เอเอฟพี - ผลการศึกษาใหม่ครั้งใหญ่ ได้พิสูจน์ว่าทดลองต่อต้านไวรัส มีประสิทธิผลช่วยปกป้องชีวิตคนไข้ ผู้มีอาการสาหัสจากการติดเชื้อโควิด-19 จากการเปิดเผยของ นพ.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติของสหรัฐฯในวันพุธ (29 เม.ย.)

นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี กล่าวที่ทำเนียบขาว ว่า “ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า remdesivir ส่งผลในทางบวกอย่างชัดเจน และมีนัยสำคัญ ในการลดระยะเวลาของการฟื้นไข้” เขากล่าว “นี่คือ ข้อพิสูจน์ว่ายาสามารถบล็อกไวรัส” พร้อมเปรียบเทียบมันกับการค้นพบวิธีการรักษาโรคเอดส์เมื่อ 4 ทศวรรษก่อน

ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผลการทดลองทางคลินิกในจีน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า พบว่า ยาทดลองต่อต้านไวรัส “Remdesivir” ของบริษัท Gilead Sciences Inc ล้มเหลวในการช่วยเหลือคนไข้โควิด-19 ที่มีอาการหนัก ในเรื่องนี้ นพ.เฟาซี บอกว่า การทดลองในจีนนั้น “ไม่ได้มีการศึกษาอย่างพอเพียง”

นพ.แอนโธนี เฟาซี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติของสหรัฐฯ และเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของคณะทำงานเฉพาะกิจรับมือกับการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า Gilead บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพูดคุยกับรัฐบาลในการปล่อยยา Remdesivir ออกมาก่อน เพื่อใช้กับเคสที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

เขาบอกว่า มันมีความหมายกับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เพราะว่าในการศึกษานั้นได้ทดลองกับผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลแล้วเท่านั้น ไม่รวมถึงกลุ่มคนที่มีอาการเล็กๆ น้อยๆ หรือมีอาการในระยะแรกๆ

ในฐานะเคยเป็นหัวขบวนในการค้นหาแนวทางรักษาระหว่างวิกฤตเอชเอวี หรือ โรคเอดส์ ซึ่งเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1980 นพ.เฟาซี บอกว่า ผลการวิจัยดังกล่าวทำให้เขาย้อนนึกถึงเมื่อครั้งสามารถผ่าทางตันช่วงต้นๆ ระหว่างการแพร่ระบาดของเอดส์

“มันย้อนให้นึกถึงเมื่อ 34 ปี ในปี 1986 ตอนที่เรากำลังดิ้นรนหายารักษาไอชไอวี และเราไม่มีอะไรเลย” เขากล่าว “มันเปิดประตูสู่ข้อเท็จจริงที่ว่า ตอนนี้เรามีศักยภาพในการรักษาคนไข้แล้ว”

นพ.เฟาซี เน้นย้ำว่า ผลการศึกษาในสหรัฐฯมีความน่าเชื่อถือ ต่างจากเวอร์ชันที่มีจุดอ่อน ในการวิจัยที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่เผยแพร่ในวารสารด้านการแพทย์ The Lancet “มันเป็นการทดลองที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม”

เขาบอกว่า องค์การอาหารและยา จะเริ่มทำให้ remdesivir ง่ายต่อการเข้าถึงสำหรับบุคคลที่มีความจำเป็นจริงๆ แต่การปล่อยสู่ตลาดมวลชนนั้นจำเป็นต้องอนุมัติภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่า

ทรัมป์เรียกผลการศึกษานี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นเหตุการณ์ที่เป็นบวกอย่างมาก

ทั้งนี้ รายงานจากนิวยอร์กไทมส์อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล บอกว่า ทางองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ อาจแถลงตัดสินใจอนุญาตให้ใช้ยา remdesivir ในกรณีฉุกเฉินอย่างเร็วที่สุดในวันพุธ (29 เม.ย.) เลย

ก่อนหน้านี้ ในวันเดียวกัน Gilead Sciences แถลงว่า ทางบริษัทได้รับข้อมูลที่น่าพึงพอใจในการใช้ยา remdesivir ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19

Gilead ระบุว่า ผลการศึกษาการใช้ยา remdesivir ซึ่งทางบริษัทดำเนินการร่วมกับสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติ มีผลการรักษาเป็นไปตามเป้าหมายในเบื้องต้น

Gilead ยังเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวนอย่างน้อย 50% ที่ได้รับยา remdesivir เป็นเวลา 5 วัน มีอาการดีขึ้น และผู้ป่วยจำนวนมากกว่า 50% ที่ได้รับยา remdesivir สามารถออกจากโรงพยาบาลภายในเวลา 2 สัปดาห์
 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://news1live.com/

เนื้อหาต้นฉบับ https://news1live.com/detail/9630000045118

1.เพื่อป้องกันการแพ้ถั่วลิสง(Peanut allergies) จะต้องไม่ให้เด็กกินถั่วช่วงอายุ 3 ปีแรก

                - รายงานทางวิทยาศาสตร์พบว่าแม้เด็กที่ให้กินถั่วก่อนอายุ 1 ปี ก็ไม่มีความเสี่ยงต่อการแพ้ถั่วแต่อย่างไร

2.น้ำมันปลา (Fish oil) มี โอเมการ์ 3 ถ้ากินประจำจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

                - รายงานวิจัย พบว่าการได้รับโอเมการ์ 3 ทุกวันไม่ช่วยป้องกันโรคหัวใจแต่อย่างใด

3.มีคำแนะนำว่าถ้ามีเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะต้องดำเนินการกำจัดไรฝุ่น หนู และแมลงสาบในบ้านให้หมด เพื่อลดการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้

                - รายงานการวิจัยพบว่าการกำจัดสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้แต่อย่างใด

4.มีคำแนะนำว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเข่าเสื่อมเนื่องจากความฉีกขาดของกระดูกอ่อน (Osteoarthritis) ต้องได้รับการผ่าตัดเข่าอาการเจ็บปวดจึงจะหาย

                - การวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโดยวิธีกายภาพบำบัดและโดยการผ่าตัดอาการเจ็บปวดจะทุเลาได้ในอัตราใกล้เคียงกัน

5.มีคำแนะนำว่าผู้สูงวัยระยะอายุกลางคนขึ้นไปถ้าได้รับการรักษาด้วย ฮอร์โมน Testosterone จะช่วยให้อาการเสียความจำจะดีขึ้น

                - ผลการวิจัยพบว่า ฮอร์โมน Testosterone ไม่มีผลในการเพิ่มความจำแต่อย่างใด

6.มีคำแนะนำว่าการกิน แปะก๊วย (Ginkgo) ประจำจะช่วยรักษาความจำให้ดีขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงวัย

                - รายงานผลการวิจัยพบว่า การกินแปะก๊วยเป็นประจำไม่ได้ช่วยให้ความจำดีขึ้นแต่อย่างใด

 

 

 
คืบหน้า! เผย '8 วัคซีน' ต้านโควิด เริ่มทดสอบทางคลินิก
 

ขณะนี้ หลายชาติพยายามเร่งพัฒนาวัคซีนต้าน โควิด-19 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ต้องรอถึงปีหน้ากว่าที่โลกจะมีวัคซีนมาใช้รักษาโรคนี้ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีวัคซีนต้นแบบ 8 ตัวที่อยู่ในขั้นการทดสอบทางคลินิก

เริ่มด้วย วัคซีนของบริษัทแคนชิโน ไบโอโลจิกส์ อิงค์ของจีน ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพปักกิ่ง กำลังทดสอบทางคลินิกเฟส 1 และเฟส 2 เป็นการทดสอบในกลุ่มอาสาสมัครที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 60 ปี เฟสนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง 108 คน ซึ่งการทดสอบเฟส 1 และ 2 จะดำเนินการไปควบคู่กัน

2. วัคซีนของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ปัจจุบันเข้าสู่เฟส 1/2 ทำการทดสอบในอาสาสมัครผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี 1,100 คนอายุ 18-55 ปี สุ่มรับวัคซีน และเริ่มประเมินและศึกษาวัคซีนในมนุษย์

3. วัคซีนของบริษัทอิโนวิโอของสหรัฐ กำลังทดสอบในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 40 คนในสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบคู่ขนานเฟส 1/2 ในเกาหลีใต้ควบคู่กันไป คาดว่าจะมีผลการทดสอบเบื้องต้นในเดือน มิ.ย.

4. วัคซีนของปักกิ่ง อินสติติวท์ ออฟ ไบโอโลจิคัล โพรดัคส์ / อู่ฮั่น อินสติติวท์ ออฟ ไบโอโลจิคัล โพรดัคส์ ซึ่งการทดลองยังอยู่ในเฟส 1

5. วัคซีนที่พัฒนาโดยปักกิ่ง อินสติติวท์ ออฟ ไบโอโลจิคัล โพรดัคส์ /ซิโนฟาร์ม เริ่มการทดสอบทางคลินิกตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2563 และกำลังวางแผนจะเริ่มการทดสอบเฟส 2 ควบคู่ไปกับเฟส 1

6. วัคซีนที่พัฒนารวมกันโดยเยอรมนี-จีน-สหรัฐ โดยบริษัทไบโอเอ็นเทค/โฟซุน ฟาร์มา/ไฟเซอร์ โดยในเยอรมนีเริ่มการทดสอบในเฟส 1/2 ในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 200 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 55 ปี เริ่มทดสอบในสัปดาห์นี้ไปแล้ว เตรียมขยายไปทดสอบเพิ่มในสหรัฐ คาดในเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2563 อาจนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉินได้

7. วัคซีนของบริษัทซิโนวัคของจีน อยู่ในการทดลองเฟส 1 กำลังดำเนินการทดลองแบบสุ่มในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 144 คนระหว่างอายุ 18 ถึง 59 ปี

และ 8. วัคซีนของบริษัท โมเดอร์นา ร่วมกับสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐ (NIAID) กำลังทดสอบทางคลินิกในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 45 คน อายุระหว่าง 18-55 ปี 

สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นไอเอช) ยังได้ขยายการทดลองให้ครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุ โดยทดสอบในอาสาสมัครวัย 56-70 ปี 3 คน และอายุ 71 ปีขึ้นไป 3 คน เพิ่งยื่นเรื่องไปยัง อย.ของสหรัฐ (เอฟดีเอ) เพื่อขอเข้าสู่การทดสอบในเฟส 2

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความเร็วในการพัฒนาและวิจัยวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เป็นผลมาจากความพยายามของจีนในการจัดเรียงสารพันธุกรรมของไวรัส “ซาร์ส-โควี-2” (Sars-CoV-2) ซึ่งเป็นไวรัสก่อโรคโควิด-19 และแบ่งปันข้อมูลตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. ทำให้นักวิจัยทั่วโลกสามารถเพาะตัวอย่างไวรัสและศึกษาการทำงานของไวรัส แม้ไวรัสตัวนี้เพิ่งถูกตรวจพบครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว

  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจไม่ได้วัคซีนอย่างที่คิด

ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 และนักการเมืองก็พูดถึงเรื่องการพัฒนาวัคซีนที่มาถึงขั้นการทดลองในคน แต่อีกความเป็นไปได้ที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาดกำลังเป็นกังวลอยู่ในเวลานี้คือ อาจไม่มีวัคซีนมารักษาโควิด-19 ซึ่งก็เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว หลายๆ ครั้งในอดีต

ดร.เดวิด นาบาร์โร ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขระดับโลกจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน และที่ปรึกษาโรคโควิด 19 ของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า มีไวรัสจำนวนหนึ่งที่ยังไม่มีวัคซีนรักษา

 

“เราไม่สามารถสันนิษฐานได้เต็มร้อยว่าจะมีวัคซีน หรือถ้ามี วัคซีนนั้นจะผ่านการทดลองว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยเพียงพอ และเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั่วโลกต้องต่อกรกับไวรัสในฐานะเป็นภัยคุกคาม โดยสามารถใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้” ดร.นาบาร์โร กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ได้ ส่วนหนึ่งเพราะไวรัสตัวนี้ไม่ได้กลายพันธุ์เร็ว อย่างที่พบในเชื้อโรคตัวอื่นๆ อย่างมาลาเรีย หรือเอดส์ (HIV) แต่อีกหลายๆ คน รวมทั้ง ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิคุ้มกันบกพร่องของสหรัฐ กล่าวว่า อาจต้องใช้เวลาเป็นปีหรือปีครึ่ง

คริส วิตตี ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของอังกฤษประเมินไว้ว่า อย่างน้อยๆ ก็หนึ่งปีหรือเร็วกว่านั้น แต่หากการพัฒนาวัคซีนเกิดขึ้นได้จริงในเวลาเหล่านี้ จะถือเป็นชัยชนะอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“เราไม่เคยเร่งพัฒนาวัคซีนในเวลาหนึ่งปีหรือปีครึ่งเลย ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่จะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องมีแผนสำรองไว้ด้วย” ดร. ปีเตอร์ โฮเตส อธิการบดีของวิทยาลัยเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งชาติของวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ในฮุสตันกล่าว

คณะนักวิจัยของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า วัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสต้นตอโควิด-19 ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลอง แสดงศักยภาพกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เพียงพอจะฆ่าเชื้อไวรัสได้ในขั้นทดลองก่อนดำเนินการทดสอบในมนุษย์

วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยมหาวิทยาลัย ควีนส์แลนด์ ของออสเตรเลีย โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า การหนีบในระดับโมเลกุล หรือ โมเลคูลาร์ แคล็มพ์ (molecular clamp) ซึ่งได้รับสิทธิบัตรแล้ว และวัคซีนนี้ถูกนำไปทดสอบในหนูเมื่อไม่นานมานี้ พบว่า สามารถกระตุ้นแอนติบอดี้ที่จำเป็นต่อการโจมตีไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคโควิด-19 ได้ 

ด้านบรรดาผู้นำของโครงการวิจัยนี้ต่างยินดีกับผลลัพธ์ที่ดีพอต่อการเร่งพัฒนาวัคซีนตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยศาสตราจารย์ พอล ยัง ผู้ร่วมนำการวิจัยของโครงการร่วมของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ระบุว่า เป็นสิ่งที่ทีมงานคาดหวังไว้และทำให้ทีมวิจัยโล่งอก ที่ฝากความเชื่อมั่นไว้กับเทคโนโลยี จากความร่วมมือด้านนวัตกรรมความพร้อมเกี่ยวกับโรคระบาด ทั้งจากรัฐบาลกลางและรัฐควีนส์แลนด์ ตลอดจนบรรดาพันธมิตรเพื่อการกุศลนี้

ขณะเดียวกัน ได้มีการส่งตัวอย่างจากการทดลองในหนูไปยังสถาบันโดเฮอร์ตีในนครเมลเบิร์น เพื่อทดสอบความสามารถในการโจมตีไวรัสต้นตอโควิด-19 โดยเฉพาะ

ศาสตราจารย์คันทา ซับบาเรา จากสถาบันแห่งนี้พบแอนติบอดี้ระดับสูงในตัวอย่างการทดลอง บ่งชี้ว่าสามารถฆ่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีชีวิตในการเพาะเลี้ยงเซลล์ได้ ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญยิ่ง เพราะมีการตอบสนองทางภูมิคุ้ม กันที่คล้ายกับของวัคซีนโรคซาร์ส (SARS) ในแบบจำลองสัตว์ ซึ่งนำไปสู่การป้องกันการติดเชื้อได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/878926

นพ.ประสิทธิ์ ยัน โควิด19 ในไทยระบาดระรอก 2 แน่ ตายมากกว่าเดิม 1 เท่า

ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผ่าน Mahidol Channel เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด19 ในไทย ระลอกที่ 2 ว่า โอกาสที่จะมีการแพร่ระบาดของ โควิด19 ระลอก 2 ในไทย ผมบอกเลยว่ามีแน่

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดรอบแรก คนตายจำนวนหนึ่ง รอบ 2 ตายมากกว่ารอบแรกกว่าเท่าตัว หาก 1 วันมีคนติดเชื้อ 100 คนมันกระจายไปแล้ว เวลากระจายไปมันคูณยกกำลังสอง ไม่ได้คูณ 2 มีบางคนบอกว่าผมออกมาขู่ ผมติดตามดูต่างประเทศทุกวัน ผมถึงมั่นใจว่ารอบ 2 มาแน่

อย่างไรก็ตาม ตามธรรมชาติแล้ว มันจะมีโอกาสกลับเข้ามา กลับเข้ามาเราไม่ห่วง แต่กลับเข้ามาแล้ว สูงหรือไม่สูง ถ้ากลับเข้ามาแล้วติดเชื้ออยู่หน่อยเดียวแล้วเรากดลงมาได้ก็ไม่เป็นไร ทุกครั้งที่กลับเข้ามาแล้วติดเชื้อ ทุกคนที่ติดเชื้อแล้วไม่ตายจะเกิดภูมิต้านทานขึ้น หากภูมิต้านทานนี้เยอะ จนครอบคลุม 2 ใน 3 ของคนไทยทั้งประเทศ โควิดจะอยู่ในเมืองไทยไม่ได้แล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://today.line.me/

เนื้อหาต้นฉบับ https://today.line.me/TH/pc/article/x3gQxr?utm_source=lineshare

 นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เกิดจากธรรมชาติ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร เนเจอร์ เมดิซีน (Nature Medicine) เมื่อวันที่ 17 มีนาคมชี้ให้เห็นว่า โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เกิดโรคระบาดโควิด-19 ( COVID-19 ) เป็นผลมาจากวิวัฒนาการตามธรรมชาติ

จากบทความชื่อ “จุดกำเนิดใกล้เคียงของซาร์ส-ซีโอวี-2 ( The proximal origin of SARS-CoV-2 )” นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ลำดับจีโนมของ ไวรัสโคโรนาายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค โควิค-19 ( COVID-19 ) และไวรัสโคโรนาอีก 6 สายพันธุ์ โดยผลการวิเคราะห์ชี้ชัดว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการ

 

จากการเปรียบเทียบลำดับพันธุกรรมเพื่อระบุสายพันธุ์ของโคโรนาไวรัส เรามั่นใจว่าเชื้อ SARS-CoV-2 มีจุดกำเนิดผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ

 

คริสเตียน แอนเดอร์สัน (Kristian Andersen) ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและจุลชีววิทยาประจำสถาบันสคริปปส์ รีเสิร์ช (Scripps Research) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ กล่าว

ซึ่งภายหลังการระบาดไม่นาน นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้ถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อ SARS-CoV-2 ได้สำเร็จ โดยวิเคราะห์ลำดับสารพันธุกรรมบริเวณสไปก์โปรตีน (spike protein) ซึ่งเป็นโครงสร้างชั้นนอกของไวรัส ที่ใช้จับกับตัวรับบนเยื่อหุ้มเซลล์ของมนุษย์และสัตว์ที่เป็นโฮสต์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าตำแหน่ง RBD บนสไปก์โปรตีนของ SARS-CoV-2 วิวัฒน์ขึ้นมาต่อการเข้าจับอย่างมีประสิทธิภาพกับเยื่อหุ้มเซลล์ของมนุษย์ จากข้อมูลส่วนนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า เชื้อโควิด-19 เป็นไปตามหลักการของการคัดเลือกโดยธรรมชาติมากกว่ากระบวนการทางพันธุวิศวกรรม

หลักฐานเรื่องการคัดเลือกโดยธรรมชาตินี้ มีข้อมูลสนับสนุนเรื่องโครงสร้างโมเลกุลทั้งหมดของ SARS-CoV-2 ซึ่งแตกต่างจากโคโรนาไวรัสชนิดอื่นๆ ที่ค้นพบก่อนหน้า แต่มีความคล้ายกับไวรัสที่พบในค้างคาวและตัวนิ่ม

 

จากหลักฐานสองข้อนี้ ทั้งเรื่องการกลายพันธุ์ในตำแหน่งของ RBD และความแตกต่างทางโครงสร้างโมเลกุล ทฤษฎีเรื่องการสร้างเชื้อไวรัสจากการทำพันธุวิศวกรรม จึงถูกตีตกไป

 

นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปว่า “SARS-CoV-2 ไม่ได้ถูกดัดแปลงโดยมีวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงแต่อย่างใด” ดังนั้น “เราไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ”

"จากการค้นพบเหล่านี้น่าจะยุติความสับสนเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องต้นกำเนิดของ (SARS-CoV-2) ไวรัสต้นเหตุของ COVID-19 " Josie Golding เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคของอังกฤษกล่าว

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.sciencedaily.com/releases/2020/03/200317175442.htm

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://today.line.me

เนื้อหาต้นฉบับ https://today.line.me/TH/pc/article/kJgoJ1?utm_source=lineshare

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ