9 มิ.ย.63- นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก " Thiravat Hemachudha" ถึงข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว มาทางเครื่องบิน ดังต่อไปนี้

1- สามารถตรวจหาหลักฐานของการติดเชื้อได้ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบิน

2-ทั้งนี้โดยให้มีการตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันแอนติบอดีทั้ง IgM IgG ตรวจ 5 วันก่อนที่จะขึ้นบิน

3- แม้ตรวจยังไม่พบ ระยะแรกเพราะเพิ่งติดเชื้อ วันที่ขึ้นบินตรวจซ้ำครั้งที่ สอง ก็จะพบ IgM

4- มาถึงประเทศไทย 4วันไปแล้ว ตรวจ ซ้ำ ถ้าได้ผลลบ ไม่ต้องกักตัว 14 วัน

ในกรณีที่ประเทศต้นทางไม่สามารถหาการตรวจแอนตี้บอดี้ที่เป็น”มาตรฐานได้ “ ก็ให้ใช้วิธี
•แยงจมูก แทน โดยตรวจ พีซีอาร์ •

ตรวจเลือด IgM 200 IgG 200 บาท คนตรวจ ไม่ต้อง PPE ครบสูตร เจาะเลือดปลายนิ้ว เท่านั้น
ถ้าใช้ elisa ต้องส่งเลือดมาที่
แลปเราที่กาชาดครับ ตรวจ12 ชม ก็เสร็จ

ถ้าตรวจรู้ผลเลยใน 2 นาที ก็คือ chula strip test (rapid test) เจาะปลายนิ้ว
แต่อาจมี ผลบวกปลอมของ IgM ประมาณ 3% ซึ่ง อีก 4 -7 วันตรวจใหม่ก็จะตัดปัญหาเพราะ ถ้าติดจริง  IgM จะเป็น IgG เรากลัวผลลบปลอมมากกว่า เพราะคนติดเชื้อจะหลุดเข้ามา

เข้าใกล้ความจริง ลดภาระกักกันตัว 14 วัน ประเมินความเสี่ยงได้เลยในการคัดกรอง.

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/68251

9 มิ.ย.63-  นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ ผู้ได้รางวัลแพทย์ดีเด่นจากแพทย์สภา ประจำปี 2561  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า องค์การอนามัยโลกกลับลำแนะทั่วโลกใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ จากเดิมที่เคยบอกว่าไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนมากพอว่าหน้ากากอนามัยช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงคนไม่ป่วย ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย มาเป็นทุกคนควรใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเวลาออกไปในที่สาธารณะ

คำประกาศใหม่ถือว่าล่าช้าเกินไป เนื่องจากในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้มีการแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องออกจากบ้านก่อนหน้านี้แล้ว

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์การอนามัยโลกออกแถลงการณ์ล่าช้า WHO เพิ่งเตือนถึงผลเสียของการฉีดพ่นน้ำยาเคมีกำจัดเชื้อโรคพื้นที่กว้างใหญ่นอกอาคาร บนทางเดิน ถนน เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และมีอันตรายต่อผู้สัมผัส สิ้นเปลืองไม่ได้ประโยชน์ ทางกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนเรื่องนี้ก่อนหน้าองค์การอนามัยโลกแล้ว

ย้อนหลังไปค.ศ.1997 องค์การอนามัยโลกออกแถลงการณ์การตรวจหาความไวต่อยาของเชื้อวัณโรคในประเทศที่กำลังพัฒนา ทำไม่ได้ สิ้นเปลือง และเปล่าประโยชน์ ผมออกมาโต้แย้งในปีค.ศ.1998 ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องตรวจ เพราะถ้าไม่ทราบผลความไวต่อยา อาจให้ยารักษาไม่ตรงกับเชื้อ ทำให้เชื้อยิ่งดื้อยามากขึ้น แพร่ระบาดให้คนอื่นต่อไป ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยขณะนั้นตอบว่าการแนะนำของผมขาดความรับผิดชอบ เพราะต้องดึงเงินจากงบประมาณอื่นมาใช้

ผมได้ก่อตั้งทุนวิจัยวัณโรคดื้อยาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ศิริราชมูลนิธิ ในปีค.ศ.2001 ทำการตรวจหาความไวต่อยาของเชื้อวัณโรคให้รพ.ของรัฐฟรีทุกแห่ง ในที่สุดองค์การอนามัยโลกก็เปลี่ยนคำแนะนำใหม่ให้ทุกประเทศตรวจหาความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาก่อนเริ่มการรักษา แต่คำแนะนำนี้ล่าช้าเกินไป หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้วิจารณ์ความผิดพลาดในการทำงานขององค์การอนามัยโลกเรื่องวัณโรคในปีค.ศ. 2012 (ดูรูป)

ในอดีตองค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำความปลอดภัยทางถนนเน้นสาเหตุเฉพาะ เมา เร็ว เคารพกฎจราจร ใส่หมวกกันน็อก คาดเข็มขัดนิรภัย ที่นั่งสำหรับเด็ก ผมออกมารณรงค์ง่วงอย่าขับ หลังจากดูแลคุณบิ๊ก ดีทูบี ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากง่วงหลับใน ปีค.ศ.2003 ผมได้ก่อตั้งทุนง่วงอย่าขับในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มูลนิธิรามาธิบดีปีค.ศ.2005 ได้ทำการศึกษาอุบัติการง่วงหลับในของคนขับรถโดยสารและรถบรรทุก ตีพิมพ์ในปีค.ศ.2006 (ดูรูป) รณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายจากง่วงแล้วขับ วิธีการแก้ไข ความสำคัญของการนอนหลับให้เพียงพอ และประโยชน์ของการงีบหลับ องค์การอนามัยโลกแถลงการณ์เพิ่ม ง่วงหลับใน ยาบางชนิดทำให้ง่วง การใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางถนนในปีค.ศ.2015 นี่คืออีกหนึ่งความล่าช้าขององค์การอนามัยโลก

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะถอนประเทศสหรัฐอเมริกาออกจากองค์การอนามัยโลก และงดเงินสนับสนุน เนื่องจากองค์การอนามัยโลก”ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”ในการบริหารจัดการวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 และเป็นองค์กรที่อยู่”ใต้เงาจีน”

ถึงเวลาแล้วองค์การอนามัยโลกต้องมีการปฏิรูป ปรับปรุง รับฟังความเห็นต่าง เพื่อให้คำแนะนำในการทำงานช่วยเหลือมนุษยชาติได้ถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/68198

'หมอยง' ห้ามเกษตรกรป่วยจับสัตว์ ลดเสี่ยง 'โควิด' ฤดูฝน

 

หมอยง เตือน เกษตรกรป่วยอย่าสัมผัสสัตว์เน้นความสะอาด เตือนโรงงานแปรรูปอาหารเข้มงวดสุขอนามัย แยกกะ เลี่ยงรวมพลคนเยอะ แนะไทยตั้งรับฤดูฝนโรคเดินหายใจระบาดเร็วกว่าปกติ

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า แม้จะเคยพบรายงานในฮ่องกงว่าพบโรคโควิด19 ในสุนัขพันธุ์ปอมเมเรอเนียน หรือมีรายงานจากจีนและสหรัฐว่าพบโรคนี้ในเสือหรือแมว การศึกษาในจีนพบว่าไวรัสตัวนี้ติดได้ในสัตว์ตระกูล feline หรือ แมว ได้ดีกว่าสุนัข ส่วนในหมู ไก่ เป็ด ไม่ติดโรคนี้แน่นอน และไม่มีหลักฐานเลยว่าสัตว์เหล่านี้เป็นแหล่งนำโรค และไม่มีหลักฐานว่าโรคจากสัตว์เหล่านี้จะแพร่กระจายมาสู่คนได้

ทั้งนี้ ปกติการทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะเป็นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ดังนั้น ถ้าทำถูกวิธีจะปลอดจากเชื้อก่อโรคโควิด19 แน่นอน เพราะสัตว์ ทั้งหมดไม่มีหลักฐานว่าจะมีไวรัสตัวนี้อยู่ และจากการศึกษาชัดเจนว่า ไวรัสตัวนี้ไม่ติดใน หมู ไก่ เป็ด หรือในปศุสัตว์ ดังนั้นประชาชนสบายใจได้ในการบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้ แต่ที่อยากเน้น คือ ต้องปรุงอาหารให้สุก และไม่ทานอาหารดิบๆ สุกๆ เด็ดขาดในช่วงนี้ การทานอาหารที่สุกความร้อนฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิดรวมทั้งโควิด-19 ด้วย

สิ่งที่ต้องคำนึงอย่างเดียวคือเรื่องความสะอาด เพราะเรารู้ว่าเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 นี้แพร่กระจายผ่านทางเดินหายใจ เมื่อไอ จาม และแพร่กระจายทางอุจจาระได้ เพราะฉะนั้นในอุตสาหกรรมอาหาร บุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องเน้นเรื่องความสะอาด การล้างมือเมื่อออกจากห้องน้ำหรือแม้จะไปปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ต้องหมั่นทำความสะอาดล้างมือ โอกาสที่เชื้อนี้จะไปปนเปื้อนอาหารก็ไม่มี แม้มีติดมานิดหน่อยถ้าเราทานอาหารสุกก็ปลอดภัย

โดยมาตรการอันแรกที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มการเตรียมอาหาร จะต้องดูแลตัวเอง กรณีเจ็บป่วยมีไข้ก็ไม่ควรปฏิบัติภารกิจหรืออยู่ในไลน์การผลิตอาหาร โดยหลักการทั่วไป ถ้าคนงานแข็งแรงดีก็ปฏิบัติภารกิจได้ปกติ แต่ขอให้ควบคุมอนามัยส่วนบุคคล ความสะอาด การล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัยปัองกัน ฝอยละออง จากการไอ จาม ตกลงไปในอาหาร

ในกรณีมีผู้ป่วยติดเชื้อในสถานประกอบการ ต้องหาผู้สัมผัสโรคและถูกกักตัวอย่างน้อย 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปสู่ผู้อื่น ขณะที่สายการผลิตบริเวณที่พบผู้ติดเชื้อปฏิบัติงาน ต้องปิดอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาด โดยสามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่รู้จักกันดีเพราะไวรัสตัวนี้มีเปลือกหุ้ม เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีสารประกอบคลอรีนหรือแอลกอฮอลล์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ เกษตรกรที่ดูแลสัตว์เลี้ยงฟาร์ม หมู ไก่ เป็ด ให้ดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด อาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้ต่อต้านกับโรคได้ กรณีตนเองป่วย อย่าสัมผัสกับสัตว์ในฟาร์ม ขอให้แยกตัวออกมา เก็บข้าวของเครื่องใช้ ของส่วนตัว การใช้ห้องน้ำถ้าแยกได้ขอให้แยก ถ้าแยกไม่ได้ให้ผู้ป่วยใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายของบ้าน และทำความสะอาดห้องน้ำโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/882852

7 พ.ค.63 -  ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ็กว่า โควิด 19 อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแล้ว รายงานเข้าสู่ระบบทั่วโลกจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นตั้งแต่มีผู้ป่วยได้ 1 ล้านคน อัตราการเพิ่มขึ้นจะเป็น 1 ล้านคนทุก 12 วัน เพิ่มเป็น 2 ล้านคน 3 ล้านคนและจะเป็น 4 ล้านคนภายในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้

อัตราการเพิ่มขึ้นของทั่วโลกที่เป็นแบบนี้เปรียบเสมือนลดน้อยลง ไม่ได้เพิ่มแบบก้าวกระโดด และในอนาคตถ้าควบคุมได้แบบนี้ก็จะมีแนวโน้มลดลง สิ่งที่เป็นห่วงอย่างยิ่งคือ การระบาดเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาในทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา รวมทั้งอินเดีย ที่จะทำให้เกิดการก้าวกระโดด และจะมีตัวเลขที่ไม่ได้รายงานอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ตัวเลขที่เห็น ขอยกตัวอย่างเช่น มหานครนิวยอร์ก มีการศึกษาทาง serology มีผู้ติดเชื้อไปแล้วประมาณ 20% แสดงว่ามีผู้ป่วยที่รายงานเป็น 1 ใน 10 ของจำนวนผู้ติดเชื้อเท่านั้น เช่นเดียวกันกับอีกหลายที่ โดยเฉพาะในยุโรป ตัวเลขที่รายงานจำนวนผู้ป่วย จะต่ำกว่าจำนวนที่ติดเชื้อจริงอย่างมาก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะให้อยู่ที่บ้าน นอกจากมีอาการมากจึงจะรับมารักษาที่โรงพยาบาล มีผู้ป่วยจำนวนมากถึงมีอาการ ก็ไม่ได้รับการวินิจฉัย เพราะนอนอยู่ที่บ้าน

ประชากรไทยค่อนข้างโชคดี เพราะผู้ติดเชื้อทุกคนได้รับการดูแลอย่างดีในโรงพยาบาล ไม่ใช่ให้นอนที่บ้าน ภาพรวมของผู้เสียชีวิตในประเทศไทย จึงค่อนข้างต่ำกว่าประเทศทางตะวันตก

ในความเป็นจริงอัตราการเสียชีวิตของโรคนี้ ถ้าถูกนับรวมทั้งหมด รวมผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้านของประเทศทางตะวันตกแล้ว น่าจะต่ำกว่าตัวเลขที่ทางตะวันตกรายงานเป็นทางการ จะเห็นว่าทางตะวันตกไม่ว่ายุโรปหรืออเมริกา อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยค่อนข้างสูงมากเช่นใน อังกฤษ อิตาลีและสเปน อยู่ที่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาเอง จากตัวเลขอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าการเสียชีวิตในสงครามเวียดนาม รบกันนานกว่า 10 ปี
ประเทศไทย อัตราการเสียชีวิตขณะนี้ อยู่ที่ 1.8 เปอร์เซ็นต์ นับว่าต่ำกว่าประเทศทางตะวันตกมาก ทั้งที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีมาก เพราะเกิดจากที่ทุกคนช่วยกัน

สิ่งที่สำคัญนับแต่นี้ไป เราจะต้องปรับตัวให้สมดุลในการดำรงชีวิต ให้ทุกคนอยู่อย่างพอเพียง ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหาร ถ้ามีการแบ่งปันกันและประคับประคองไม่ให้มีผู้ป่วยเกินกว่าระบบสาธารณสุขจะรองรับได้

รอเวลาให้วิกฤตผ่านพ้นไป น่าจะใช้เวลา 1 ปี เราก็จะมียารักษาที่ดีขึ้น มีวัคซีนในการป้องกัน ก็จะกลับคืนมาสู่ชีวิตที่ปกติเหมือนเดิม

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/65272

 

  

13 พ.ค.2563- ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “โควิด 19 มองโลกในแง่ดี” ระบุว่า โควิด 19ทำให้ประเทศไทยเกิดนักวิจัยมากมาย ในอนาคตเราอาจมีนักวิจัยมากที่สุดในโลกก็ได้ 

ผมได้รับโทรศัพท์เกือบทุกวัน มีสิ่งของอยากให้มาทดลอง ตั้งแต่การกรองเชื้อ จนถึงยาฆ่าเชื้อ โควิด 19
ก็นึกอยู่ว่าจะทำให้ประเทศไทย มีนักวิจัย นักประดิษฐ์คิดค้นมากมาย

 

เคยได้รับโทรศัพท์ตอน 3.00 น ผมคิดว่ามีเรื่องด่วน บอกว่านั่งสมาธิ พบเห็นสมุนไพร แล้วเลยรีบโทรมา เพื่อให้ทดลอง ถ้าไม่รีบโทรมาคงกลัวจะลืม 

เมื่อวานนี้ก็มีอีก โทรมาบอกว่าพบสูตรตำรายาป้องกันโรค โควิด 19 และตนได้กินไปแล้ว เชื่อว่าในเลือดจะมีภูมิต้านทาน จะขอมาบริจาคพลาสมาเอาไว้รักษาให้กับคนอื่น มีคนขอทดลอง อาหารที่กินขึ้นจมูกของญี่ปุ่น เชื่อว่ารักษา โควิด 19

ผมเองก็เกรงกลัวว่า จะเหมือนอินเดีย ที่เภสัชกรคิดค้นยารักษา โควิด 19 แล้วให้กับตนเองและภรรยา ผลลัพธ์คือเสียชีวิตทั้งคู่ ยังมีอีกมากมาย ที่นักวิจัยของเรา ฝันเกินความเป็นจริง ทำได้ 1 สลึง แต่ขอคุยไว้ 1 บาทก่อน เช่นจะได้ยา x ในเวลา 4 ปี 

ในยามว่างแบบนี้ มีคนมีแนวคิดมากมาย ถ้าให้ดี เวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ กับการค้นหาความรู้ใส่ตัว ปัจจุบันความรู้หาได้ง่ายมาก เพราะอยู่ในก้อนเมฆ ไม่ใช่ความรู้มาจากความฝัน ขอให้ search ถ้าไม่รู้ ก็ search หรือ re-search และถ้ายังไม่รู้อีก ค่อยเอา “-” ออก เป็น research หรือวิจัยจึงจะได้สิ่งใหม่ องค์ความรู้ใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/65782

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ