Covid#25 “Education is the process of turning cocksure stupidity into thoughtful uncertainty” K.G. Johnson

สิ่งที่เราทำนายเกี่ยวกับโรคโควิด19 มีโอกาสผิดแค่ไหน มั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ไหม
ต้องอธิบายก่อนครับว่า แพทย์ไม่เคยมั่นใจอะไรร้อยเปอร์เซนต์หรอกครับ ถ้ามั่นใจ 98-99% ก็ต้องพูดว่า 100% ไม่งั้นคนไข้งงแย่ ความจริงถ้าอะไรบางอย่างมีโอกาสถูกมากกว่า 95% ก็ต้องถือว่ามั่นใจแล้ว

แนวคิดเรื่อง Herd immunity มีโอกาสผิดไหม คำตอบคือ น้อยมาก แนวคิดนี้ใช้มานับร้อยปี มีรากฐานหนาแน่น และใช้คณิตศาสตร์ไม่ซับซ้อน

แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการระบาดมีโอกาสผิดมากกว่า ขึ้นกับว่าใช้มันอย่างไร ถ้าสนใจเพียงเฉพาะลักษณะทั่วไปของการระบาด เช่น รูปร่างของกราฟแสดงจำนวนผู้ป่วยเท่านั้น แบบจำลองจะไม่ค่อยผิด แต่ถ้าสนใจว่าจำนวนผู้ป่วยถูกต้องไหม จะมีโอกาสผิดมาก เพราะการจำลองทางคณิตศาสตร์ให้ถูกต้อง ต้องรวบรวมปัจจัยต่างๆเป็นตัวเลขที่ถูกต้องได้ทั้งหมด

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดเกี่ยวกับแบบจำลองในประเทศไทย คือ เรามีจำนวนผู้ป่วยน้อยเกินคาด ทำไมเราจึงไม่มีผู้ป่วยมากเหมือนประเทศในยุโรป หรืออเมริกา

คำถามนี้มีความสำคัญมาก เวลาทำสงครามกับศัตรูที่กล้าแข็ง ถ้าเราชนะการรบเอาง่ายเกินคาด ก็ควรกังวลใจ

คำอธิบายที่กล่าวกันมากที่สุด คือการแพทย์และสาธารณสุขของเราดีมาก เรื่องนี้ไม่มีใครเถียงแน่นอน แต่คำอธิบายนี้มีข้อควรกังวลอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ เราดีกว่าประเทศอย่างเยอรมันถึงขนาดนั้นเชียวหรือ และข้อสองคือ ประเทศข้างๆเราเช่น ลาว เขมร พม่า ก็ดูเหมือนไม่มีผู้ป่วยมากสักเท่าไร แม้แต่อินเดียก็มีผู้ป่วยไม่มากเทียบกับประชากรพันล้าน

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ก็พยายามขบปัญหานี้
สมมติฐานแรก คือ ประเทศเหล่านี้ส่วนมากมีการฉีดวัคซีนวัณโรค และวัคซีนวัณโรคช่วยลดความรุนแรงของโรคและทำให้เชื้อแพร่ได้น้อยลง ตอนนี้ก็มีการทดลองกันอยู่ คนไทยอายุต่ำกว่า 50 ปี ฉีดวัคซีนวัณโรคมาแล้วเกือบทุกคน ถ้าทฤษฎีนี้จริงก็ต้องเรียกว่า เราโชคดีมาก

สมมติฐานที่สอง คือ ประเทศเหล่านี้มีอากาศร้อนกว่าซึ่งเชื้อทนไม่ค่อยได้ ซึ่งมีหลักฐานการทดลองสนับสนุนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่แน่ใจกันว่า มันสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ บางคนแย้งว่า ประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินศ์ก็ร้อนเหมือนกัน แต่การทดลองแสดงว่า ถ้าความชื้นสูง เช่นใกล้ทะเล เชื้อจะทนได้ดีกว่ามาก
ถ้าเรื่องนี้สำคัญ เราจะเดือดร้อนมากขึ้นเมื่ออากาศค่อยๆเย็นลงและฝนตกนับจากเดือนพฤษภาคมไป

สมมติฐานที่สาม คือประเทศเหล่านี้มีเชื้อโรคเพ่นพ่านอยู่มาก อาจมีการระบาดของเชื้อโคโรน่าอื่นที่ไม่ก่อโรครุนแรงอยู่เก่า ทำให้คนมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วบางส่วน สมมติฐานนี้ยังไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนได้

การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ไม่ได้มีการนำสมมติฐานทั้งสามมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ทั้งสามเรื่องไม่น่ามีผลต่อ herd immunity
ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์
2 พฤษภาคม เวลา 13:13 น.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/65713

 

"หมอยง" เตือนสถานบันเทิงเป็นแหล่งแพร่กระจายโรคได้อย่างดี

 

"หมอยง" เตือนสถานบันเทิงเป็นแหล่งแพร่กระจายโรคได้อย่างดี ยกเคสเกาหลี-ญี่ปุ่น เหตุเป็นสถานที่ปิด พูดคุยกันเสียงดังและใกล้ชิด

 

วันนี้ 3 ธ.ค. 2563 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ระบุ โควิด-19 สถานบันเทิง

การกระจายอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง superspred มีบทเรียนมาแล้วจากการในระบาดระลอกแรกในประเทศไทย ที่เกิดจากสถานบันเทิง
 

สถานบันเทิงเป็นแหล่งแพร่กระจายโรคได้อย่างดี มีตัวอย่างมากมายจากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศทางตะวันตก

สถานบันเทิงเป็นสถานที่ปิด และมีเสียงดัง มีการพูดคุยกันเสียงดังและใกล้ชิด และเมื่อมีการดื่มเหล้า แน่นอนทั้งการกำหนดระยะห่าง การใส่หน้ากากอนามัย การดูแลตนเองก็จะลดลงทันที จึงเป็นแหล่งระบาดได้อย่างรวดเร็วและจำนวนมาก
บทเรียนการระบาดในละลอกแรกของประเทศไทยที่เกิดจากสถานบันเทิง และสนามมวย ทำให้เราต้องใช้เวลานานถึง 2 เดือนในการยุติปัญหาดังกล่าว
 
ในเกือบทุกประเทศที่มีการระบาดเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งจะเกิดจากสถานบันเทิง
 

การระบาดจากพม่าที่ท่าขี้เหล็ก ก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่ในขณะนี้

 

เราอยากให้ทุกคนมาช่วยกันแก้ปัญหานี้

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/news/regional/450680?adz=

โดย ผอ.ศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล"

มีหลายท่านสนใจเรื่องชนิดของวัคซีน COVID-19 จึงขอสรุปให้อ่านจบใน 2 นาทีนะคะ

ข้อมูล ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2563 มีวัคซีน 48 ตัวที่เข้าทดสอบในมนุษย์แล้ว โดย
- อยู่ในระยะที่หนึ่ง 33 ตัว
- ระยะที่สอง 15 ตัว
- ระยะที่สาม 11 ตัว และในจำนวนนี้มี 6 ตัวขึ้นทะเบียนให้ใช้ในวงจำกัด

ชนิดของวัคซีนที่กำลังพัฒนามีหลายประเภท แต่หลักๆ ที่น่าจะเข้าวิน มี 4 กลุ่ม คือ
𝟏. 𝐈𝐧𝐚𝐜𝐭𝐢𝐯𝐚𝐭𝐞𝐝 𝐯𝐚𝐜𝐜𝐢𝐧𝐞 เป็นชนิดที่น่าจะมาไกลที่สุด คือเข้า phase 3 และได้เริ่มใช้แล้วในวงจำกัดที่ประเทศจีน เป็นของบริษัท Sinovac, Sinopharm, Wuhan Institute วัคซีนชนิดนี้ผลิตด้วยความยุ่งยากแม้จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยี่ใหม่ เพราะต้องใช้ BSL3 facility เพื่อเพาะเลี้ยงเชื้อ และผลิตได้ไม่เร็ว แต่เป็นชนิดของวัคซีนที่น่าจะได้ผลดีเพราะเอาไวรัสทั้งตัวมาฆ่าให้ตาย จึงไม่มีข้อต้องกังวลใจมากนัก ทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่เคยใช้ในการผลิตวัคซีนอื่นๆมาก่อน เราจึงมีประสบการณ์ในการใช้วัคซีนประเภทนี้กับโรคอื่นๆ มามากมาย คาดว่าวัคซีนตัวนี้น่าจะเข้าสู่ท้องตลาดได้เร็วที่สุด แต่น่าจะมีราคาแพงที่สุด

𝟐. 𝐀𝐝𝐞𝐧𝐨𝐯𝐢𝐫𝐮𝐬 𝐯𝐞𝐜𝐭𝐨𝐫 𝐯𝐚𝐜𝐜𝐢𝐧𝐞 คือเอายีนของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ใส่เข้าไปในอะดีโนไวรัส ที่เด่นๆ คือ CanSino ของประเทศจีน ซึ่งใช้อะดีโนไวรัสสายพันธุ์ Ad5 ของคน, บริษัท Astra Zeneca ประเทศอังกฤษ ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Oxford ใช้ไวรัสของชิมแพนซี, และ Gamaleya ของประเทศรัสเซีย ซึ่งใช้ Ad26+Ad5 และของ Johnson&Johnson ซึ่งใช้ Ad26

วัคซีนกลุ่มนี้เรามีประสบการณ์การใช้ในวงจำกัดและน่าจะได้ผลดี ถ้าไม่เคยติดเชื้ออะดีโนไวรัสสายพันธุ์ที่นำมาเป็นตัวนำพา (vector) มาก่อน แต่มีข้อเสียคือ ตัวอะดีโนไวรัสเองเป็น live virus vector เมื่อนำมาฉีดอาจก่อเรื่องได้ จึงเป็นวัคซีนชนิดที่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนที่แท้จริง แต่มีข้อดี คือ ไม่ต้องฉีดหลายเข็มก็มีภูมิคุ้มกันขึ้นได้ดี นอกจากนี้ในตอนที่ทดสอบวัคซีนที่ใช้ไวรัสชิมแพนซีพบว่า มีอาสาสมัครเกิดโรค transverse myelitis แต่ไม่ทราบว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือเกิดเพราะวัคซีน ทำให้ต้องหยุดการวิจัยชั่วคราว ที่สำคัญเรายังไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้วัคซีนประเภทนี้ในวงกว้างเลย

𝟑. 𝐦𝐑𝐍𝐀 𝐕𝐚𝐜𝐜𝐢𝐧𝐞𝐬 ที่เด่นๆ คือ ของบริษัท Moderna ได้รับการสนับสนุนโดย US NIH ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำมาพัฒนา วัคซีนของบริษัท Moderna ได้เข้าสู่การวิจัยระยะที่ 3 แล้วและให้ผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีในคนปกติ รวมทั้งในผู้สูงอายุด้วย และยังมีอีกหลายบริษัทผลิตวัคซีนแบบนี้วิ่งตามมาติดๆ เช่น BioTech + Pfizer ของประเทศเยอรมันนี

วัคซีนประเภทนี้ใช้เทคโนโลยีใหม่ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ในมนุษย์มาก่อน มีข้อดีคือ ผลิตได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ด้วยความที่ไม่เคยมีใช้มาก่อนทำให้มีข้อกังวลใจว่า แม้ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องผลข้างเคียงจากการศึกษาระยะสั้น แต่ผลอันไม่พึงประสงค์ในระยะยาวจะมีได้หรือไม่

𝟒. 𝐏𝐫𝐨𝐭𝐞𝐢𝐧-𝐛𝐚𝐬𝐞𝐝 𝐯𝐚𝐜𝐜𝐢𝐧𝐞𝐬 ใช้เทคโนโลยีการผลิตโปรตีนของเปลือกไวรัส ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่รู้จักกันดีอยู่แล้วเพราะมีการใช้ในวัคซีนอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ตับอักเสบบี เป็นต้น มีการใส่ adjuvant ที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ผลิตได้รวดเร็ว บริษัทที่เด่นคือ Novavax ของประเทศอเมริกา ที่ตอนนี้เข้าสู่งานวิจัยระยะที่ 3 แล้ว ส่วนของที่ Sanofi จับมือกับ GSK ซึ่งเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการใช้เทคโนโลยีคล้ายคลึงกับการผลิตวัคซีนอื่นๆ ก็ยังอยู่ในการวิจัยทางคลินิกระยะที่2 และยังมีที่ผลิตในอีกมากมายกว่า 10 บริษัทในหลากหลายประเทศ

ในแง่ของประสิทธิภาพนั้นยังไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเด่นกว่าใครในขณะนี้ แต่คาดว่าไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดไหนภูมิคุ้มกันอาจจะอยู่ได้ไม่นานมาก และน่าจะต้องมีการฉีดกระตุ้นเป็นระยะ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าต้องบ่อยแค่ไหน ทุกอย่างยังเป็นเรื่องของอนาคตที่จะต้องติดตามต่อไปเพราะเรายังไม่รู้จักไวรัสตัวนี้อย่างดีพอ

ถ้าถามว่า วัคซีนตัวไหนน่าจะออกขายก่อน ก็คิดว่า inactivated ของประเทศจีนน่าจะมาก่อน แต่ของรัสเซีย, ของ Oxford หรือของ Moderna ก็น่าจะออกขายในเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน

SICRES โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีความพร้อมทำวิจัยทดสอบคลินิกสำหรับวัคซีนทุกประเภทนะคะ

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
𝙎𝙞𝙧𝙞𝙧𝙖𝙟 𝙄𝙣𝙨𝙩𝙞𝙩𝙪𝙩𝙚 𝙤𝙛 𝘾𝙡𝙞𝙣𝙞𝙘𝙖𝙡 𝙍𝙚𝙨𝙚𝙖𝙧𝙘𝙝 (𝙎𝙄𝘾𝙍𝙀𝙎)
#SICRES #Siriraj #COVID19 #vaccine #clinicaltrial sirirajpr

 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มีข้อมูลที่น่าสนใจ เรื่องสายพันธุ์ของโควิด-19 เริ่มต้นจากประเทศจีนเป็นสายพันธุ์ S และสายพันธุ์ L โดยสายพันธุ์ L แพร่กระจายได้ง่ายนอกประเทศจีนสายพันธุ์ L เมื่อระบาดนอกประเทศ

โดยเฉพาะในยุโรป ได้ออกลูกหลาน เป็นสายพันธุ์ G และ V โดยสายพันธุ์ G มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่ง 614 บนหนามแหลมที่ยื่นออกมา สายพันธุ์ G นี้แพร่กระจายได้ง่ายมาก ออกลูกหลานมาเป็น สายพันธุ์ GH และ GR ซึ่งพบว่าผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ G จะมีปริมาณเชื้อที่ลำคอค่อนข้างมาก จึงแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย ทำให้ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น ขณะนี้สายพันธุ์ที่แพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลกเป็นสายพันธุ์ G มากที่สุด หากสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และมาตรวจพบ ใน state quarantine ของประเทศไทย จะเป็นสายพันธุ์ G ทางศูนย์ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักงานควบคุมโรคเขตเมือง โดยเฉพาะที่อยู่ใน state quarantine เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลพื้นฐาน หากมีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องหาทางป้องกันการระบาดระลอก 2 อย่างเต็มที่.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.one31.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.one31.net/news/detail/22845


** สายพันธุ์ใหม่ของเวียตนาม **

---> โจมตีเร็วมาก

1 วันติดคนใน รพ. 11 คนรวด บุคลากรทางการแพทย์โดนในวันแรกติดเชื้อ 4 คนรวด (ติดได้แม้ใส่มาส์ก ?)

1 สัปดาห์กระจายไป 6 เมือง ติด 3 ทอด 230 คน

เป็นแบบ Superspreaders พบเป็น Clusters (เข้าเฟส 3 ในสัปดาห์เดียว)

---> ดูรุนแรงกว่าตัวแรกชัดเจน

ทำให้อาการแย่ลงไวกว่า

คนไข้ชุดแรก 1 สัปดาก์ก็ว่าเสียชีวิตรวดเดียว 8 คน

ฝากคนไทยช่วยกันประชาสัมพันธ์

ฝากทีมแพทย์อ่าน เริ่มวางแผนรองรับในกรณีเจอสายพันธุ์​ใหม่มาแบบไม่ตั้งตัว​ และประชาสัมพันธ์​ให้​ ปชข​ ทั้งประเทศไทย​ทราบล่วงหน้าด้วยครับ

ถ้าสายพันธุ์​ใหม่เข้าไทยได้​ อาจจะกระจายแบบน้องๆ​ สหรัฐ​ ยุโรป​ บราซิล​ อินเดีย​ หรือเอาแค่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ก็แสนกว่าคน กก็ไม่ต้องแปลกใจ ...

ภาวนาให้เวียตนามทุ่มสุดตัวเอาอยู่สำหรับตัวใหม่​ ที่แพร่อาจไวกว่าเดิมได้ถึง​ 6​ เท่าตัว

ฝาก​ "คนไทยครึ่งประเทศที่ยังยกการ์ดสูงอยู่" ช่วยกันเตือน​ "ศบค​ ให้ยกการ์ดสูง​ ๆ" และฝาก​ ศบค​ บอก "คนไทยอีกครึ่งประเทศที่แอบประมาทฝันกวานกับ​ 0​ ต่อเนื่อง" ให้รู้ตัวว่า​

เชื้อตัวใหม่จะเข้ามาเมื่อไหร่​ก็ได้ หรือเข้ามากับทหารอียิปต​์แล้วก็ไม่รู้​

ยกการ์ดสูง​กันด้วย​!

...........

วิเคราะห์เวียตนามโดนโจมตี เวอร์ชั่นแรก + วิเคราะห์อาเซียนโดยรวม

https://www.facebook.com/100912971593787/posts/176127364072347

วิเคราะห์เวียตนามโดนโจมตี (ฉบับย่อ​ Timeline​ 14​ วัน) อันตรายของสายพันธุ์ใหม่ และแนวทางการรับมือ​ ตามอ่านได้ที่โพสต์นี้ครับ

https://www.facebook.com/100912971593787/posts/176211877397229/

.

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ