'สหรัฐ' ปิดดีล 'โมเดอร์นา' ซื้อวัคซีนโควิดกว่า 1.5 พันล้านดอลล์

“สหรัฐ” บรรลุข้อตกลงร่วม “โมเดอร์นา” ซื้อวัคซีนต้านโควิด-19 จำนวน 100 ล้านโดส มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลล์

 

บริษัท โมเดอร์นา อิงค์ ร่วมกับทำเนียบขาว แถลงในวานนี้ (11 ส.ค.)ว่า รัฐบาลสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทโมเดอร์นา อิงค์ของสหรัฐ เพื่อซื้อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ปริมาณ 100 ล้านโดส มูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ วัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นานั้น มีราคาต่อโดสอยู่ที่ราว 30.50 ดอลลาร์ ซึ่งประชาชนจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวจำนวน 2 โดสต่อคน

 

โมเดอร์นาเปิดเผยว่า วัคซีน mRNA-1273 เป็นหนึ่งในวัคซีนต้านโควิดเพียงไม่กี่ตัวที่เข้าสู่การทดลองขั้นสุดท้ายแล้ว และการทดลองดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้ทำข้อตกลงกับหลายบริษัทเพื่อซื้อวัคซีนต้านโควิด-19 จำนวนหลายร้อยล้านโดส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Operation Warp Speed ที่มีเป้าหมายเพื่อจะเริ่มใช้วัคซีนในสหรัฐภายในสิ้นปีนี้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/893367?anf=

10 ส.ค. 63 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "สถานการณ์ทั่วโลก 10 สิงหาคม 2563 ติดเชื้อเพิ่มอีก 208,627 คน ตายเพิ่ม 4,449 คน ยอดรวมตอนนี้ 19,981,875 คน ช่วงสายๆ ของวันนี้จะทะลุ 20,000,000 คน

อเมริกา ติดเพิ่ม 46,266 คน รวม 5,192,022 คน ยอดผู้เสียชีวิตตอนนี้ 165,541 คน

 

บราซิล ติดเพิ่ม 23,010 คน รวม 3,035,422 คน เมื่อวานยอดเสียชีวิตทะลุ 100,000 คนไปแล้ว ทำให้บราซิลเป็นประเทศที่สองที่มีจำนวนคนตายเกินแสน รองจากอเมริกา

อินเดีย ติดเพิ่ม 62,117 คน รวม 2,214,137 คน

รัสเซีย ติดเพิ่ม 5,189 คน รวม 887,536 คน

แอฟริกาใต้ เม็กซิโก เปรู ติดกันเพิ่มอีก 6-7 พันกว่าคน

ในขณะที่สหราชอาณาจักร อิหร่าน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ติดกันหลักพันถึงหลายพัน เฉกเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่สถานการณ์ดูระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ

น่าเป็นห่วงญี่ปุ่น ที่เริ่มมีกระแสปลุกระดมให้ไม่ใส่หน้ากาก และให้เชื่อว่า "COVID-19 เป็นหวัดธรรมดา"...หากทางการไม่สามารถคุมโรคได้โดยเร็ว อาจพบจำนวนผู้เสียชีวิตสูงขึ้นมากในเวลาอันใกล้นี้ เพราะเขาเป็นสังคมสูงอายุ และในระยะยาว มีแนวโน้มว่าหากวัคซีนมีประสิทธิภาพที่ไม่สูงมากนัก ก็อาจทำให้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค หรือพื้นที่ดงโรคได้ ส่งผลต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวที่อาจแก้ไขได้ยาก

หลายประเทศในทวีปยุโรป ปากีสถาน แคนาดา สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ติดเพิ่มกันหลักร้อย

ส่วนจีน ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ติดเพิ่มกันหลักสิบ

...พรุ่งนี้รายงานอย่างเป็นทางการจะมียอดติดเชื้อทั่วโลกเกิน 20 ล้านคน...

หากเราลองฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายคน ทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ไทยเรามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการระบาดซ้ำในไม่ช้านี้

ความเห็นดังกล่าวนั้นตั้งอยู่บนความจริงที่ว่า รัฐแง้มประตูประเทศให้มีการเดินทางของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ จากต่างประเทศเข้ามาได้

หากเปิดอ้าซ่า ไม่มีประเทศใดเลยที่รอดจากการระบาดซ้ำ และระลอกสองนั้นรุนแรงกว่าระลอกแรก คุมยากกว่า และก่อให้เกิดความเสียหายที่หนักหนา

รัฐ ศบค. และสมช. โปรดทบทวนเกณฑ์ของระยะที่ 5-6 เสียใหม่

หากท่านตามข่าว ท่านจะพบว่ามีการใช้เกณฑ์ที่ประกาศไปเพื่อนำเข้ากลุ่มชาวต่างชาติจำนวนมาก

บางเรื่องดูจะมีความจำเป็น เช่น แรงงาน

บางเรื่อง ไม่ใช่ความจำเป็น ไม่มีก็ไม่ตาย ไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชนในประเทศ เช่น นักกีฬา นักวิ่งแข่งขัน นักฟุตบอล

บางเรื่อง อาจไม่ต้องนำเข้าและใช้คนไทยทำแทน หรือหากจะนำเข้าก็ควรมีรายละเอียดการคัดเลือกแหล่งที่มาให้ลดความเสี่ยงลงให้น้อยที่สุด เช่น ครูสอนภาษา เป็นต้น

โปรดคำนึงไว้เสมอว่า ทั่วโลกระบาดรุนแรง หลายต่อหลายประเทศมีอัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อสูงกว่าไทยหลายสิบเท่า

การนำเข้าแต่ละคน แต่ละครั้ง ล้วนมีความเสี่ยงที่จะเกิดการหลุดรอดของผู้ติดเชื้อเข้ามาสู่ชุมชน และแพร่ระบาดได้ จึงต้องขันน็อต ระแวดระวังให้ดี

ประชาชนไทยก็ควรตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว และรักตัวเองรักครอบครัว ป้องกันตนเองเสมอ ใส่หน้ากาก...ล้างมือ...อยู่ห่างๆ คนอื่นหนึ่งเมตร พูดน้อยลง...พบปะคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร คอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว...หากไม่สบาย ให้หยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจรักษา".

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/73947

1 ส.ค.63 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้

 

ติดเชื้อต่อวันทะลุสามแสนคน...ทำลายสถิติที่เคยมีมา 311,527 คน

ตายเพิ่มอีกถึง 7,012 คน สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ยอดรวมทั่วโลกติดเชื้อไปแล้ว 17,720,758 คน 

อเมริกา หนักหนาสาหัส ติดเพิ่มไปอีกถึง 72,389 คน รวม 4,697,705 คน ช่วงนี้มีตายแต่ละวันเกินพันมาตลอด

บราซิล ติดเพิ่ม 52,383 คน รวม 2,662,485 คน 

อินเดีย ติดเพิ่ม 57,430 คน รวม 1,696,780 คน

รัสเซีย ติดเพิ่ม 5,428 คน รวม 839,981 คน

เม็กซิโกเริ่มทิ้งห่างเปรู ติดเชื้อเพิ่ม 7,730 คน และ 6,809 คนตามลำดับ ยอดรวมแต่ละประเทศสี่แสนกว่า

สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส อิหร่าน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงญี่ปุ่น...ดูแล้วลำบาก ติดกันพันกว่าถึงหลายพันต่อวัน 

กลุ่มประเทศอื่นในยุโรปหลายต่อหลายประเทศ รวมถึงปากีสถาน ฮ่องกง ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และจีน ติดกันร้อยกว่าถึงเกือบพัน

ส่วนมาเลเซีย และเกาหลีใต้ ยังหลักสิบ
 
...บอกตรงๆ ว่า สถานการณ์การระบาดตอนนี้เป็นขาขึ้น และรุนแรงพร้อมกันทั่วโลก

ประเทศที่ยืนยันจะหาเงินด้วยการเปิดรับการเดินทางระหว่างกันตอนนี้ล้วนโซซัดโซเซ เจอการระบาดซ้ำอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเห็นคือ ญี่ปุ่น 

ประเทศอื่นๆ ที่เคยคุมได้ดี ตอนนี้กลับอยู่ในภาวะลำบากมากทีเดียว ทั้งจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และเวียดนาม

ยุทธศาสตร์สำหรับการทำสงคราม COVID-19 ณ เวลานี้ จำเป็นต้องน้อมนำปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"มาใช้สำหรับประเทศไทยอย่างเต็มที่

อดทน...อดกลั้น...อดออม

ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง...เพื่อประคับประคองให้พอหายใจต่อได้ อยู่รอดได้ไปอีกราว 6-18 เดือนตามธรรมชาติของโรคระบาดที่เราสังเกตเห็นในอดีต

สำคัญที่สุดของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ "ยืนบนขาของตนเอง" และ "ลดการพึ่งพาต่างชาติ"

การที่รัฐตัดสินใจเปิดรับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มไปล่าสุดนั้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวราว 100,000 คนที่จะทยอยเข้ามา หรือกองถ่ายภาพยนตร์ ทีมงานแสดงสินค้า รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยและไม่ป่วยตาม Medical and wellness tourism นั้น...เป็นมาตรการที่นำความเสี่ยงมาสู่ประชาชนทุกคนภายในประเทศมากขึ้นอย่างมาก

โอกาสหลุดรอดจากระบบคัดกรอง กักตัว และติดตาม..."มี"

เคยวิเคราะห์ตามหลักการแล้วว่า 100,000 คน อาจมีโอกาสติดเชื้อ 500 คน และหลุดจากการคัดกรองมาตรฐานได้ราว 65 คน

หากระบบกักตัวไม่ดีพอ ไม่เคร่งครัด การออกมาแพร่ในวงกว้างก็มีสูง

และถึงแม้จะกัก 14 วัน ตามหลักวิชาการแพทย์แล้วยังมีโอกาสอยู่บ้างที่มีคนติดเชื้อบางคนที่อาจนำเชื้อต่อได้นานกว่า 14 วัน แม้โอกาสจะน้อยก็ตาม

ดังนั้น "หัวใจ"สำคัญที่สุดในการป้องกันประเทศของเราตอนนี้คือ

หนึ่ง ทุกคนควรตระหนัก และรับรู้ว่า เราเปิดประตูแล้ว ความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมาก และยังไม่เห็นประเทศใดรอดจากการเปิดประตูประเทศได้เลย หากปล่อยให้ระบาดซ้ำ จะยากที่จะควบคุม และเราอาจมีทรัพยากรสู้ได้ไม่นาน โรคนี้ยังไม่มียารักษามาตรฐาน ไม่มีวัคซีนป้องกัน ติดง่ายกว่าไข้หวัดใหญ่ และทำให้เสียชีวิตได้
 
สอง ณ เวลานี้ ถึงเวลาที่ทุกคนในประเทศ ต้องรักตัวเองรักครอบครัว เตรียม"อุปกรณ์ป้องกัน" เตรียม"ตัว" เตรียม"ใจ" เตรียม"สถานที่" และ เตรียม"งาน" เพื่อพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง หากเราป้องกันตัวอย่างเต็มที่ ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พูดน้อยลง พบปะคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร ก็จะช่วยลดโอกาสแพร่ระบาดไปได้มาก

สาม จากวินาทีนี้เป็นต้นไป มีโอกาสที่เราจะติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว คนที่ติดเชื้อสามารถแพร่ให้คนอื่นได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

ดังนั้นสำคัญมาก และควรทำอย่างยิ่งคือ "การคอยสังเกตอาการของตนเองและสมาชิกในครอบครัว"
หากไม่สบาย มีไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ดมไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ หรือท้องเสีย...ให้หยุดเรียน หยุดงาน และรีบไปตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าประมาทว่าเป็นอาการหวัดเล็กน้อยแล้วไม่ได้ไปตรวจ หากจะพักดูอาการตนเองสัก 1-2 วัน ก็ต้องแยกตัวจากคนอื่น หรือป้องกันให้เต็มที่ แต่จะให้ดีควรไปตรวจ และขอคุณหมอเค้าตรวจโควิดจะดีกว่าครับ

สำหรับรัฐ...ผมอยากเรียนเสนอว่า หากทบทวนมาตรการแง้มประตูประเทศ หยุดไว้ก่อน เอาเท่าที่จำเป็นจะดีกว่าและขอร้องว่า โปรดเลิกการผลักดันนโยบายฟองสบู่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดๆ ไปก่อน อย่างน้อย 6 เดือน ถ้าขืนทำ...หายนะแน่นอน

นอกจากนี้สิ่งที่รัฐควรทำคือ ระบบการให้บริการตรวจ COVID-19 แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ ให้สามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกรวดเร็ว ในไม่ช้านี้เราอาจจำเป็นต้องคัดกรอง COVID-19 ในคนที่มีอาการไข้หวัด หากมีการระบาดจากการแง้มประตูประเทศ ถ้าไม่เตรียมไว้ จะโกลาหลมาก และวิกฤติจะรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้ครับ

ประเทศไทยต้องทำได้
ด้วยรักต่อทุกคน
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/73087

8 พ.ย. 2563 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุว่า 

 

สถานการณ์ทั่วโลก 8 พฤศจิกายน 2563...

ทั่วโลกแตะหลัก 50 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาราว 21 วัน

เวลาที่ใช้ในการติดเพิ่มทุก 10 ล้านคนนั้นลดลงเรื่อยๆ จาก 43 มา 38 มา 31 และมา 21 วัน เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มอีก 462,499 คน รวมแล้วตอนนี้ 50,071,869 คน ตายเพิ่มอีก 6,870 คน ยอดตายรวม 1,254,507 คน 

อเมริกา ติดเพิ่ม 124,398 คน รวม 10,155,482 คน ตายเพิ่มอีกมากถึง 1,188 คน ขณะนี้ตายไปแล้ว 243,127 คน 

อินเดีย ติดเพิ่ม 39,230 คน รวม 8,500,003 คน

บราซิล ติดเพิ่ม 5,000 คน รวม 5,636,181 คน

รัสเซีย ทำลายสถิติเดิม ติดเพิ่มอีกถึง 20,396 คน รวม 1,753,836 คน   

อันดับ 5-10 ตอนนี้ ฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา โคลอมเบีย สหราชอาณาจักร และเม็กซิโก บางประเทศติดถึงหลายหมื่นต่อวัน

อิตาลี เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลายหมื่น

ตอนนี้อิตาลีติดเชื้อแต่ละวันหลายหมื่นคน คาดว่าอาจแซงเปรูขึ้นอันดับ 11 ของโลกในวันพรุ่งนี้ได้

หลายต่อหลายประเทศในยุโรป ก็ยังติดกันหลักร้อยถึงหลักพัน

ส่วนจีน และเกาหลีใต้ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย เวียดนาม และนิวซีแลนด์ยังมีติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ

...สถานการณ์ในเมียนมาร์ ทะลุหกหมื่นไปแล้ว เมื่อวานติดเพิ่ม 1,071  คน ตายเพิ่มอีก 20 คน ตอนนี้ยอดรวม 60,348 คน ตายไป 1,396 คน อัตราตายตอนนี้ 2.3% 

ในขณะที่ต้องจับตาดูคือ ญี่ปุ่น ขณะนี้ติดเชื้อต่อวันเกินพันคนมาแล้ว การระบาดดูแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น

หากโรค COVID-19 ยังคงอัตราเร็วแบบนี้ ปลายปีเราอาจมีตัวเลขสะสมอยู่ที่ราว 80 ล้านคน แต่หากไวรัสทวีความรุนแรงขึ้นแบบแนวโน้มที่ผ่านมา โดยประชาคมโลกไม่ได้ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด ก็อาจมีสิทธิแตะหลักร้อยล้านได้
หวังใจลึกๆ ไว้ว่า มาตรการเข้มข้นที่หลายประเทศกำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดังที่เห็นในยุโรปตอนนี้ น่าจะมีส่วนชะลอการระบาดให้ช้าลงได้ในขณะที่เรารอดูผลการศึกษาวัคซีนป้องกันโรค ที่จะออกมาช่วงปลายปีนี้
ยังยืนยันเช่นเดิมครับว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศ ไม่ว่าจะชาติใดก็ตาม เพราะเสี่ยงกันถ้วนหน้า

หลายเคสที่ผ่านมา ติดเชื้อก็หาต้นตอไม่ได้ 

ชีวิตจริงก็มีสาเหตุเพียง ติดโดยนำเข้ามาจากต่างประเทศ หรือระหว่างเดินทาง หรือภายในประเทศ

หนทางป้องกันคือ "ไม่นำเข้ามาจากต่างประเทศโดยไม่จำเป็น" และ"ส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคภายในประเทศอย่างทั่วถึง" 

แต่หากเราสังเกต จะพบว่า ที่ทำๆ กันอยู่นั้น ทั้งสองเรื่องดันไม่ได้ทำในแบบที่ควรทำ แถมดันพยายามจะลดวัน ทำให้ปราการกักตัวมาตรฐานอ่อนลงด้วยซ้ำ

ขอให้เราทุกคนรักตัวเอง รักครอบครัว ป้องกันตัวเสมอนะครับ

ด้วยรักต่อทุกคน

 

บทความจาก https://www.thaipost.net/main/detail/83141

27 พ.ค.63- รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ ประเด็นสระว่ายน้ำกับโรค COVID-19  ผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุว่า สระว่ายน้ำนั้นเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้ ไม่ว่าจะแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หรืออื่นๆ

เหตุผลในการเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เพราะหนึ่ง เป็นที่ที่มีคนมาใช้ร่วมกัน การติดเชื้อจึงเป็นได้ทั้งจากการใกล้ชิด สัมผัสตัวกัน สัมผัสละอองฝอยน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งขณะพูดคุยเล่น หรือแม้แต่การเผลอกินน้ำในสระที่ปนเปื้อนน้ำลาย เสมหะ อาเจียน ปัสสาวะ อุจจาระที่เล็ดออกมา

สอง เป็นที่ที่คุณภาพและความปลอดภัยของคนมาใช้บริการต้องอาศัยการบำรุงดูแลรักษาตามมาตรฐานทางสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด หากละเลยเพิกเฉยหรือหย่อนยาน คนที่มาใช้บริการก็จะตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยไม่รู้ตัว และยากต่อการตรวจสอบจนกว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมา

สาม "คลอรีน"ไม่ใช่ยาวิเศษที่ฆ่าเชื้อได้ทุกอย่าง มีเหตุการณ์ในอดีตหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลให้คนป่วยจากการไปว่ายน้ำ โดยเคยมีงานวิจัยชี้ให้เห็นแล้วว่าแม้คลอรีนอยู่ในระดับมาตรฐานก็อาจยังมีปนเปื้อนได้ ดังนั้นก็ต้องไปใช้บริการอย่างระมัดระวัง มีสติอยู่เสมอ

ไวรัสที่เคยระบาดในสระว่ายน้ำมีหลายต่อหลายชนิด เช่น Adenovirus, Norovirus, Enterovirus, Hepatitis A เป็นต้น

อย่าง Adenovirus ที่ก่อให้เกิดโรคหวัดได้นั้น เคยมีคนวิจัยการระบาดในสระว่ายน้ำ และนำน้ำจากสระไปตรวจพบเชื้อ โดยพิสูจน์ว่าเป็นตัวที่เหมือนกับตัวที่ทำให้คนป่วยมากมาย เช่น จอร์เจีย กรีซ จีน เป็นต้น

สำหรับ COVID-19 นั้นก็เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง จึงต้องไม่ประมาท

ผู้ประกอบกิจการสระว่ายน้ำควรเคร่งครัดในมาตรฐานสุขอนามัย ดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกชิ้นอย่างสม่ำเสมอ วัดปริมาณคลอรีนให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานและวัดบ่อยๆ จำกัดปริมาณคนใช้บริการ ตรวจวัดไข้ทุกคน ใครมีอาการไม่สบายไม่ว่าจะน้อยเพียงใดก็ต้องห้ามเข้าใช้บริการ และสำคัญไม่แพ้กันคือ ช่วงไหนใครไม่ลงน้ำก็ต้องใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างๆ กัน

ส่วนประชาชนที่วางแผนจะใช้บริการสระว่ายน้ำก็ควรประเมินสุขภาพตนเอง ถ้าช่วงที่ยังมีโรคระบาดโดยยังไม่มียามาตรฐานรักษาและไม่มีวัคซีนป้องกัน เลี่ยงไปออกกำลังกายแบบอื่นจะปลอดภัยกว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าพูดตรงๆ หากไม่มีสระว่ายน้ำในบ้านเป็นส่วนตัวแล้ว น่าจะปล่อยให้เหล่านักกีฬาว่ายน้ำไปใช้บริการไปก่อนน่าจะดีกว่าครับ แต่สำหรับคนที่อยากเรียนว่ายน้ำ ควรนัดเรียนกับครูเค้าเป็นส่วนตัวก็น่าจะดีกว่าเป็นกลุ่มโดยควรแน่ใจว่าทั้งคุณครูและลูกศิษย์ได้ตรวจเช็คสุขภาพแล้วและสระที่นัดไปเรียนนั้นได้มาตรฐานและไม่แออัดจริงๆ

ด้วยรักต่อทุกคน...

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/67037

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ