ส่องคืบหน้าการพัฒนา 'ยา-วัคซีน' ต้านโควิด
 

ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อใด สหรัฐและจีนต่างแข่งกันพัฒนายาและวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ล่าสุดผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ของจีน ตัวแรกที่ผ่านการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 ปลอดภัยและสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต้านเชื้อได้

เมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) วารสารการแพทย์แลนเซต เปิดเผยว่า การทดลองวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ของจีน ซึ่งเป็นวัคซีนโรคโควิด-19 ตัวแรกที่ผ่านการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 ปรากฏผลว่าปลอดภัย ทนทาน และสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต้านเชื้อไวรัสฯ (SARS-COV-2) ในมนุษย์ได้

การทดลองแบบเปิดในผู้ใหญ่สุขภาพดี 108 คน พบผลลัพธ์เชิงบวกหลังเวลาผ่านไป 28 วัน โดยจะมีการประเมินผลลัพธ์สุดท้ายภายใน 6 เดือน ขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีการทดลองเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

“ผลลัพธ์เหล่านี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ การทดลองพบว่าวัคซีนโรคโควิด-19 ชนิดใช้อะดิโนไวรัส ไทป์ 5 เป็นตัวนำพา (Ad5-nCoV) ผลิตแอนตี้บอดี้และเซลล์ที (T cell) แบบจำเพาะไวรัสภายใน 14 วัน จึงกลายเป็นวัคซีนที่มีศักยภาพต่อการตรวจสอบเพิ่มเติม” ศาสตราจารย์เฉิน  เว่ย สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพปักกิ่ง ซึ่งรับผิดชอบการศึกษาครั้งนี้ กล่าว

แต่ศาสตราจารย์เฉิน เว่ย ก็บอกว่า ควรตีความผลลัพธ์เหล่านี้อย่างรอบคอบ เพราะความท้าทายของการพัฒนาวัคซีนโรคโควิด-19 เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้มาก่อน การที่วัคซีนกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันไม่ได้บ่งชี้ว่าจะปกป้องมนุษย์จากโรคโควิด-19 เสมอไป ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนสัญญาณดีของการพัฒนาวัคซีนโรคโควิด-19 แต่ยังอีกนานกว่าจะได้วัคซีนที่พร้อมใช้กับทุกคน

ด้านสหรัฐ ประกาศวานนี้ (23 พ.ค.) ว่า วางแผนทดสอบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ครั้งใหญ่กับอาสาสมัครมากกว่า 100,000 คน โดยจะทดสอบวัคซีนของบริษัทอย่างน้อย 6 แห่ง เพื่อให้ได้วัคซีนที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุดภายในสิ้นปี 2563

 

คณะนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า โครงการทดลองวัคซีนครั้งใหญ่นี้เป็นการย่นระยะเวลาในการพัฒนาและทดสอบวัคซีนจากปกติที่ใช้เวลานับ 10 ปี ลงเหลือเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งบ่งชี้ถึงความเร่งด่วนที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกกว่า 5 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 3.35 แสนรายแล้ว รวมทั้งยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลกด้วย

คณะนักวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า ผู้ผลิตวัคซีนชั้นนำตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูล และให้ยืมใช้เครือข่ายการทดลองทางคลินิกกับบรรดาคู่แข่ง หากวัคซีนของตนประสบความล้มเหลวในการทดลอง ส่วนวัคซีนที่แสดงว่ามีความปลอดภัยในการทดลองขนาดเล็กในขั้นต้นนั้น จะได้รับการทดสอบขั้นต่อไปในการทดลองขนาดใหญ่กับอาสาสมัครจำนวน 2-3 หมื่นรายสำหรับแต่ละวัคซีน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือน ก.ค.นี้

ที่ผ่านมา บริษัทโมเดิร์นนา ของสหรัฐ ทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 ได้ผลดีน่าพอใจ ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะผลิตวัคซีนได้พันล้านโดสในปี 2564 โดยโมเดิร์นนา ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐระบุว่า การทดลองทางคลินิกขั้นต้นในการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ให้กับผู้เข้าร่วมทดลองทั้งหมด 45 คน ให้ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ

วัคซีนดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการสร้างแอนติบอดีในผู้เข้าร่วมทดลองทั้ง 45 ราย ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรงซึ่งมีอายุระหว่าง 18-55 ปี

เจ้าหน้าที่บริษัทโมเดิร์นนา เปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมทดลองวัคซีนดังกล่าวได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มได้รับวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 กลุ่มละ 25, 100 และ 250 ไมโครกรัม ซึ่งผลการทดลองบ่งชี้ว่า ระดับของแอนติบอดีในผู้เข้าร่วมการทดลองมีความคล้ายคลึง หรือมากกว่าระดับของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคดังกล่าวแล้ว

บริษัทจะดำเนินการทดลองเฟส 2 ต่อไป ซึ่งจะเป็นการทดลองวัคซีนกับอาสาสมัคร 600 คน หลังได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) ในเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะเริ่มการทดลองเฟส 3 ในเดือน ก.ค. หากการทดลองเฟส 2 ได้ผลดี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/881983

 

หน่วยข่าวกรองสหรัฐยัน ‘โควิด-19’ไม่ได้สร้างโดยมนุษย์

 

สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ แถลงยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดี(30เม.ย.)ว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19 ไม่ได้ถูกสร้างจากมนุษย์ ถือเป็นการหักล้างแนวคิดที่ว่าโควิด-19 ถูกสร้างขึ้นในห้องทดลองในประเทศจีน

สำนักงานข่าวกรองสหรัฐ ระบุว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เผยแพร่ในวงกว้างบ่งชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ไม่ได้สร้างขึ้นโดยมนุษย์ หรือมาจากการตัดต่อพันธุกรรมใดๆ แต่สำนักงานข่าวกรองจะยังเดินหน้าค้นหาข้อมูลต่อไปว่าการระบาดของไวรัสมาจากการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่มนุษย์ หรือเป็นผลจากอุบัติเหตุในห้องแลบในเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 ในช่วงแรกๆ

แถลงการณ์จากสำนักงานข่าวกรองสหรัฐชิ้นนี้ มีนัยยะสำคัญเพราะถือเป็นการหักล้างทฤษฎีต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านมาว่าเป็นไวรัสที่ถูกสร้างขึ้นในห้องทดลองของจีน แต่ทางการสหรัฐยังคงค้นหาต้นตอของการระบาดของไวรัสว่าเป็นรูปแบบการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนได้อย่างไร หรืออาจมีต้นตอจากความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุระหว่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือไม่

ด้านทำเนียบขาว เรียกร้องให้ค้นหาความจริงเกี่ยวกับต้นตอของโควิด-19 และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็แสดงความคลางแคลงใจเกี่ยวกับบทบาทของจีนและองค์การอนามัยโลกในเรื่องนี้ส่วนนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสของรัฐบาลจีน พร้อมระบุว่าจีนยังคงทำให้ทั่วโลกตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงหากไม่ยอมเปิดเผยว่าต้นตอของโรคโควิด-19 มาจากไหน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/878677

 

องค์การยาแห่งสหภาพยุโรปชี้ วัคซีนต้านโควิด-19 อาจรออย่างน้อย 1 ปี

องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) อาจต้องรออย่างน้อย 1 ปี กว่าวัคซีนต้านโควิด-19 จะพร้อมใช้

วันที่ 15 พ.ค. 2563 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วานนี้(14 พ.ค. 63) องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เผยว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี จนกว่าวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) จะพร้อมใช้งาน

เว็บไซต์ขององค์การฯ ระบุว่า “เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์เวลาในการพัฒนาวัคซีนล่วงหน้า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา องค์การยาแห่งสหภาพยุโรปประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ก่อนที่วัคซีนต้านโรคโควิด-19 จะพร้อมอนุมัติ และมีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้ในวงกว้าง”

องค์การฯ ได้หารือกับผู้พัฒนาวัคซีน 33 ชนิดที่อาจมีคุณสมบัติในการรักษาโรคโควิด-19 และหารือกับผู้พัฒนาวิธีการที่อาจรักษาโรคโควิด-19 ได้ประมาณ 115 วิธี

ทั้งนี้ ตัวอย่างวิธีการรักษาที่มีความเป็นไปได้ และกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิก ได้แก่การใช้ยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ (lopinavir/ritonavir) ซึ่งขณะนี้ใช้เป็นยาต้านเอชไอวี (HIV) , ยาคลอโรควิน (chloroquine) และไฮดรอกซีคลอโรควิน (hydroxychloroquine) ซึ่งขณะนี้ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียและโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเองบางชนิด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://today.line.me

เนื้อหาต้นฉบับ https://today.line.me/TH/pc/article/6nZvNv?utm_source=lineshare

 

Image result for ใยหิน

 

          แร่ใยหินจัดเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogens) กลุ่มที่ 1 (class 1) แร่ใยหินเป็นเส้นใยแร่ซิลิเกต ที่ถูกนำไปใช้ในการผลิต วัตดุก่อสร้างต่างๆ เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องทนไฟ ท่อซีเมน ฉนวนกันความร้อน กระเบื้องยางปูพื้น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งอะไหล่รถยนต์บางชนิด ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากแร่ใยหินมากที่สุดได้แก่ผู้ทำงานด้านก่อสร้างจากการตัดแต่งแผ่นกระเบื้อง ก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นแร่ใยหินเข้าสู้ระบบทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด

 

 

ประชากรไทยมี     66 ล้านคน

อายุขัยเฉลี่ย            75 ปี 1 เดือน

ประชากรญี่ปุ่นอายุขัยเฉลี่ย   83.8 ปี

ประชากรในประเทศออสเตรเลียอายุขัยเฉลี่ย       82.4 ปี

ประชากรในประเทศไต้หวันอายุขัยเฉลี่ย             79.7 ปี

ประชากรในประเทศสิงคโปร์อายุขัยเฉลี่ย           82.7 ปี

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ