารถติดและเกิดโรคได้

สายพันธุ์นี้เกาะติดกับเซลล์ของเราได้ดีกว่า สายพันธุ์เดิม จึงแพร่กระจายได้ง่ายอย่างที่เห็น

มาตรการที่ใช้ในการป้องกันต้องมากกว่า สายพันธุ์เดิม

การระบาดในวงจรแรก จะอยู่ในสถานบันเทิง และจะอยู่ในตัวเมืองใหญ่

การแพร่กระจาย จะออกนอกตัวเมืองใหญ่ ไปยังตัวเมืองต่างจังหวัด ในวงจรต่อๆไป

และจากต่างจังหวัดในตัวเมือง ก็จะเริ่มออกสู่อำเภอ และตำบล และจะลงสู่หมู่บ้าน

เราเห็นตัวอย่างได้จากหลายประเทศ เริ่มจากเมืองใหญ่ก่อน

การหยุดการเคลื่อนที่ของประชาชน เป็นหนึ่งในวิธี ของการหยุดการแพร่กระจาย

ช่วงสงกรานต์ เป็นช่วงที่มีการเคลื่อนที่ของประชาชนมากที่สุด

การควบคุมต่อไปนี้ จะต้องใช้วิธีการที่มากขึ้น จึงจะควบคุมโรคได้

การตรวจผู้สงสัยจะต้องตรวจเชิงรุก ทุกรายที่ตรวจให้ผลบวก จะต้องเข้าสู่โรงพยาบาลสนาม หรือโรงแรมที่กำหนด 

ผู้ป่วยที่มีอาการมากเท่านั้น จึงจะรับการรักษาไว้ในโรงพยาบาล

โรงพยาบาลทุกแห่ง ควรเพิ่มอัตราการตรวจให้เพิ่มขึ้น และทางฝ่ายรัฐ จะต้องเป็นผู้ดูแล ผู้ที่ตรวจให้ผลบวกทั้งหมด และจัดสรร ผู้ที่มีอาการมาก เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 

ถ้าให้โรงพยาบาลที่ตรวจพบ เป็นผู้จัดการผู้ป่วยเอง เพราะเมื่อจัดการไม่ได้ ก็จะงดการตรวจ หรือจำกัดการตรวจ

ฝ่ายรัฐควรควบคุมค่าตรวจ ให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม ในมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ 

และให้ห้องปฏิบัติการ ทุกคนช่วยกันตรวจให้มากที่สุด เพื่อแยกผู้ป่วยออกจากประชากรให้ได้มากที่สุด

ความสามารถในการตรวจของประเทศไทยสูงมาก แต่ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยหาที่ตรวจได้ยาก เพราะบางโรงพยาบาลจะจำกัดจำนวนการตรวจแต่ละวัน หรืองดการตรวจ ว่าน้ำยาหมด

ตัวอย่างที่เราเห็นคือประเทศอินเดีย ที่ขณะนี้ยากเกินกว่าที่จะควบคุมโรคนี้ได้

เมื่อเกิดการระบาดมาก ก็มันจะเกิดเชื้อที่กลายพันธุ์เพิ่มขึ้น 

ในอินเดียมีเชื้อกลายพันธุ์ที่เรียกว่า  Double mutations สายพันธุ์อินเดีย  ที่ทำให้ติดได้ง่ายขึ้น และมีแนวโน้มที่จะลดประสิทธิภาพของวัคซีน เป็นสายพันธุ์ที่จะท้าทายความสามารถของมนุษย์

ประเทศอินเดียอยู่ไม่ไกลจากเรา 

และทำนองเดียวกัน ถ้าเรามีผู้ป่วยหรือระบาดจำนวนมาก ก็จะมีการกลายพันธุ์ของไวรัสได้ เราไม่อยากได้ยิน ชื่อไวรัส สายพันธุ์ประเทศไทย

 

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/100514

'หมอยง' ห้ามเกษตรกรป่วยจับสัตว์ ลดเสี่ยง 'โควิด' ฤดูฝน

 

หมอยง เตือน เกษตรกรป่วยอย่าสัมผัสสัตว์เน้นความสะอาด เตือนโรงงานแปรรูปอาหารเข้มงวดสุขอนามัย แยกกะ เลี่ยงรวมพลคนเยอะ แนะไทยตั้งรับฤดูฝนโรคเดินหายใจระบาดเร็วกว่าปกติ

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า แม้จะเคยพบรายงานในฮ่องกงว่าพบโรคโควิด19 ในสุนัขพันธุ์ปอมเมเรอเนียน หรือมีรายงานจากจีนและสหรัฐว่าพบโรคนี้ในเสือหรือแมว การศึกษาในจีนพบว่าไวรัสตัวนี้ติดได้ในสัตว์ตระกูล feline หรือ แมว ได้ดีกว่าสุนัข ส่วนในหมู ไก่ เป็ด ไม่ติดโรคนี้แน่นอน และไม่มีหลักฐานเลยว่าสัตว์เหล่านี้เป็นแหล่งนำโรค และไม่มีหลักฐานว่าโรคจากสัตว์เหล่านี้จะแพร่กระจายมาสู่คนได้

ทั้งนี้ ปกติการทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะเป็นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ดังนั้น ถ้าทำถูกวิธีจะปลอดจากเชื้อก่อโรคโควิด19 แน่นอน เพราะสัตว์ ทั้งหมดไม่มีหลักฐานว่าจะมีไวรัสตัวนี้อยู่ และจากการศึกษาชัดเจนว่า ไวรัสตัวนี้ไม่ติดใน หมู ไก่ เป็ด หรือในปศุสัตว์ ดังนั้นประชาชนสบายใจได้ในการบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้ แต่ที่อยากเน้น คือ ต้องปรุงอาหารให้สุก และไม่ทานอาหารดิบๆ สุกๆ เด็ดขาดในช่วงนี้ การทานอาหารที่สุกความร้อนฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิดรวมทั้งโควิด-19 ด้วย

สิ่งที่ต้องคำนึงอย่างเดียวคือเรื่องความสะอาด เพราะเรารู้ว่าเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 นี้แพร่กระจายผ่านทางเดินหายใจ เมื่อไอ จาม และแพร่กระจายทางอุจจาระได้ เพราะฉะนั้นในอุตสาหกรรมอาหาร บุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องเน้นเรื่องความสะอาด การล้างมือเมื่อออกจากห้องน้ำหรือแม้จะไปปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ต้องหมั่นทำความสะอาดล้างมือ โอกาสที่เชื้อนี้จะไปปนเปื้อนอาหารก็ไม่มี แม้มีติดมานิดหน่อยถ้าเราทานอาหารสุกก็ปลอดภัย

โดยมาตรการอันแรกที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มการเตรียมอาหาร จะต้องดูแลตัวเอง กรณีเจ็บป่วยมีไข้ก็ไม่ควรปฏิบัติภารกิจหรืออยู่ในไลน์การผลิตอาหาร โดยหลักการทั่วไป ถ้าคนงานแข็งแรงดีก็ปฏิบัติภารกิจได้ปกติ แต่ขอให้ควบคุมอนามัยส่วนบุคคล ความสะอาด การล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัยปัองกัน ฝอยละออง จากการไอ จาม ตกลงไปในอาหาร

ในกรณีมีผู้ป่วยติดเชื้อในสถานประกอบการ ต้องหาผู้สัมผัสโรคและถูกกักตัวอย่างน้อย 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปสู่ผู้อื่น ขณะที่สายการผลิตบริเวณที่พบผู้ติดเชื้อปฏิบัติงาน ต้องปิดอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาด โดยสามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่รู้จักกันดีเพราะไวรัสตัวนี้มีเปลือกหุ้ม เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนหรือแอลกอฮอลล์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ เกษตรกรที่ดูแลสัตว์เลี้ยงฟาร์ม หมู ไก่ เป็ด ให้ดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด อาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้ต่อต้านกับโรคได้ กรณีตนเองป่วย อย่าสัมผัสกับสัตว์ในฟาร์ม ขอให้แยกตัวออกมา เก็บข้าวของเครื่องใช้ ของส่วนตัว การใช้ห้องน้ำถ้าแยกได้ขอให้แยก ถ้าแยกไม่ได้ให้ผู้ป่วยใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายของบ้าน และทำความสะอาดห้องน้ำโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/882852

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ