viverrini

            โรคพยาธิใบไม้ตับจากการติดเชื้อพยาธิ O. viverrini ยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย แม้ว่าจะมียาที่สามารถใช้ในการรักษาได้ผลดี แต่การแพร่กระจายของพยาธิใบไม้ก็ยังไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดรายงานจากการศึกษาเมื่อ พ.ศ.2535 พบว่ามีประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือติดเชื้อประมาณ 7ล้านคน และต่อมาในปี พ.ศ.2541 มีรายงานประมาณการติดเชื้อสูงถึง 13.8 ล้านคน ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจะมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังทำงานได้ไม่เต็มที่ นอกจากนั้นการติดเชื่อพยาธิใบไม้ตับยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่สำคัญคือ มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma)

cholangiocarcinoma

            มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่พบว่ามีอุบัติการณ์สูงมากในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งระบาดของโรคใบไม้ตับมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีเป็น 12 เท่าของประชากรในภาคอื่นรายงานพบว่าอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีของประชากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 54คนต่อประชากร 100,000 คน หรือคิดเป็นอุบัติการณ์ซึ่งได้ปรับอายุแล้ว 87คนต่อประชากร 100,000 คน เพศชายมีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่าเพศหญิง 2-3 เท่า ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับอุบัติการณ์การเกิดโรคนี้ของประชากรในทวีปยุโรปแล้วรับว่าสูงมาก

            จากการศึกษาที่ผ่านมาทั้งการวิจัยทางคลินิกแบบ case-control study การศึกษาทางด้านระบาดวิทยาและการวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่าการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สูงที่สุดต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี มีหลักฐานยืนยันสนับสนุนอย่างชัดเจนว่ากลไกสำคัญเกิดจากกระบวนการร่วมกันของการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และการได้รับสารก่อมะเร็ง ซึ่งได้แก่ ในโตรซามีน ซึ่งสารนี้พบได้มากในอาหารจำพวกหมักดองต่างๆ เช่น ปลาร้า ปลาส้ม ปูดอง และผลไม้ดองต่างๆ

            สำหรับการรักษามะเร็งท่อน้ำดีนั้นปัจจุบันยังขึ้นอยู่กับการผ่าตัดเป็นหลักซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะกำจัดเนื้อมะเร็งออกให้มากที่สุด ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ต้องใช้วิธีฉายรังสี การผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดี อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยในระยะเวลา 5 ปี อยู่ระหว่างร้อยละ 8 ถึง 44 หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นใหม่ของเซลล์มะเร็ง สำหรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะใช้การควยคุมโรคและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ผู้ป่วยซึ่งตรวจพบมะเร็งขึ้นใหม่และผู้ป่วยซึ่งมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น ยาเคมีบำบัดที่ใช้เป็นหลักคือ 5-Fluorouracil (5-FU) โดยใช้ในรูปยาเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น เช่น methotrexate, leucoverin, cisplastin, mitomycin-C, หรือ interferon alpha (IFN-) อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยเคมีบำบัดดังกล่าวนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการยืดอายุผู้ป่วยได้อย่างมี่นัยสำคัญ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนายาและ adjuvant ใหม่ๆ เพื่อใช้ในการบำบัดมะเร็งท่อน้ำดีให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

            มะเร็งตับที่มีอุบัติการณ์สูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่ผู้ป่วยส่วนมากเป็นชายและมักอยู่ในวัยทำงานความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจึงเป็นความสูญเสียของทั้งครอบครัว นับเป็นปัญหาทางสาธารสุขของประเทศที่สำคัญ สาเหตุของการเกิดมะเร็งพบว่ามีปัจจัยร่วมหลากหลาย และประกอบด้วยขบวนการหลายขั้นตอน ทำให้การควบคุมโรคมีได้หลายวิธีนับตั้งแต่การป้องกันการเกิดมะเร็งไปจนถึงการรักษา อย่างไรก็ตามการรักษามะเร็งท่อน้ำดีในปัจจุบันมักไม่ได้ผลเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการทางคลินิกใดๆ ที่จำเพาะในระยะแรก ผู้ป่วยมีอาการต่อเมื่อการดำเนินของโรคก้าวหน้าไปมาก การรักษาโดยการผ่าตัดในผู้ป่วยระยะโรคก้าวหน้าไปแล้วจึงได้ผลน้อยมาก รวมทั้งการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษาก็ไม่ได้ผล ผู้ป่วยมีมักเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น การค้นหาสารที่สามารถให้ผลรักษาและมีอาการพิษต่ำจึง มีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

                มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) รายงานผลการสำรวจคุณภาพผัก-ผลไม้ ประจำปี 2557 โดยสุ่มตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างจากห้างค้าปลีก และตลาดผักทั่วไประหว่างเดือน มีนาคม ถึงเดือน พฤษภาคม 2557 ใน 5จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น ยโสธร และสงขลา ครอบคลุม ผัก-ผลไม้ เช่น คะน้า ถั่วฝักยาว พริก ผักชี กะเพรา ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิล ฝรั่ง และแตงโม โดยส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025  มีผลที่น่าสนใจดังนี้

  1. ผักและผลไม้ที่จำหน่วยโดยทั่วไปมีสารตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 55% เฉพาะชนิดที่ตกค้างเกินค่ามาตรฐานของไทยมีมากถึง 46.6%
  2. ผักและผลไม้ที่ได้รับตรารับรองมาตรฐาน Q มีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากที่สุดโดยพบว่า ผัก Q มีการตกค้างของสารเคมีถึง 87.5% และมีจำนวนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานถึง 62.5%
  3. ห้างค้าปลีก ผัก และผลไม้มีสารเคมีค้างเฉลี่ย 53.3% ตลาดทั่วไป มีสารเคมีตกค้างในอัตราที่ต่ำว่า คืออยู่ที่เฉลี่ย 40%
  4. รายละเอียดของผัก และผลไม้ที่มีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกินกว่ามาตรฐาน

                - ส้มสายน้ำผึ้ง                                       100%

                - ฝรั่ง                                                   69.2%

                - แอปเปิล                                             58.3%

                - คะน้า                                                 53%

                - กะเพรา สตรอว์เบอร์รี่ และส้มจีน              50%

                - ถั่วฝักยาว                                            42.5%

                - ผักชี                                                  36.4%

                - แตงโม                                               15.4%

                - พริกแดง                                             8.3%

มวลกระดูก : การสร้างและการสลาย

 bmkr

               ตั้งแต่เกิดจนตายกระดูกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งด้านการเจริญเติบโตและความหนาแน่นของกระดูก เซลล์ของกระดูกมีชีวิตอยู่ประมาณ 5-6 เดือน จะตายไป แล้วก็มีเซลล์ใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน เราเรียกกระบวนการนี้ว่า “วงจรชีวิตของกระดูก” (Bone turn over) ถ้าวงจรชีวิตของกระดูกสั้นหรือเร็วขึ้นผลที่ได้คือการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก หรือกระดูกบางหรือกระดูกพรุนนั่นเอง

               กระดูกจะมีความหนาแน่นมากที่สุดเมื่อคนเราอายุ 30 ปี ฉะนั้นการส่งเสริมให้คนอายุต่ำกว่า 30 ปี ได้รับแคลเซียมเพียงพอจะมีผลให้ความหนาแน่นของกระดูกตอนอายุ 30 ปี มีมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการส่งเสริม

                จากอายุ 30 ปี ไปแล้วจะเริ่มมีการสูญเสียมากกว่าการสร้างมวลกระดูกเล็กน้อย แต่เมื่อถึงช่วงวัยทองของผู้หญิง การสูญเสียมวลกระดูกจะรุนแรงที่สุด ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วปีละ 3-5%

               เมื่อเข้าวัยเกษียณอายุการสูญเสียของมวลกระดูกก็จะยังมีอยู่ต่อไปประมาณปีละ 0.5-1.0% และเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ การสูญเสียมวลกระดูกก็จะลดลงไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมวลกระดูกลดลง 30 % ขึ้นไปซึ่งทำให้เหลือมวลกระดูกน้อยกว่า 70% กระดูกจะหักได้ง่าย แม้แต่อุบัติเหตุเล็กน้อยหรือแม้แต่การกระแทกเบาๆ หรือก้มตัวเก็บของทำให้กระดูกสันหลังทรุดลงได้โดยง่าย ซึ่งระยะนี้คือระยะกระดูกพรุน ในคนไทยพบว่าผู้หญิงที่อยู่ในระยะอันตรายนี้อยู่ที่อายุ 65 ปี แต่ของผู้ชายกว่าจะถึงระยะนี้จะนานกว่าผู้หญิงเพราะฮอร์โมนเพศยังไม่หมดทันทีทันใดจะค่อยๆ หมดลง และขึ้นกับว่าชายคนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงของเรื่องกระดูกพรุนหรือไม่ เช่นการดื่มเหล้า กาแฟ กินยาบางอย่างประจำ ไม่ได้ออกกำลังกาย มีโรคประจำตัว เป็นต้น

               ฉะนั้นการรักษาโรคกระดูกพรุนจึงจำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก-ผู้ใหญ่-วัยทอง&วัยชรา ไม่ใช่มารักษาเมื่อกระดูกพรุนแล้ว เพราะไม่สามารถรักษาให้กระดูกหายพรุนได้ เพียงแต่รักษาไม่ให้กระดูกพรุนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการรักษาเมื่อกระดูกพรุนแล้วจะต้องเสียเงินมากกว่ารักษาตั้งแต่กระดูกยังไม่พรุนหลายเท่า และจะให้ดีที่สุดต้องรักษาไม่ให้กระดูกพรุนเกิดขึ้นกับคนไข้จนแก่ตายได้ จึงจะนับว่าเป็นการรักษาที่ถูกต้อง

               ที่ผ่านมามีการตรวจความหนาแน่นของกระดูก Bone Mass Density (BMD) ว่ามีกี่ % ถ้าอยู่ระหว่าง 90-100% ก็พอจะนับว่ามีมวลกระดูกปกติ เมื่อไรมีน้อยกว่า 90 % จึงจะเป็นกระดูกบาง และถ้าน้อยกว่า  70% จะเป็นกระดูกพรุน ฉะนั้นการวัดมวลกระดูกจึงบอกสภาพว่ากระดูกอยู่ในสภาพไหนเท่านั้น ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะรอให้การวินิจฉัยว่ามีกระดูกพรุนก่อนจึงจะให้การรักษา นั่นคือความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะการวัดมวลกระดูกไม่สามารถบอกได้ว่าในขณะนั้นมีการสลายเนื้อกระดูกสมดุลกับการสร้างกระดูกใหม่หรือไม่ ถ้าสลายมากว่าสร้างและปล่อยให้สภาพนี้เป็นไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะจบด้วยกระดูกพรุน

               จะทราบได้อย่างไรว่าในขณะนั้นการสูญเสียกระดูกกับการสร้างกระดูกอยู่ในสมดุลหรือไม่ต้อง ใช้วิธีตรวจสารชีวเคมีในเลือดที่เกิดจากการล่มสลายกระดูกและการสร้างกระดูกนั่นคือ Biochemical Bone Markers (BMK)

 *  ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ “การใช้ประโยชน์ Biochemical Bone Markers (BMK)” โดย ศ.กิตติคุณ นพ. เสก อักษรานุเคราะห์ จัดพิมพ์ โดย Roche Diagnostics (Thailand) Ltd.

 

            ยาแอสไพรินได้ถูกนำมาใช้สำหรับแก้ไข้ แก้ปวดมานานหลายสิบปี ก่อนที่จะมีการพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของ เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ปัจจุบันจึงมีการเลิกใช้ไปแล้ว แต่คุณประโยชน์ของ             ยาแอสไพริน ก็ยังคงมีอยู่เนื่องจากมีหลักฐานว่า ยาแอสไพริน สามารถช่วยป้องกันอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart attacks) รวมทั้งมีข้อมูลว่าแอสไพรินจะช่วยลดโอกาสเป็นโรคมะเร็งของลำไส้ (colorectal cancer) ได้ กรณีที่กินยาในขนาดต่ำกว่าปกติ หรือประมาณ 80-100 มิลลิกรัม ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า baby aspirin

            อย่างไรก็ตามผู้ที่กินยาแอสไพริน ประจำก็ยังคงมีความเสี่ยงของการเลือดออกในระบบทางเดินอาหารอยู่ดี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจว่า ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพปกติควรกินยาแอสไพริน เพื่อป้องกันอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart attacks) อาการเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ (strokes) ความจำเสื่อม (dementia) และมะเร็ง (cancer) หรือไม่ มีรายงานผลการวิจัยในประชาชนหลายเชื้อชาติเป็นระยะเวลานานกว่า 4 ปี พบว่า การกินยาแอสไพรินไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่อาจสร้างผลเสียมากกว่าด้วยซ้ำ จากการที่มีความเสี่ยงจากการมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร สมอง และอวัยวะอื่นๆ

            แม้ว่าจะมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าการกินยาแอสไพรินในปริมาณต่ำๆ (8-100มิลลิกรัม/วัน) จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็งของลำไส้ใหญ่ในผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวแต่ไม่ควรกินยาแอสไพรินด้วยตัวเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญว่าผู้สูงวัยที่สุขภาพดีไม่ควรเริ่มกินยาแอสไพริน หรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่จำเป็นก็อย่าเริ่มกิน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่กำลังกินยาแอสไพรินอยู่ควรหยุดกิน และปรึกษาแพทย์ก่อน  

 

 

            ธุรกิจการล้างพิษลำไส้ใหญ่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง มีศูนย์ให้บริการทั่วประเทศมากกว่า 7,000 แห่ง มีรายได้รวมกับมากกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีแพทย์ มีการจัดทัวร์ธรรมมะ (detox tours) กันอย่างกว้างขวาง มีราคาตั้งแต่เป็นหมื่นหรือเป็นพันบาท ควบคู่กับผลดีที่ได้รับการอ้างถึงก็อาจมีผลเสียที่ตามมาด้วย เช่น ท่อที่ใช้สอดล้างลำไส้ผ่านทวารหนักเข้าไปอาจทำให้ลำไส้ฉีกขาดและติดเชื้อตามมา รวมทั้งทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และอาศัยอยู่ในลำไส้ลดจำนวนลง หรือกรณีที่ใช้ น้ำกาแฟอุ่นหรือร้อนฉีดเข้าไปในลำไส้ ทำให้มีการทำลายเซลล์บุผนังลำไส้และเมื่อมีการทำซ้ำๆ ทำให้ผนังบุลำไส้มีการอักเสบเรื้อรังและติดเชื้อได้เป็นต้น เมื่อเร็วๆนี้ มีผู้ที่ได้รับการล้างพิษลำไส้ใหญ่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่ามีสาเหตุจากการเสียน้ำอย่างรุนแรง ปริมาณโปแตสเซียมในเลือดลดลงเฉียบพลัน นำไปสู่อาการหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต

            ทางการแพทย์ถือว่า การล้างพิษลำไส้ใหญ่คือการสวนอุจจาระตามปกติ (enema) ซึ่งควรทำเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น เช่นผู้ที่มีท้องผูกเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียง ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ลำไส้ไม่เคลื่อนไหวตามปกติ รวมทั้งผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์จะฉีดน้ำเกลือปริมาณมากเข้าไปในลำไส้ใหญ่เพื่อให้อุจจาระเหลวและกระตุ้นให้ลำไส้ขยับตัวขับอุจจาระออกจนหมด

            การล้างลำไส้ใหญ่บ่อยๆ จะทำให้ลำไส้ไม่ทำงานตามปกติ ถ้าไม่ถูกกระตุ้น การถ่ายตามธรรมชาติจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถทำได้โดยการกินอาหารที่มีกากใยสูงจำพวกผักและผลไม้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งการดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยให้ลำไส้ทำงานตามปกติ จะส่งผลดีมากกว่าวิธีอื่น

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ