29พ.ค.63-นพ.ธีระ วรธนารัตน์  จากคณะ แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กThira Woratanarat  เบื้องหลังการหารือมาตรการปลดล็อกดาวน์  ความว่า  

 มีคนเสนอตัวเลขในวงประชุมหนึ่งกล่าวว่า รับได้ หากปลดล็อคแล้วมีคนติดเชื้อวันละ 50-100 คน

หากเป็นเช่นนั้น...ผมตีแผ่ให้พวกเราดูว่า

100 วัน คนจะติดเชื้อ 5,000-10,000 คน

คนจะอาการรุนแรง 750-1,500 คน (15%)

ต้องนอนไอซียูและใช้เครื่องช่วยหายใจ 250-500 คน (5%) ใน 100 วัน

และตาย 150-300 คน (3%) หรือ 50-100 คน (1%)

ถ้าเป็นเช่นนี้...

รับไม่ได้ครับ!!!

...ถ้าคนเสนอตัวเลข ติดเสียเอง จะเปลี่ยนใจ นั่งไทม์แมชชีนกลับมาล้มข้อเสนอไหม?...

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/67246

 

Covid#25 “Education is the process of turning cocksure stupidity into thoughtful uncertainty” K.G. Johnson

สิ่งที่เราทำนายเกี่ยวกับโรคโควิด19 มีโอกาสผิดแค่ไหน มั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ไหม
ต้องอธิบายก่อนครับว่า แพทย์ไม่เคยมั่นใจอะไรร้อยเปอร์เซนต์หรอกครับ ถ้ามั่นใจ 98-99% ก็ต้องพูดว่า 100% ไม่งั้นคนไข้งงแย่ ความจริงถ้าอะไรบางอย่างมีโอกาสถูกมากกว่า 95% ก็ต้องถือว่ามั่นใจแล้ว

แนวคิดเรื่อง Herd immunity มีโอกาสผิดไหม คำตอบคือ น้อยมาก แนวคิดนี้ใช้มานับร้อยปี มีรากฐานหนาแน่น และใช้คณิตศาสตร์ไม่ซับซ้อน

แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการระบาดมีโอกาสผิดมากกว่า ขึ้นกับว่าใช้มันอย่างไร ถ้าสนใจเพียงเฉพาะลักษณะทั่วไปของการระบาด เช่น รูปร่างของกราฟแสดงจำนวนผู้ป่วยเท่านั้น แบบจำลองจะไม่ค่อยผิด แต่ถ้าสนใจว่าจำนวนผู้ป่วยถูกต้องไหม จะมีโอกาสผิดมาก เพราะการจำลองทางคณิตศาสตร์ให้ถูกต้อง ต้องรวบรวมปัจจัยต่างๆเป็นตัวเลขที่ถูกต้องได้ทั้งหมด

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดเกี่ยวกับแบบจำลองในประเทศไทย คือ เรามีจำนวนผู้ป่วยน้อยเกินคาด ทำไมเราจึงไม่มีผู้ป่วยมากเหมือนประเทศในยุโรป หรืออเมริกา

คำถามนี้มีความสำคัญมาก เวลาทำสงครามกับศัตรูที่กล้าแข็ง ถ้าเราชนะการรบเอาง่ายเกินคาด ก็ควรกังวลใจ

คำอธิบายที่กล่าวกันมากที่สุด คือการแพทย์และสาธารณสุขของเราดีมาก เรื่องนี้ไม่มีใครเถียงแน่นอน แต่คำอธิบายนี้มีข้อควรกังวลอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ เราดีกว่าประเทศอย่างเยอรมันถึงขนาดนั้นเชียวหรือ และข้อสองคือ ประเทศข้างๆเราเช่น ลาว เขมร พม่า ก็ดูเหมือนไม่มีผู้ป่วยมากสักเท่าไร แม้แต่อินเดียก็มีผู้ป่วยไม่มากเทียบกับประชากรพันล้าน

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ก็พยายามขบปัญหานี้
สมมติฐานแรก คือ ประเทศเหล่านี้ส่วนมากมีการฉีดวัคซีนวัณโรค และวัคซีนวัณโรคช่วยลดความรุนแรงของโรคและทำให้เชื้อแพร่ได้น้อยลง ตอนนี้ก็มีการทดลองกันอยู่ คนไทยอายุต่ำกว่า 50 ปี ฉีดวัคซีนวัณโรคมาแล้วเกือบทุกคน ถ้าทฤษฎีนี้จริงก็ต้องเรียกว่า เราโชคดีมาก

สมมติฐานที่สอง คือ ประเทศเหล่านี้มีอากาศร้อนกว่าซึ่งเชื้อทนไม่ค่อยได้ ซึ่งมีหลักฐานการทดลองสนับสนุนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่แน่ใจกันว่า มันสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ บางคนแย้งว่า ประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินศ์ก็ร้อนเหมือนกัน แต่การทดลองแสดงว่า ถ้าความชื้นสูง เช่นใกล้ทะเล เชื้อจะทนได้ดีกว่ามาก
ถ้าเรื่องนี้สำคัญ เราจะเดือดร้อนมากขึ้นเมื่ออากาศค่อยๆเย็นลงและฝนตกนับจากเดือนพฤษภาคมไป

สมมติฐานที่สาม คือประเทศเหล่านี้มีเชื้อโรคเพ่นพ่านอยู่มาก อาจมีการระบาดของเชื้อโคโรน่าอื่นที่ไม่ก่อโรครุนแรงอยู่เก่า ทำให้คนมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วบางส่วน สมมติฐานนี้ยังไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนได้

การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ไม่ได้มีการนำสมมติฐานทั้งสามมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ทั้งสามเรื่องไม่น่ามีผลต่อ herd immunity
ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์
2 พฤษภาคม เวลา 13:13 น.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/65713

 

❗Please share❗

Dr Anthony Fauci, head of the US CDC, said,

50% of deaths in the United States occur in haircuts.
The biggest danger comes from the barber shop itself.

The most dangerous Corona outbreak is from barber shops.

The barber wipes the nose of at least 4 to 5 people with the same towel.

Haircut towel, haircut razor,
Haircut brushes are used by many people.

The barber is in contact with many people,
If we come in contact with an infected patient, the ticket will definitely be infected.

Before the virus has completely disappeared,
We don't even think of going to the salon to get a haircut.
Even if the situation returns to normal,
The threat remains.
This danger will last for a long time.

Don’t rush for a haircut 💇‍♂️ M/F
on 12may.

Stay safe Stay healthy

... no haircut until zero cases to be sure lor. Save money also. 🤣🤣🤣

 

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไข่แดง        ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เนื้อแดง

         

 

 

 

 

 

          เป็นที่รู้กันว่าไข่แดง (Egg yolks) มีสาร Choline ปริมาณสูง เมื่อเรากินไข่แดงสาร Choline จะถูกจุลินทรีย์ในลำใส้เปลี่ยนให้เป็นสาร Trimethylamine oxide (TMAO) ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุทำให้ผนังของเส้นเลือดแดงหนาขึ้น (arterial plaque formation) ส่งผลให้เส้นเลือดแดงแคบลงหรืออุดตัน เลือดจึงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆโดยเฉพาะที่หัวใจและสมองน้อยลง ไข่แดงจึงถูกถือว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

          ส่วนเนื้อแดง (red meet) เช่นเนื้อวัว แพะ แกะ หมู นอกจากจะมีไขมันอิ่มตัว (saturated fat) และคอเลสเตอรอล(cholesterol) สูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดและหัวใจ แล้วยังมีสาร L- carnitine ซึ่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสาร TMAO โดยจุลินทรีย์ในลำใส้ด้วยเช่นกัน

          ดังนั้นสรุปได้ว่าทั้งไข่แดงและเนื้อแดงมีสารที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ปัจจัยที่ประกอบกันคือ จำนวนจุลินทรีย์ในลำไส้ซึ่งมีผลจากการวิจัยสนับสนุนว่า อาสาสมัครที่ได้รับยาปฏิชีวนะจะทำให้จำนวนจุลินทรีย์ในลำใส้มีปริมาณน้อยลงส่งผลให้ความเข้มข้นของ TMAO ลดลงอย่างมาก และเมื่อหยุดยาปฏิชีวนะปริมาณความเข้มข้นของ TMAO จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกัน ผลการวิจัยยังสรุปว่าผู้ที่กินอาหารมังสะวิรัต จะมีปริมาณจุลินทรีย์ในลำใส่น้อยกว่าผู้ที่กินอาหารทั้งเนื้อและพืช ดังนั้นผู้ที่กินอาหารมังสะวิรัตจึงน่าจะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าผู้ที่กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อแดงสูง

 

 

เปิดคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญโรคอุบัติใหม่ ถึงสัญญาณการระบาดระลอกสอง เมื่อ 'โควิด-19' สามารถโจมตีอวัยวะในร่างกายได้หลายระบบ พร้อมคำแนะนำถึงมาตรการตรวจคัดกรองเชิงรุกและวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุด

ในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาดในเมืองไทยและทั่วโลก เฟซบุ๊ก ‘ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา’ เป็นแหล่งความรู้อีกแห่งที่คนติดตามอ่าน เพราะเขียนในสิ่งที่คนอยากรู้  เนื่องจากศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัย ด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน เป็นทั้งนักอ่าน นักค้นคว้า ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับจากองค์การอนามัยโลก เรื่อง ‘การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโรค’,งานวิจัยเรื่องโรคสมองอักเสบ จากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะจากเชื้อพิษสุนัขบ้า และสมองอักเสบจากภาวะแปรปรวนทางระบบภูมิคุ้มกันโรคและเชื้อไวรัสอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีผลงานร่วมกับ ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ สร้าง ‘แผนที่สมองสุนัขและแผนที่สมองคนไทย’ รวมถึงมีผลงานบทความด้านสุขภาพที่เข้าใจง่าย โดยอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ 

หลายเรื่องที่คุณหมอเขียนเกี่ยวกับโควิด-19 อาจทำให้คนอ่านรู้สึกหวาดกลัวและกังวล แต่รู้ไว้คงดีกว่าไม่รู้อะไรเลย และตอนนี้สิ่งที่คุณหมอห่วงมากที่สุด คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 แม้ปัจจุบัน(เดือนพฤษภาคม 2563) ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะน้อยมาก

"มีคนบอกว่า หมอพูดเยอะ ทำให้คนกลัว ผมอยากบอกว่า ถ้าเราไม่รู้เขา รู้เรา เราจะไม่รู้ว่าจะตั้งรับด้วยมาตรการอะไร ตราบใดที่เราไม่รู้ว่าโรคนี้ร้ายแรงเพียงใด เราจะวางแผนรับมือไม่ถูก ถ้าเราไม่รู้จักผู้ร้าย ก็จะไม่สามารถสู้กับผู้ร้าย เป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องให้ความจริง เพื่อคนจะได้ป้องกันตัวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์" คุณหมอธีระวัฒน์ เล่า

และคุณหมอเองไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อไม่นานนำนวัตกรรมเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันโควิด-19 มาใช้และตอนนี้ทีมวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังทำงานร่วมกับทีมแพทย์จังหวัดปัตตานี เพื่อตรวจคัดกรองภูมิคุ้มกันโควิด-19 ในหมู่บ้านที่มีประชากรพันกว่าคน  

 20200521162142040

  • อยากให้ประเมินสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 (เดือนพฤษภาคม 2563) ตอนนี้สักนิด ?

ผมห่วงการแพร่ระบาดระลอก 2 ตามมาตรฐานคนติดเชื้อโควิด-19  มีไข้ เพลีย ไอ แต่ขณะนี้ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดจะมีอาการตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ผิวหนัง สมอง ตับ ไต หัวใจ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ คนป่วยก็สามารถมีอาการได้ทุกระบบที่แสดงออก  

ดังนั้นคนที่ไม่มีอาการตามมาตรฐาน ไม่ได้ป่วยวิกฤติ หรือแม้มีอาการมากเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ทราบว่าเป็นโควิด-19 อาจแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว  ผมมองว่าการตรวจคัดกรองน่าจะเป็นเชิงรุก ตรวจคนที่ไม่มีอาการใดๆ ด้วย เพราะสามารถแพร่กระจายในวงกว้าง หนึ่งคนที่ติดเชื้อหากแพร่เชื้อภายในหนึ่งเดือน จะเป็นลูกโซ่ไปได้ถึงพันๆ คน

การคัดกรองคนไม่มีอาการ น่าจะเริ่มจากคนที่มีีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ อาจเริ่มจากกลุ่มคนขับรถสาธารณะ รถตู้ รถเมล์ รถประจำทาง คนเก็บตั๋ว โดยเฉพาะรถปรับอากาศ ชีวิตคนเหล่านี้พบปะคนมากมาย

ส่วนอีกเรื่องที่เป็นห่วง เมื่อเปิดเรียนวันที่ 1 กรกฎาคม มีตั้งแต่เด็กอนุบาลถึงมัธยม พ่อแม่พี่น้องอาจนำเชื้อมาติดเด็กๆ กลุ่มนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ ยังรวมถึงครูและเจ้าหน้าที่สถานศึกษา ถ้าใช้วิธีการคัดกรองแบบเดิมอาจตกหล่น เพราะวิธีเดิมเป็นการหาผู้ติดเชื้อจากผู้มีอาการ

ดังนั้นก่อนเด็กๆ จะเริ่มไปโรงเรียน เป็นไปได้ไหมว่า 4 วันก่อนเข้าเรียนต้องมีการเข้มงวดไม่ให้คนในครอบครัว พ่อแม่ และเด็กนักเรียนไปรับเชื้อจากที่อื่น นอกจากนี้ยังมีวิธีตรวจคัดกรองโดยการเจาะเลือดปลายนิ้ว ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยทำ เพื่อหาหลักฐานการติดเชื้อ ที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันระดับที่ 1 และระดับที่ 2

ถ้าตรวจพบภูมิคุ้มกันระดับที่ 1 ที่เรียกว่า IgM antibody เมื่อติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการจะพบเชื้อในวันที่ 4-6 หมายถึงเพิ่งติดเชื้อ มีโอกาสแพร่เชื้อสูงมาก และต้องระวังอาจเสียชีวิต จึงต้องกักตัวและเฝ้าดูอาการค่อนข้างเข้มงวด

ส่วนการพบเชื้อภูมิคุ้มกันระดับที่ 2 ที่เรียกว่า IgG antibody หมายถึงได้รับเชื้อมาระดับหนึ่ง อาจจะ 12-14 วันหรือนานกว่านั้น คนที่มีภูมิคุ้มกันกลุ่มนี้ไม่น่าจะเสียชีวิต เพราะติดเชื้อมานานแล้ว คนที่มีภูมิคุ้มกันแบบนี้ ถ้ายับยั้งไวรัสได้เท่ากับมีพาสปอร์ตผ่านทาง มีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ แต่คนที่มี IgG ก็มีโอกาสแพร่เชื้อ อาจต้องกักตัวที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องเข้มงวด มีระยะห่าง ไม่สุงสิงกับใคร ใส่หน้ากาก เข้าห้องน้ำคนสุดท้ายให้ล้างห้องน้ำด้วย  

ส่วนการคัดกรองระดับสุดท้าย คือ การประเมินสถานภาพทั้งประเทศ แท้จริงแล้วประเทศเรามีคนที่ติดเชื้อเยอะแค่ไหน ถ้ามีวัคซีนเข้ามา จะประเมินได้ว่า ต้องฉีดวัคซีนให้คนกี่ล้านคน คนที่มีภูมิคุ้มกันแล้ว การฉีดวัคซีนอาจไม่ได้ประโยชน์ 

20200516133649287 

  • การคัดกรองโดยเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันโควิด-19 สามารถนำมาใช้กับคนทั้งประเทศได้ไหม

ล่าสุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมมือกับพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี เตรียมตรวจคัดกรองคนพันกว่าคน ปกติพบอัตราการความชุกในการติดเชื้อ 1.7 เปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน จะมีคนติดเชื้อมากกว่าที่เห็น 2.6 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจมากกว่านั้น

แท้จริงแล้วมีคนติดเชื้อมากกว่าที่เห็น เมื่อไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ก็แพร่เชื้อเงียบๆ ไปเรื่อยๆ พอไปเจอคนที่ใช่ เสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรงและเสียชีวิตก็จะปะทุ สิ่งที่เราเห็น คือ ยอดภูเขาน้ำแข็ง ถ้าเราไม่ทราบสถานการณ์จริง ดูตามระบาดวิทยาด้วยตาอย่างเดียว เราอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่

  • การตรวจภูมิคุ้มกันโควิด-19 มีความเป็นไปได้แค่ไหน

อยู่ที่งบประมาณ ทางศูนย์ฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  'การเจาะเลือดหาภูมิคุ้มกัน' ต่อคนใช้เงินหนึ่งพันบาท ถ้ามีการตรวจคัดกรองจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องทำครบสูตร ราคาจะถูกลง ถ้าพบตัว IgG ก็ดูอีกว่า ยับยั้งไวรัสตัวนั้นได้จริงไหม นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจแบบรวดเร็วจิ้มปลายนิ้ว รู้ผลภายในสองนาที ใช้สารตรวจจับภูมิ ทำจากโปรตีนต้นใบยาในประเทศไทยและทำได้ปริมาณเยอะ ตอนนี้เปรียบเทียบกับชุดมาตรฐาน พบว่า ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน เราอาจใช้ชุดตรวจรวดเร็วของจุฬาฯเป็นตัวหลัก ตามด้วยการตรวจยืนยันภูมิคุ้มกันระดับสองบางรายที่จำเป็น

ยกตัวอย่างหมู่บ้านพันกว่าคนในจังหวัดปัตตานี ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ,คุณหมอวิพุธ พูลเจริญ และอีกหลายคนลงไปทำงานสำรวจวางแผนคัดกรองแต่ละหมู่บ้าน แต่ละอำเภอ เนื่องจากมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน และการคัดกรองต้องทำโดยคนในพื้นที่ที่รู้ธรรมชาติของคนและกิจกรรม รวมถึงต้องมีความรู้ทางระบาดวิทยา

20200521162153104

  • แนวทางนี้ ตรวจแบบปูพรมทั้งประเทศได้ไหม

เป็นไปได้แน่นอน การตรวจคัดกรอง ทำเยอะราคาถูก เมื่อตรวจแล้วพบผลเลือดเป็นบวก เราสามารถแยกคนเหล่านี้ออกมา เพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อ ถ้าทำแบบนี้ได้ เราสามารถประกาศเป็นประเทศสะอาดได้ การท่องเที่ยวจะสามารถทำได้ด้วยความสบายใจ  ส่วนคนที่มาจากต่างประเทศ ก็สามารถตรวจแบบเดียวกัน แต่อาจตรวจซ้ำหลังจาก 4 วันที่เข้ามาประเทศเราแล้ว แม้จะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผลที่ทำขณะนี้ 99 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเหตุผลว่า ต้องตรวจเด็กๆ ก่อนไปโรงเรียน 4 วัน แนวทางนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์รองรับชัดเจน

  • ถ้าทำทั้งประเทศ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละเท่าไร

ประมาณคนละ 100-200 บาท

  • พื้นที่อื่นๆ จะทำแบบนี้ได้ไหม

ต้องมีโรงพยาบาลที่เป็นตัวกลางรับเลือด แล้วส่งมาตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาฯแต่ไม่สามารถเบิกสปสช.ได้ เราไปก้าวล่วงเรื่องนี้ไม่ได้ โชคดีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเข้าใจเรื่องนี้ หากคนที่กลับมาจากประกอบพิธีทางศาสนา ต้องกักตัว 14 วัน ถ้าตรวจด้วยวิธีนี้แล้วไม่พบเชื้อก็กลับบ้านได้เลย แต่ถ้ามีผลเลือดบวก ก็สามารถคัดแยกออกมา ถ้าเทียบกับกักตัวเลี้ยงดู 14 วัน วิธีนี้จะได้กำไรมากกว่าขาดทุน และตอนนี้ใช้มาตรการคลายล็อคแล้ว ชุมชนไหนมีความเสี่ยง อย่างคลองเตย ท่าเรือ คลองจั่น โดยเฉพาะพวกพ่อค้าแม่ค้าเจอคนเยอะๆ หรือสถานที่ชุมนุม สามารถตรวจคัดกรองประเมินแบบนี้ได้เลย แต่ต้องวางแผน

  • มีเรื่องใดที่เราไม่รู้เกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 บ้าง

ทีมเราทำเรื่องโรคอุบัติใหม่ เจอมาทั้งเรื่องซาร์ส เมอร์ส พิษสุนัขบ้าฯลฯ ส่วนโควิดเป็นไวรัสตัวเดียวที่รวมไวรัสทุกชนิดมาอยู่ในตัวมัน ตั้งแต่ติดต่อง่าย ติดแล้วไม่แสดงอาการทันที และยังทอดเวลาไปตั้ง 14 วันถึงจะแสดงอาการ บางคนอาจทอดเวลาไป 20 วัน และช่วงไม่แสดงอาการยังแพร่เชื้อได้อีก

เมื่อแสดงอาการออกมา อาการกลับนิดเดียว หรือแสดงอาการไขว้เขวกับโรคอื่น เหมือนเป็นโควิดแต่ไม่มีไข้ ไม่ไอ กลไกของมันไม่ได้อยู่ที่จมูก คอ อาจค่อยๆ เลื่อนไปที่ปอด บางคนไม่มีอาการไอเพราะเชื้อไปลงที่ปอด ทำให้คนๆ นั้นเดินไปเดินมาแพร่เชื้อได้ พอเริ่มเหนื่อยก็ปรากฏไวรัสเต็มไปหมดแล้ว แต่ในขณะเดียวกันไวรัสตัวนี้สามารถหาที่อยู่ของมันที่ไม่ใช่ทางเดินหายใจส่วนบนหรือส่วนล่าง บางทีไปที่ผนังเส้นเลือด เม็ดเลือดหรือลำไส้ อาการจึงแตกต่างกัน 

อีกอย่างคือ มันท้ารบกับร่างกายเรา พอส่งทหารไปทำลายไวรัสมากเกินควร ที่เราเรียกว่า มรสุมภูมิวิกฤต ไม่ใช่แค่เชื้ออย่างเดียว แต่มีการอักเสบที่รุนแรงเกินจำเป็นที่ทำให้เสียชีวิต ภูมิคุ้มกันทัพหน้า ถ้าเจอกับเชื้ออื่น การอักเสบไม่ได้มากมายเหมือนเจอโควิด-19

ส่วนภูมิคุ้มกันทัพหลังจะมีความเฉพาะเจาะจงกับโควิด-19 เชื้อตัวนี้มันจะไปหลอกลวงภูมิคุ้มกันทัพหลัง ล่อลวงให้ร่างกายเข้าใจผิดว่า เส้นประสาทหรือสมองเราเป็นโควิด-19 ก็จะเกิดลักษณะสมองอักเสบหรือเส้นประสาทอักเสบ

ทั้งหมดทั้งปวง คือ ทำให้เกิดการอักเสบมากมายของภูมิคุ้มกันทัพหน้า ทำให้เลือดข้นผิดปกติ มีลิ่มเลือดเล็กๆ ในเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดขนาดกลาง เกิดความผิดปกติเส้นเลือดที่ไปผิวหน้า เส้นเลือดสมองทุกจุดในร่างกาย เกิดอัมพฤกษ์ สามารถเหนี่ยวนำด้วยโควิด-19 ทำร้ายทุกระบบของร่างกาย ด้วยกลไกทุกชนิดที่ร่างกายมีอยู่

 20200521162140459

  • คนติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไม่ได้เยอะ เรื่องนี้มีคำอธิบายอย่างไร

คนติดเชื้อที่จะแสดงอาการหนักแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว แต่แพร่เชื้อ 80 เปอร์เซ็นต์ เราศึกษาเรื่องนี้ เราไม่ได้ทำแค่การช่วยชีวิต แต่ดูว่าประชาชนจะกลับมาใช้ชีวิตปกติสุขได้เมื่อไหร่ ยกตัวอย่างมีคุณพ่อรายหนึ่งมาบอลลูนหัวใจ กำลังจะกลับบ้าน ปรากฏว่ามีอาการปอดบวม หาสาเหตุไม่เจอ จนมาพบว่าติดโควิด-19 จากลูกชายที่บ้าน

  • มีคำแนะนำอื่นๆ เกี่ยวกับไวรัสโควิดไหม

ไม่ว่าจะน่ากลัวแค่ไหน ถ้าครอบตา จมูก ปาก ล้างมือให้สะอาดและบ่อยๆ ไม่ว่าจะไวรัสโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้หมด และต่อไปจะมีไวรัสตัวอื่นๆ มาแพร่พันธุ์แน่นอน มีไวรัสตระกูลโคโรน่าที่ไม่รู้จักชื่ออีกหลายตัว ตอนนี้มีคนป่วยที่พบว่า ตรวจเชื้ออะไรก็ไม่เจอ ตรวจโควิด-19 ก็ไม่เจอ  แต่ตอนนี้เรามีเครื่องมือในการตรวจเรียบร้อยแล้ว

  • แล้วจัดการกับไวรัสไม่มีชื่ออย่างไร

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่จะใช้เครื่องมือถอดรหัสพันธุกรรมชั้นสูง เพื่อหาเชื้อไม่มีชื่อ ค่าตรวจคงประมาณสองสามหมื่นบาท ถ้าคนกำลังจะเสียชีวิต แล้วทำให้เรารู้ว่าเป็นไวรัสไม่มีชื่อแบบไหนภายใน 24 ชั่วโมง ก็คงดีกว่าใช้ยาหมดกระเป๋า แล้วไม่รู้ว่าสู้กับอะไร และเราสามารถถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวของโควิด-19 ได้และพบว่า โควิดที่แพร่เชื้อในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 มีทั้งชนิดนิ่มนวลและดุร้ายเหมือนที่เกิดในอเมริกา อังกฤษ สเปน สายพันธุ์เหล่านี้ฝังตัวในประเทศไทยแล้ว มันอยู่กับเรามาหลายเดือน แต่คนทำงานสาธารณสุขบ้านเรายอดเยี่ยมมาก และต้องยอมรับว่า คนไทยกลัวตายอันดับหนึ่งของโลก จึงพยายามปกป้องตัวเอง

  • ข้อดีคือระบบสาธารณสุขบ้านเราอยู่ในขั้นดีมาก ?

สาธารณสุขบ้านเราสามารถลงไปถึงพื้นที่ในหมู่บ้าน มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) กว่าหนึ่งล้านคนทั่วประเทศ สามารถช่วยคัดกรอง เพราะพวกเขาสามารถเดินไปเคาะประตูบ้านได้หมด  

  • ในอนาคตโรคอุบัติใหม่จะเป็นอย่างไร

ตอนนี้โรคพวกนี้คงไม่ได้มาทุก 4 ปี น่าจะมาเรื่อยๆ อย่างโรคติดเชื้อทางสมอง สามารถหาสาเหตุได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ยังมีโรคติดเชื้อรุนแรงหาสาเหตุไม่ได้อีก แต่คนไข้รอดชีวิตได้เพราะเราให้ยาครอบคลุมโรคที่น่าจะเป็น ประคบประหงมด้วยเครื่องช่วยชีวิต ที่ผ่านมาโรคอุบัติใหม่อาจอยู่กับเรามาระยะหนึ่ง แต่เราไม่รู้ชื่อ 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://judprakai.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://judprakai.bangkokbiznews.com/interview/2055

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ