ปัญหาการไม่ยินยอมฉีดวัคซีนCOVID-19 ของประเทศต่างๆ
โดย นายแพทย์ ยงค์ศักดิ์ เลียงอุดม
Published 22/02/21

ในขณะที่ประเทศต่างๆในโลก โดยเฉพาะประเทศ emerging และประเทศเล็กๆต่างมีปัญหาในการจัดหาวัคซีน COVID-19 มาให้ประชาชนของตน

แต่ในประเทศบางประเทศถึงแม้จะมีวัคซีนอย่างเพียงพอกลับมีปัญหาที่ประชาชนบางส่วนไม่ยินยอมรับการฉีดวัคซีน COVID-19 ผลสำรวจของสถาบัน Pewn ในอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน 2020 พบว่ามีคนอเมริกา 65%ยินยอมที่จะให้ฉีควัคซีน

ในการสำรวจในหน่วยทหารแห่งหนึ่งในอเมริกาพบว่ามีหนึ่งในสามของหน่วยยินยอมที่จะฉีดวัคซีน COVID-19 ปัญหาใหญ่ก็คือบุคลากรส่วนหนึ่งที่ทำงานในสถานที่พักพื้นและดูแลคนชรา ไม่ยินยอมฉีดวัคซีน COVID-19

ในยุโรปในขณะที่ รัฐบาลมีปัญหาในการเร่งหาวัคซีน COVID-19 แต่บุคลากรทางการแพทย์กลับยังไม่ยินยอมฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ที่โรงพยาบาลบางแห่งนัดบุคลากรทางการแพทย์ไว้ แต่ปรากฎว่าแพทย์ไม่มาตามนัด

สาเหตุเป็นเพราะว่าต้องการรอวัคซีนของ Pfizer หรือของ Moderna เพราะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนทั้งสองอยู่ที่ 95% เมื่อฉีดครบ 2 dose แต่วัคซีน AstraZeneca ให้ประสิทธิภาพ 62% และ 70% ใน 2 trail แต่สามารถเพิ่มเป็น 85%ได้ถ้าเข็มที่หนึ่งและเข็มที่สองห่างกัน 12 อาทิตย์ แทนที่จะห่างกัน 6 อาทิตย์

อีกปัญหาที่บุคลากรทางการแพทย์ ของ EU ไม่อยากฉีดวัคซีน AstraZeneca คือหลังจากฉีด อาจมีไข้ ปวดหัว ปวดตามตัว ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปใน2-3 วัน นักวิชาการบอกว่าอาการดังกล่าวแสดงว่าวัคซีนได้ผล แต่มีโรงพยาบาลหลายแห่งในเยอรมัน ฝรั่งเศส สวีเดนได้จำกัดจำนวนบุคคลากรทางการแพทย์ในการฉีดวัคซีน AstraZeneca ในแต่ละวัน เพราะกลัวว่าจะมีคนลาป่วยมากไปจากอาการแทรกซ้อนของวัคซีน AstraZeneca

แพทย์ใน EU อยากจะรอฉีดวัคซีน Pfizer หรือ Moderna มากกว่า ถึงแม้ว่ามีโอกาสแพ้รุนแรง anaphylaxis allergyโอกาสจำนวน 5 ครั้งในล้านครั้งจากสาร PEG ในวัคซีน

ประธานสภาแพทย์ของฝรั่งเศสและแพทย์และหมอฟัน 3,000 คนจากอิตาลี บอกว่าเนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์มีโอกาสที่จะได้รับจำนวนเชื้อ COVID 19 จำนวนมากจากคนป่วย high load of virus จึงสมควรที่จะได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิผลสูง

กลุ่มครูและกลุ่มตำรวจในอิตาลีก็ออกมาโวยวายที่พวกเขาไม่ได้รับวัคซีนประสิทธิภาพสูงเช่นกัน

ปัจจัยที่เป็นปัญหาในการปฏิเสธการใช้วัคซีนของ AstraZeneca ก็เป็นเพราะปัญหาการเมืองระหว่าง EU กับ Brexit เพราะวัคซีน AstraZeneca เป็นของอังกฤษ และมีปัญหาเรื่องการส่งมอบมาตั้งแรกเนื่องจากการบริหารที่ผิดพลาดของ EU ทางEUจึงประโคมข่าวเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน AstraZeneca แต่เมื่อดูข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่ได้แย่มากนัก วัคซีน Sinovac ของจีนประสิทธิภาพยังจะแย่กว่า อยู่ที่ 50 %

หนังสือพิมพ์ Telegraph ของอังกฤษถึงกับว่า สิ่งที่เคยบอกว่า Trump ให้ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับ Covid 19 ทำให้เกิดผลเสียต่อ public health โดยรวม สิ่งเดียวกันกำลังเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยผู้นำ EU เพราะความไม่พอใจที่มีต่ออังกฤษ

ผลเสียกลับมาอยู่ที่ EU เพราะในขณะที่อังกฤษฉีดวัคซีนไปแล้ว 28% ของประชาชน แต่ฝรั่งเศสและเยอรมันฉีดไปได้แค่3.2%ของประชากร เยอรมันได้รับวัคซีน AstraZeneca ไป 176,400 dose แต่ฉีดไปได้แค่64,869 dose เพราะความลังเลของประชาชนอันสืบเนื่องจากการประโคมข่าวของ EU เอง

อินเดียประเทศที่สามารถผลิตวัคซีนได้เอง ได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อจะฉีดวัคซีนให้คนอินเดียให้ได้ 300ล้านคนภายในเดือนสิงหาคม

ในวันแรก 16 มกราคม 2021 มีคนมาฉีดวัคซีน 191,000 คน แต่ 4 สัปดาห์ต่อมาคนที่มาตามนัดเพื่อฉีดวัคซีนเข็มที่สอง มาตามนัดเพียง 4%

สาเหตุเป็นเพราะคนป่วยเป็น COVID-19 ได้ลดลงเป็นอย่างมากในอินเดีย เมื่อเทียบกับปลายปี 2020 ทำให้ความกังวลใจของคนอินเดียที่จะป่วยจาก COVID-19 น้อยลง จึงไม่มาตามนัดของการฉีดวัคซีน ตัวเลขคนติดเชื้อต่อวันในอินเดียลดเป็น 10,000คนต่อวัน จากที่เคยสูงถึง100,000คนต่อวัน ถ้ามีวัคซีนให้ฉีดในช่วงคนป่วย คนตายมากๆ คนมาฉีดวัคซีนคงต้องมากกว่าในช่วงนี้เพราะความหวาดกลัวต่อการที่จะต้องป่วยเป็น COVID 19 ยังมีมาก

สถานีฉีดวัคซีนในอินเดียมีมากเป็น10,000 แห่ง หลายๆแห่งว่างเปล่า ประชาชนไม่มาตามนัด แม้แต่แพทย์ก็ไม่มาตามนัดเพื่อได้รับการฉีดวัคซีน

วัคซีน Covaxin ของอินเดียมีปัญหาเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพเพราะมีการเร่งการอนุมัติจาก FDA อินเดีย ในขณะที่ยังไม่ผ่านขบวนการที่สมบูรณ์ของการทดสอบ แพทย์อินเดียเป็นที่เชื่อถือของประชาชน เมื่อแพทย์เองไม่ยอมรับการฉีดวัคซีน ประชาชนจึงไม่มารับการฉีดวัคซีนด้วย

จากผลสำรวจของสถาบัน IPSo. ประเทศจีนมีประชาชนเพียงหนึ่งในห้าที่จะไม่ยินยอมฉีดวัคซีน COVID-19 ซึ่งคงไม่เป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลจีน เพราะรัฐบาลดูจะไม่เร่งร้อน เพราะถึงแม้จีนจะผลิตวัคซีนได้เอง เพราะจีนคิดว่าสามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19 ได้ดี ขณะนี้จีนฉีดวัคซีนไปได้เพียง 3% ของประชากร

ที่ออสเตรเลียยังไม่เริ่มฉีดวัคซีนCOVID-19 พอจะเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 1 มีนาคม ก็มีผู้มาเดินขบวนต่อต้านการฉีดวัคซีนจากกลุ่มต่อต้านวัคซีน antivaxxer จากผลสำรวจ 27 % ของคนออสเตรเลียที่ยังลังเลในการที่จะฉีดวัคซีน มีคนยินยอมฉีดวัคซีน 73 % แต่ออสเตรเลียควบคุมการระบาดของ Covid 19 ได้ดี

อินโดนีเซียซึ่งมีการระบาดหนักของ COVID-19 มาตลอดและยังคงเป็นระลอกแรกอยู่อย่างยาวนาน รัฐบาลกำล้งจะบังคับให้มีการฉีดวัคซีน

ในประเทศสังคมนิยม การบังคับให้มีการฉีดวัคซีนคงจะทำได้ แค่ในประเทศประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลก็คงทำได้แค่รณรงค์ และให้การศึกษา อเมริกาต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากสำหรับการรณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีน COVID-19 โดยใช้เงินในการรณรงค์ไปแล้วถึง 200 ล้านดอลลาร์

การใช้ วัคซีนpassport บังคับให้ต้องฉีดวัคซีนถ้าต้องเดินทาง หรือเมื่อต้องร่วมกิจกรรมหมู่มากเช่น concert ดูหนังอาจช่วยให้มีการฉีดวัคซีนมากขึ้น

อิสราเอลซึ่งเป็นประเทศที่ฉีดให้ประชากรเป็นอัตราส่วนมากที่สุดสำหรับประชาชน 10 ล้านคน ได้ฉีดวัคซีน Pfizer ให้ประชาชนไปแล้วครึ่งประเทศ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่ปรากฏให้เห็นจากการฉีดวัคซีน เมื่อพบว่าหลังจากฉีดวัคซีน Pfizer ครบ 2 dose จะป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ Covid 19ได้ถึง 95% อิสราเอลเริ่มคลาย lockdown เปิดร้านค้า และอนุญาตให้มีกิจกรรมทางการสังคมได้หลังจากฉีดวัคซีนครบ 2 dose 7 วัน โดยใช้ การใช้ วัคซีน certification ผ่าน App มือถือ

ปัญหาของการไม่ยินยอมฉีดวัคซีนมีหลากหลาย

ประการที่หนึ่งก็คือกลัวว่าประสิทธิภาพไม่ดีพอเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทางการแพทย์ใน EU

ประการที่สองมีความกลัวที่จะติดเชื้อแล้วป่วยจาก COVID-19 น้อยลง เนื่องจากจำนวนคนป่วยเริ่มลดลง จะเห็นได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอินเดีย ปัญหาที่เกิดขึ้นในอินเดียกลัวกันว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ทำให้เกิดความชะล่าใจ ไม่ฉีดวัคซีน

ประการที่สามคือเกิดจากความกลัวในอาการแทรกซ้อนหรือการแพ้วัคซีน

ถึงอย่างไรก็ตามการบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อได้รับการฉีดวัคซีนให้เพียงพอถึงแม้หลายๆแห่งประชาชนจะได้รับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติโดยเฉพาะในประเทศที่มีการระบาดสูง เช่นที่อเมริกา Professor Marty Makaray จาก John Hopkin ทำนายว่าภูมิคุ้มกันหมู่ในอเมริกาจะเกิดขึ้นภายในในเดือนเมษายนเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ตามธรรมชาติจาก antibody และ T cell มีสัดส่วนสูงกว่าที่คิด

ในอินเดียภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติก็สูงเช่นกัน จากการตรวจ antibodies ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2021 ชานเมืองมุมไบมีภูมิคุ้มกันจากantibodies ถึง 56% และทั้วอินเดียอยู่ที่ 20%

การจัดหาวัคซีนก็เป็นงานหนักของหลายๆประเทศ แต่การพยายามให้คนส่วนใหญ่มาฉีดวัคซีนก็เป็นงานที่ไม่ง่ายเช่นกัน


โดย นายแพทย์ ยงค์ศักดิ์ เลียงอุดม
เป็นความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับองค์กร

23 ก.พ.64-ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ว่า โควิด 19 วัคซีน  ทำไมวัคซีน Sinovacฉีดให้กับผู้มีอายุ 18 ถึง 59 ปี

จากการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ข้อมูลของวัคซีน Sinovac ยังมีข้อมูลการฉีดวัคซีนในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี มีจำนวนน้อย  

จากการศึกษาในระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 3  มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี อยู่เกือบร้อยละ 4

ดังนั้นทางคณะกรรมการ จึงอนุญาตให้ฉีดในภาวะฉุกเฉิน กับผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 59 ปี เช่นเดียวกัน ทำไมไม่ให้เด็กต่ำ
กว่าอายุ 18 ปี ก็เพราะยังไม่มีข้อมูลในการศึกษาในกลุ่มอายุดังกล่าว 

ในทางปฏิบัติจึงจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ที่ถูกกำหนดไว้ และในอนาคตข้างหน้าเมื่อมีข้อมูลการฉีดในผู้สูงอายุมากเพียงพอ ก็จะขยับการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุต่อไป

ในวันข้างหน้า หรือในระยะเวลาอันใกล้ มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะขยับอายุขึ้นไป เมื่อมีข้อมูลมากพอ

อย่างไรก็ตามถ้าผู้ที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่า และมีความเสี่ยงสูง  ที่จะติดเชื้อหรือป่วยเป็นโรคโควิด 19 และเกิดอันตรายได้สูง อย่างเช่นคุณหมอจังหวัดมหาสารคาม ก็สามารถที่จะให้ได้ แต่จะต้องประเมิน ประโยชน์ที่จะได้จากวัคซีน มากกว่าอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น โดยแพทย์ได้ให้ข้อมูลทั้งหมด และเจ้าตัวยินดีรับความเสี่ยง ก็สามารถทำได้ ด้วยความยินยอมของผู้นั้น 

โดยความเห็นส่วนตัว ในระยะเวลาอันใกล้ ข้อมูลการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุ ก็จะมีเพิ่มขึ้นและคงจะได้ฉีดกันทุกคน อดใจรอ.

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/93923

 

(พญ.อวิกา รงค์ทอง แนะ 3 สาวคนดังอย่าง พรรษมน พิริยะเมธา, ปรัชญมน บุรณศิริ และภิพัชรา แก้วจินดา)

    ในช่วงที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 นั้น ควรระวังเรื่องการสัมผัสกับสิ่งของต่างๆ รอบตัว คำแนะนำสำคัญไม่พ้นเรื่องของการล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวมือแห้งตามมาสำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้แพ้ง่ายกับเจลแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆ แล้วก็ตามมาด้วยความเครียดอย่างไม่รู้ตัว
    เมื่อเร็วๆ นี้ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามอย่าง “แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง” ได้แนะนำ “การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก Covid-19 เช่น การล้างมือให้ถูกวิธีพร้อมเผยวิธีผ่อนคลายความเครียดกับผลิตภัณฑ์ ‘ธัญ แฮนด์ ครีม ซีรีส์’ (THANN Hand Cream Series) มาบอกกล่าว  

 

(พญ.อวิกา รงค์ทอง)

     แพทย์หญิงอวิกาแนะนำว่า การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์มีความสำคัญมากที่จะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกและเชื้อไวรัสที่ติดบนฝ่ามือเราได้ โดยสามารถใช้เทคนิคการล้างมือ 7 ลำดับเพื่อช่วยป้องกันไวรัสโควิด-19 ดังนี้ เริ่มจากการถูฝ่ามือ ถัดมาถูหลังมือ ต่อมาประกบฝ่ามือแล้วถูซอกนิ้ว ขัดหลังนิ้ว ขัดถูนิ้วโป้ง ขัดฝ่ามือด้วยปลายนิ้ว และถูรอบข้อมือ ขั้นตอนการล้างมือดังกล่าวควรใช้เวลาล้างไม่ต่ำกว่า 20 วินาที หากใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ก็สามารถใช้วิธีเดียวกันแล้วรอให้แอลกอฮอล์แห้ง จึงจะถือว่าฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ต้องเช็ดเจลออกขณะเปียก และแอลกอฮอล์ที่ใช้ต้องเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ หรือไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ขึ้นไป แต่ต้องระวัง ขณะใช้ไม่ควรอยู่ใกล้เปลวไฟ
     การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ เป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ดี แต่อาจส่งผลกระทบต่อผิวมือได้ เพราะเมื่อแอลกอฮอล์ระเหยจะดูดความชุ่มชื้นจากผิวมือไปด้วย ส่วนการล้างมือด้วยน้ำสบู่ก็สามารถชะล้างน้ำมันเคลือบผิวออกไปทำให้ผิวแห้งได้ หลังจากการใช้เจลแอลกอฮอล์หรือล้างมือด้วยสบู่ ควรเพิ่มขั้นตอนการบำรุงดูแลผิวมือด้วยแฮนด์ครีมหลังการล้างมือทุกครั้ง เพื่อเติมความชุ่มชื้น ป้องกันผิวมือไม่ให้แห้งกร้าน รวมถึงการนวดบริหารมือหลังทาแฮนด์ครีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตด้วย

(‘ธัญ แฮนด์ ครีม ซีรีส์’ (THANN Hand Cream Series) อาทิ น้ำยาล้างมือ, ครีมบำรุงมือ จากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ 100%)

     นอกจากนี้ การรับข้อมูลข่าวสารเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความเครียดได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผิวหรืออาการ “ผิวเครียด” เป็นโรคทางจิตวิทยาผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Psychodermatology เกิดจากสภาวะของจิตใจหรือความเครียดที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพของผิวพรรณ หรืออธิบายอย่างง่ายๆ คือความเครียดไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมามากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล ส่งผลเสียต่อกระบวนการทำงานของร่างกายและผิวพรรณ อย่างเช่น มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง ส่งผลให้ผิวหนังเกิดเป็นผื่น ระคายเคือง เป็นสิว ติดเชื้อได้ง่าย และยังกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanin) ทำให้หน้าหมอง ฝ้า กระ เข้มขึ้นได้ อีกทั้งยังส่งผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาว โกรตฮอร์โมน (Growth Hormone) ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย หย่อนคล้อยได้ง่ายอีกด้วย
     สำหรับวิธีรับมือกับความเครียดนั้น ควรเริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อน แล้วลองวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียดนั้น เพื่อหาแนวทางจัดการอย่างเหมาะสม หาวิธีผ่อนคลายตามแบบที่ตัวเองชอบ อย่างเช่น การใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) ดนตรีบำบัด นั่งสมาธิ สวดมนต์ ออกกำลังกายเบาๆ ดูหนัง ฟังเพลง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ส่วนวิธีการสังเกตตัวเองง่ายๆ ว่าเราติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่นั้น สังเกตได้จากการมีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการไอแห้ง อ่อนเพลีย สูญเสียความสามารถในการรับรสและกลิ่น โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 5-6 วัน แต่ก็อาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการก็ได้ แต่หากมีอาการไอเพียงอย่างเดียวจะมีสาเหตุมาจากฝุ่นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ”.

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/93880

คนดีๆ พังพินาศได้ใน ๓ วินาทีเพราะอะไร
เรื่องที่ ๑
…..ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแห่งหนึ่ง รูปหล่อ ร่ำรวย อายุ 33 ปี ได้แต่งงานกับบุตรสาวของบุคคลในกลุ่มทุนใหญ่ เธอทั้งสวยและฉลาด อายุ 28 ปี ปีต่อมาก็ได้ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชาย-หญิงน่ารักคู่หนึ่ง เขาเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ทำงานจริงจัง
…..คติพจน์ ประจำใจ คือ “..ไม่มีเรื่องใดในโลกที่เป็นเรื่องยาก ขอเพียงเราตั้งใจทำจริงเท่านั้น..”
…..คืนหนึ่ง เขาได้ขับรถเบนซ์คันเก่งของเขา ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เขาขับรถชนกับรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง ที่ฝ่าฝืนกฎจราจรขับย้อนศรมา เขาจึงโมโหมาก…เกิดการการทะเลาะกันหนักหน่วง ในที่สุด…เขาโดนวัยรุ่นพาลเกเรอายุยังไม่ถึง 18 แทงตาย !

เรื่องที่ ๒
…..ดาวมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง อายุ 20 ปี ได้รับการอบรมบ่มนิสัยจากพ่อแม่อย่างดีตั้งแต่เด็ก เชี่ยวชาญในเครื่องดนตรีหลายชนิด และชำนาญภาษาต่างประเทศ มีรอยยิ้มอันอ่อนหวาน บุคลิกสง่างาม
…..คติพจน์ประจำใจว่า “..เพียงแต่คุณหันหน้าเข้าหาแสงสว่าง ก็จะไม่มีเงามืด..”
…..คืนวันหนึ่ง หลังจากจัดปาร์ตี้วันเกิดแล้ว เป็นวันฝนตก เธอได้ทะเลาะกับแฟนหนุ่ม ที่คบกันมากกว่า 1 ปี ด้วยความโมโหของเธอ…เธอจึงกระโดดตึก..เสียชีวิต !

เรื่องที่ ๓
…..เจ้าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง อายุ 60 ปี ก่อร่างสร้างตัวจากมือเปล่า ในวัยหนุ่ม เขาประสบความสำเร็จในตลาดการค้า ได้สร้างอาณาจักรธุรกิจของตนเอง เขาอ่านตำราพิชัยสงครามของซุนอู่จนชำนาญ และเชี่ยวชาญการทำธุรกิจร่วมทุน (Venture Capital)
…..คติพจน์ประจำใจคือ “...เป็นผู้นำ…และผู้สร้างสรรค์ที่มีประสิทธิภาพที่สำคัญที่สุด..”
…..คืนวันหนึ่ง หลังจากการประชุมทางวิดิโอแล้ว (Video Conference) ในคืนท้องฟ้าครึ้มฝน เขาโมโห…ได้ด่าพนักงานระดับล่างคนหนึ่งอย่างรุนแรง ว่า…โง่เหมือนหมู ด้วยความโกรธ พนักงานจึงได้หยิบเอาที่เขี่ยบุหรี่ทุบศีรษะเขา…จนกะโหลกแตกตาย ! ทำให้ธุรกิจของเขาถูกทุบทำลายพังพินาศไปด้วย

….เรื่องทั้ง 3 ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีจุดสำคัญที่เหมือนกันคือ ความโมโห…ที่เกิดขึ้นใน 3 วินาที
…..ทำไม.? มีคนจำนวนมากใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังรอบคอบ วางแผนไว้รอบด้าน บนโต๊ะก็แปะติดคติพจน์การดำรงชีวิตต่างๆ กินอาหาร…เครื่องดื่มประเภทบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงตลอด ในสมุดบันทึกก็จดสูตรลับต่างๆ ที่ใช้เพื่อการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง…เพื่อให้มีอายุยืนยาว แต่ทุกอย่างมักพังทลายจากความโกรธ…ความโมโห…อารมณ์ชั่ววูบใน 3 วินาทีเท่านั้น
…..เพราะว่า ใน 3 วินาทีนี้ ไม่สามารถมีสติ…ที่จะทนได้..ทนไม่ไหว ลืมที่จะอดทน ในที่สุด…นำมาซึ่งผลงานที่ได้สร้างมา…ถูกพังทลายจนสิ้น
…..การแต่งงาน …ต้องใช้เวลาดำเนินการที่ยาวนาน พูดเรื่องหย่าใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..การคบเพื่อนสนิท…ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ครั้นจะโกรธกันก็ใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..การมีภาพพจน์ที่ดี…ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน การพูดผิดใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..ความสุขต้องใช้เวลาบ่มเพาะที่ยาวนาน …ปลงไม่ตกใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..การสำรวมต้องใช้ความอดทนที่ยาวนาน …อารมณ์ชั่ววูบใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..พี่ๆน้องๆ และเพื่อนๆครับ คนโบราณกล่าวไว้ว่า คนที่ฉลาดมาชั่วชีวิต แต่กลับทำเรื่องเหลวไหล…เพียงครั้งเดียว…ทุกอย่างอาจพังทลายไปหมดได้
~ ครั้งต่อไป ไม่ว่าจะมีอารมณ์โกรธ…หรือ โมโห…เกิดขึ้นในเวลาใดก็ตาม… ขอให้จำไว้ว่า กลั้นลมหายใจ ทำจิตตัวเองให้นิ่งจริงๆ บางที เพียง 3 วินาทีที่วิกฤตินี้ก็…อาจจะผ่านไปได้
~ การใช้เวลาครุ่นคิดอย่างมีสติ…ใน 3 วินาทีที่วิกฤตินี้ สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคุณได้ทั้งชีวิต นี่คือเหตุผลสำคัญ..ทำไม เราต้อง "ทำสมาธิ " เพื่อผลิตพลังจิต และสะสมพลังจิตทุกวัน…ขยันก็ทำ…ขี้เกียจก็ต้องทำ…ไม่ใช่ใครไหนที่ได้ประโยชน์…ตัวคุณนั่นเองแหละที่ได้ประโยชน์…ใครทำใครได้… ทำแทนกันไม่ได้…ทั้งนี้…ก็เพื่อฝึกที่จะผ่าน ..3 วินาที ที่สำคัญนี้ไปให้ได้ด้วยดี ……อย่าลืม..อย่าให้ 3 วินาทีแห่งความโกรธ(ความโง่) และ ความโมโห (ความบ้า) ของคุณนี้ พังชีวิตของคุณลงไป

~ ขอให้วันนี้วันที่20กุมภาพันธ์2564​ เป็นวันที่ดี ขอให้คุณพระรักษา ธรรมคุ้มครองทุกท่านด้วยเทอญ....

 

ให้ชลอไปซื้อเครื่อง​ใหม่ในปี 2022

 

Satellite Cellulars หรือโทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียม กำลังจะมาฆ่าค่ายมือถือต่าง ๆ !!! ??? 😲😲😲

 

นับจากปี 2022 ไป ค่าย SpaceX ของลีออน มัสค์ เศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เทสล่า ( Tesla ) จะเปิดให้บริการ โทรทัพท์มือถือผ่านดาวเทียม ( Satellite Cellular ) ที่ชื่อสตาร์ลิงค์ ( Starlinks ) มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก ความเร็วระดับมากกว่า 6G ที่ไม่ต้องพึ่งค่ายมือถือใด ๆ อีกต่อไป โดยคิดค่าบริการปีละครั้ง ในราคาที่ถูกมาก ๆ แค่ ประมาณปีละ $99 เรียกว่า ใช้ฟรีตลอดทั้งปี ที่สำคัญที่สุดคือ สัญญาณดีทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน เมือง ในป่า หรือในหุบเขา !!

 

ปีหน้า ค่ายมือถือทุกค่าย ที่มีอยู่ทั่วโลก เตรียมตัวเจ้งได้ ถ้าไม่รีบปรับตัว !!!

 

เพราะ WiFi จะส่งตรงจากดาวเทียม ไม่ตรงจากค่ายมือถือ จากเสาสัญญาณโทรศัพท์ เหมือนในปัจจุบัน ทำให้สัญญาณรวดเร็วมาก ไวกว่าระบบ 6G !!!

 

ปี 2022 เป็นต้นไป Satellite Cellular จะเข้ามาเขี่ยค่ายมือถือทั้งหมดที่มีอยู่ เหมือน iPhone เกิดมาฆ่า
Nokia , Motorola และ อีกหลาย ๆ เจ้า ที่ปรับตัวไม่ทัน !!

 

นึกออกมั้ยครับ เหมือนเราไม่เคยโทรหากันผ่านเบอร์มือถือเลยในปัจจุบัน แค่มี WiFi เราก็ติดต่อกันได้แล้ว ผ่านไลน์ ผ่านเฟสบุ๊ค อินสตาแกรม และอื่น ๆ สะดวกมาก แทบจะไม่ต้องพึ่งค่ายมือถือเลย ถ้ามี WiFi ครอบคลุมทุกพื้นที่ !!

 

ค่ายมือถือต่าง ๆ จะทะยอยปิดตัวลง ถ้าไม่ปรับตัว เหมือนผู้ให้บริการโทรศัพท์บ้าน ที่ปัจจุบันนี้ แทบจะไม่มีใครใช้บริการอีกเลย ยกเว้นบริษัทใหญ่ ๆ และสถานที่ราชการ !!

 

ในอนาคต โทรศัพท์มือถือ จะมีแค่โหมด WiFi และ WiFi Calling เท่านั้น เพราะเราจะสื่อสารกันผ่านช่องทาง WiFi calling และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น !!

 

สิ่งที่เราทุกคนจะได้รับ นอกจากคลื่นสัญญาณ ( WiFi ) ที่รวดเร็วมาก ๆ แล้ว เรายังจะประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกมากในแต่ละเดือน 😲 !!

 

ต้องบอกว่า โลกแห่งเทคโนโลยี ไม่เคยหยุดนิ่งเลยจริง ๆ !! ✌️😃

 

1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี "ยายยิ้ม จันทร์พร" ความลำบากไม่ได้อยู่ที่ความยาก มันอยู่ที่ "ใจ" 


ยาย ยิ้ม หญิงร่างเล็ก หลังงุ้ม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสมชื่อ
อาศัยในบ้านไม้ที่เกือบ เสร็จท่ามกลางป่าเขา
จ.พิษณุโลก อยู่ลำพังอย่างเดียวดาย ห่างไกลผู้คนและเงียบสงัด

เมื่อ 20 ปี ก่อน ยายมีบ้านอยู่ที่อำเภอพรหมพิราม พร้อมลูกหลาน
ตอนนั้นลูกชายคนเล็ก ตั้งใจจะมาบุกเบิกทำมาหากินบริเวณที่อยู่ปัจจุบัน
แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้ง ความไกล ไข้ป่า และความลำบาก
ส่งผลให้ลูกชายของยาย เลือกที่จะไปขับรถแท๊กซี่ใน กทม.

และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ และการไม่อยากเป็นภาระลูกหลานหรือ อื่นๆ
ยายยิ้มจึงตัดสินครั้ง สำคัญ อาศัยอยู่ที่บ้านในป่าผืนนั้น เป็นต้นมา

ลูกหลานขอร้องให้ ยายกลับมาอยู่บ้านแต่ยายไม่กลับ
ลูกหลานจึงได้แต่มา เยี่ยมยายเป็นระยะรวมถึงการนำเสื้อผ้า ผ้าห่ม
ข้าวสารอาหารแห้งมาให้ ยาย ลูกชายคนที่ยังอยู่ในอำเภอพรหมพิรามบอกว่า
"แม่เขาจะบอกว่าไม่ต้องเอามา ให้มากนะ ในชีวิตเขา แม่เขาไม่เคยอยากได้อะไรเลย
เคยถามเขาก็บอกว่า เขาพอแล้ว สมัยยังเด็กบ้านเราจนกันมาก
พ่อก็ตายตอนที่เรายัง เล็ก ๆ แต่แม่คนเดียวก็หา
เลี้ยงลูกได้ มานึกดูแกต้องทำงานหนักมาก แม่ถึงเน้นสอนให้เข้มแข็ง
หนักเอาเบาสู้ไม่เลือก งาน"


ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาท่ามกลางขุนเขา ยายไม่มีนาฬิกา
แต่ทุกเวลาล้วนมีคุณค่า การมีชีวิตอยู่ของยายหมดไปกับการปลูก ต้นไม้
ทำฝายเล็ก ๆ ที่ยายได้อาศัยในยามหน้าแล้งและยังเป็นสายธาร
หล่อเลี้ยงบรรดาสัตว์ และต้นไม้บนผืนแผ่นดินนี้
และตั้งใจถวายในหลวงและ พระราชินี ยายรักในหลวงและพระราชินีมาก

กิจวัตรประจำวัน ตื่นแต่เช้า จุดธูปไหว้พระ เก็บมุ้ง กระย่องกระแย่งมาจุดฟืนหุงข้าว
ตักข้าวสุกแรกเก็บไว้ ตักข้าวกินกับน้ำพริก หรือ ปลาแห้งที่เก็บไว้
ลงมากวาดลานบ้าน ซักผ้า หาบน้ำที่ลำห้วย ออกไปหาฟืนหาไม้ มาเก็บไว้


ก่อนจะคดข้าวใส่กล่อง น้ำพริก ใส่ย่าม สวมที่ขาดวิ่น ใช้พร้าแทนไม้เท้าเวลาเดิน
ข้ามห้วย ข้ามหนอง เข้าไปในป่าลึก ผ่านฝายเล็กๆ หรือคันนาที่ยายทำไว้ 11 ฝาย
เป็นคันดินที่ยายใช้ "จอบกับใจ" ค่อยๆขุดขึ้นมา กลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆกักเก็บน้ำ
พอให้สัตว์เล็กได้มา อาศัย ต้นไม้ชุ่มชื่น ระหว่างนั้นก็เอาข้าวมาโปรยให้สัตว์
ในแอ่งดินกันทำคันดิน นี้เสร็จ ก็เข้าไปลึกเรื่อยๆ ที่ละฝาย ทีละฝาย
เวลาแต่ละวันผ่านไปเท่า ไหร่ไม่รู้ เหนื่อยก็พัก แล้วก็เดิน กลับบ้าน
ชีวิตยาย เป็นไปอย่างเรียบง่าย

ทุก ๆ วันพระ ยายจะเดินลงมาจากเขา ด้วยระยะทางเกือบ 8 กิโล
บวกกับวัยชราของยาย จึงทำให้ยายใช้เวลาใน การเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธา ของยายเสื่อมถอยลง ลำพังคนหนุ่มสาว
จะให้เดินขึ้นลงเขา สัก 7-8 กิโลเมตร ยังเล่นเอาเหงื่อตก
แต่สำหรับยายยิ้มถือ เป็นกิจวัตรสม่ำเสมอทุกวันโกน วันพระเพราะไม่ว่าฝนจะตก
ฟ้าจะร้อง ยายก็ต้องไปถึงวัดไม่เคยขาด

ระยะทางไกลที่เต็มไป ด้วยหล่มโคลน ถนนเป็นร่อง ขรุขระ ยายยิ้ม
จะออกเดินเท้าจากบ้าน ตั้งแต่เช้ามืด เหนื่อยก็พัก ถึงวัดกี่โมงไม่รู้
รู้แต่เมื่อถึงวัดก็ เปลี่ยนชุดชาว สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความสะอาดวัด
ทำบุญ เมื่อกลับจากวัด แกก็จะมานับวันหลังจากนั้นไปถึงวันโกน วันพระอีกที
ก่อนที่เดินกลับบ้านใน ป่า ยายเลือกใช้ชีวิตเพียงลำพัง
และใช้ชีวิตอย่างโดด เดี่ยวอย่างมีความสุขอีกครั้ง

เราขาดในสิ่งที่ยายยิ้ม มี นั่นคือ ความพอเพียง ความศรัทธา ความไม่โลภ
เรามีในสิ่งที่ยายขาด นั่นคือ ความทุกข์

 

พิธีกร : ข้าวสารอาหารแห้งเอามาจากไหน
ยายยิ้ม : ลูกหลานเข้าเอามาให้ เขาเอามาให้ก็ต้องกิน
เขา จะได้บุญและก็ต้องกินอย่างประหยัดๆ ไม่ฟุ่มเฟือย

พิธีกร : ฝนตกเปียกไหม
ยายยิ้ม : ก็หลบๆเอา ไม่ลำบาก อย่าคิดว่ามันลำบาก

พิธีกร : เสื้อผ้า ขาดแล้วยังใส่อยู่
ยายยิ้ม : ลูกหลานเข้าเอามาให้ ใส่ไว้เขาจะได้บุญ

พิธีกร : ลูกหลานอยากให้ไปอยู่ด้วยกัน
ยายยิ้ม : ไม่ใช่ว่าจะไม่พึ่ง แต่ให้หมดค่าก่อนค่อยพึ่ง ป่วยไม่สบายไม่มีแรงค่อยพึ่งเขา

พิธีกร : ทำฝายไปให้ใคร
ยายยิ้ม : ให้ในหลวงพระราชินี ท่านเป็นถึงเจ้าแผ่นดินยังทำงาน เราก็ต้องทำให้ท่านบ้าง..
ส่วน สิ่งที่ทำในหลวงไม่เห็นผีสางเทวดาก็เห็น

พิธีกร : ได้ประโยชน์อะไรจากฝาย
ยายยิ้ม : ในหลวงบอกมีฝายมีน้ำ มีป่า มีปลาเล็กเป็นอาหารนกอีกทีรวมถึงได้ใช้ยามหน้าแล้ง

พิธีกร : กลัวล้มไหมเวลาเดินไปไหน
ยายยิ้ม : กลัวแต่ก็ต้องทำ ทำแล้วมีความสุข

พิธีกร : เหนื่อยไหมที่ทำมา
ยายยิ้ม : เหนื่อย แต่ทำแล้วมีความสุข

พิธีกร : เดินไปวัดลำบาก เหนื่อยไหม
ยายยิ้ม : เหนื่อยก็พัก แล้วเดินต่อ ทางไปสวรรค์มันรก ทางไปนรกมันเรียบ เห็นพระก็หายเหนื่อย

พิธีกร : สรุปว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ยายยิ้ม : คนอื่นว่าลำบากแต่ถ้าเราคิดว่ามันเป็นสวรรค์มันก็ไม่ลำบาก

พิธีกร : ยายมาทำบุญทุกวันพระไหม
ชาวบ้าน : ยายมาประจำแหละ ยายแกชอบทำบุญ ได้เบี้ยเดือน 500 แกยังทำบุญหมดเลย

พระ (กางมุ้งให้ยายนอนในศาลาวัด) : ไม่บาปหรอกยาย ช่วยๆกัน ดูแลกัน
ยาย (นั่งยิ้มด้วยความจำนน)
ยาย เอาเงินที่เก็บๆรวมถึงเงินที่ชาวบ้านให้ไว้มาทำบุญ
ยาย อวยพรให้และภาวนาให้คนที่ทำบุญด้วย
พิธีกร : ยายรู้จักเขาเหรอ
ยายยิ้ม : (ยิ้ม) ไม่รู้จักหรอก เห็นบอกว่าจะบวชก็เลยทำบุญ
ให้ ยายทำบุญนะ (สงสัยคงจะเป็นเงินที่ทางรายการให้)
พิธีกร : ทำเถอะยาย ไม่ว่าอะไรหรอก

พิธีกร : ยายมีของแค่นี้เหรอ (หยิบกระเป๋าใบเล็กที่บรรจุ เสื้อผ้า หยูกยาที่จำเป็น บัตรประชาชน)
ยายยิ้ม : แค่นี้แหละเตรียมไว้ เวลาเจ็บป่วยขึ้นมา เอาไปใบเดียว คนอื่นจะได้ไม่ลำบากหา

พิธีกร : จะไม่เป็นการแช่งตัวเองหรือ
ยายยิ้ม : ยิ่งเจ็บ ยิ่งต้องพึ่งตัวเอง ยิ่งต้องเตรียมตัว

พิธีกร : เวลายายไปตัดไม้ไผ่ ทำฝายไม่เกินกำลังเหรอ เอาแรงมาจากไหน
ยายยิ้ม : หัวเราะเบาๆแล้วตอบว่า มันเกินกำลังอยู่แล้วล่ะ แต่ต้องมีความพยายามยายบอกวันนี้หมดแรง นอนพัก พรุ่งนี้แรงก็มาใหม่

พิธีกร : ยายยังขาดอะไรอีกในชีวิต
ยายยิ้ม : ยายยิ้มสมกับชื่อ แล้วตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ขาดความ ทุกข์

 

 ที่มา พลังจิต โพส โดย ๕๓๑๔๗๘๖

คอลัมน์ “อาหารสมอง”
กรุงเทพธุรกิจ
อังคาร 16 ก.พ. 2564
 
โควิดติดได้อีกทางจาก.......
 
 วรากรณ์ สามโกเศศ

ถึงแม้โลกจะมีความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้นแต่ก็ยังไม่ครบถ้วน    มีเรื่องการติดเชื้ออยู่ลักษณะหนึ่งที่ใกล้ตัวแต่อาจมองข้ามจนอาจตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งได้โดยไม่รู้ตัว    มาดูกันว่ามันเป็นมาอย่างไร และเราจะดูแลตัวเองกันอย่างไรให้ “อยู่ดี-อยู่รอด”  จากการระบาดครั้งนี้

เรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มาจากการได้ฟังการนำเสนอและจากการอ่านข้อเขียน     งานศึกษาของวิศวกรไทยกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจมาก      กลุ่มนี้มาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    ซึ่งประกอบด้วย ดร.กริชชาติ ว่องไวลิขิต     ดร. สุพจน์ เตชวรสินสกุล   ดร.พิสุทธิ์   เพียรมนกุล    ดร.ธวัชชัย ชรินพาณิชกุล  และ ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล   ท่านได้ร่วมกันเขียนบทความเรื่อง “การระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยละอองลอย และมาตรการควบคุมการระบาดเบื้องต้น”

เราทราบกันดีว่าเชื้อโควิดแพร่กระจายผ่านหยดละออง (droplets) ของสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ(น้ำมูก น้ำลายซึ่งมีเชื้อปนอยู่เนื่องจากคอ จมูก ตามีช่องถึงกันหมด)ด้วยการไอ  จาม    พูดคุย   ลมหายใจรดกัน ฯลฯ หยดละอองมีขนาด 60 ไมครอนถึง 2,000 ไมครอน    ระยะการกระจายตัวไม่เกิน 1-2 เมตร     ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้ใส่หน้ากากโดยมีระยะห่างคนอื่น 2 เมตร

ถึงแม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ในตอนแรกไม่แนะนำให้ใส่หน้ากาก และแนะนำเฉพาะเรื่องการระวังหยดละอองเท่านั้น    อย่างไรก็ดีญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ยืนยันความเสี่ยงในการติดโรคผ่านสิ่งที่เรียกว่าละอองลอย (aerosol) ซึ่งเป็นหยดเล็กมากๆที่มีกำเนิดจากหยดละอองโดยมีขนาดเล็กกว่า 60 ไมตรอน  มันมิได้มาจากการไอ   จาม  พูดคุยและหายใจรดกันเท่านั้น หากมาจากการระเหยของหยดละออง  ในตอนแรกมีการกระจายตัวมากกว่า 1.5 เมตร    และมีอันตรายเพราะมันสามารถลอยตัวอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานับชั่วโมง    สามารถสะสมได้ในห้องที่อากาศถ่ายเทไม่ดี    และสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้จากการสูดหายใจเข้าไปโดยตรง และผ่านอีกหนทางหนึ่งที่อาจถูกมองข้าม


หนทางนี้ก็คือการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ เช่นเฟอร์นิเจอร์  โต๊ะ   เก้าอี้    ก๊อกน้ำ   ที่จับเปิดปิดประตู   พื้น  ฯลฯ ที่ละอองลอยหล่นมาจับหลังจากผู้กระจายเชื้อได้ออกไปจากห้องนั้นนานแล้วหลายชั่วโมง    เมื่อสัมผัสแล้วก็เอามือไปโดนเยื่อจมูก (แคะจมูก    นิ้วถูไชในโพรงจมูก)   ถูลูกตา (น้ำตาเชื่อมต่อกับโพรงจมูกได้)   เชื้อก็จะส่งผ่านเข้าสู่ร่างกาย
เชื้อโควิดนั้นติดกันผ่านเซลล์เนื้อเยื่อในโพรงจมูกเป็นสำคัญเพราะรูปลักษณ์ของเชื้อสามารถล็อกกับเซลล์ของเยื่อในโพรงจมูกได้อย่างเหมาะเจาะ  

เชื้อนี้มิได้ติดกันจากการกินอาหารโดยตรงเหมือนอหิวาต์แต่จากการสัมผัสเชื้อที่ผสมอยู่ในอาหารหรือน้ำลายที่ติดอยู่ที่ช้อนเชื้ออาจซึมเข้าไปถึงเซลล์เนื้อเยื่อโพรงจมูกได้ผ่านเยื่อในปาก การล้างมือบ่อย ๆ หรือฆ่าเชื้อโรคด้วยเจลแอลกอฮอร์คือการฆ่าเชื้อที่อาจติดมือมาจากการสัมผัสผิวสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีละอองลอยหล่นลงมา หรืออาจติดสิ่งของหรือเสื้อผ้า     การห้ามเอามือจับใบหน้าหรือหน้ากากอนามัยก็เพราะอาจเผลอเอามือไปโดนเยื่อในจมูก หรือตา หรือปากได้

การแพร่กระจายของเชื้อผ่านละอองลอยได้รับการยอมรับโดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (EDDC) และสถาบัน Robert Koch ของเยอรมันนี     นักวิชาการกว่า 231 คนส่งจดหมายเปิดผนึกถึง WHO เกี่ยวกับการติดเชื้อผ่านละอองลอย   ในปัจจุบัน WHO ยอมรับความสำคัญของการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ผ่านละอองลอยแล้ว

วิศวกรกลุ่มนี้ของไทยศึกษาทฤษฎีและการจำลองสถานการณ์ พบความจริงหลายประการที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19    ขอสรุปอย่างไม่เป็นวิชาการเกินไปดังต่อไปนี้   (1)  ความเสี่ยงในการติดเชื้อขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ  (ก)  ขนาดของห้องและอัตราการถ่ายเทอากาศภายในห้อง     เนื่องจากละอองลอยนั้นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในห้องได้เป็นเวลานานห้องยิ่งเล็กและไม่มีการถ่ายเทอากาศยิ่งทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น   ในทางปฏิบัติควรมีการถ่ายเทอากาศ 3-5 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง  (ข) กิจกรรมภายในห้อง  ถ้ายิ่งมีการพูด ส่งเสียงที่ทำให้น้ำมูกน้ำลายกระเด็นออกมามาก หยดละอองและละอองลอยก็ยิ่งมีมาก ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น (ค)ระยะเวลาในการสัมผัส   ยิ่งอยู่นานเท่าใดความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเพียงนั้น


(2)  การใส่หน้ากากอนามัยทำให้สามารถสู้ละอองลอยได้แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่เพราะในพื้นที่ปิดที่ไม่มีการถ่ายเทอากาศเพียงพอ    ละอองลอยสามารถลอดผ่านหน้ากากได้โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างจมูกและหน้ากาก (มีคำแนะนำจากต่างประเทศว่าการใส่หน้ากาก 2 ชั้น   โดยชั้นในเป็นหน้ากากชนิดการแพทย์ และชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้าชนิดที่ได้การรับรองจะช่วยได้มากเพราะชั้นนอกจะช่วยทำให้หน้ากากชั้นในกระชับขึ้น)

(3)  ควรตรวจวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในห้องเพื่อดูว่ามีการถ่ายเทอากาศเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดโดยเฉพาะห้องประชุมและห้องเรียน  หากมีค่าคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า 800 ppm (parts per mllion) แสดงว่ามีการระบายอากาศที่ไม่ดี  มีโอกาสสูงในการแพร่กระจายเชื้อ  หากสูงกว่า 1,000 ppm ต้องจัดการอย่างรีบด่วน

(4)  ระบบแอร์รวมทำให้เกิดการสะสมของไวรัสในรูปของละอองลอยในอากาศเพราะไม่ได้เป็นการระบายอากาศสู่ภายนอก หากวนเวียนอยู่   จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ระบบแอร์รวมหากไม่จำเป็น  หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรติดแผ่นกรองอากาศที่มีระบบฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตราไวโอเลต หรือระบบที่มีตัวกรองอากาศประสิทธิภาพสูงร่วมอยู่ด้วย
(5) การจัดกิจกรรมในพื้นที่เปิดโล่ง หรือกลางแจ้งสามารถตัดความกังวลเรื่องการถ่ายเทของอากาศไปได้   สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อทั้งจากละอองฝอยและละอองลอยจากการใส่หน้าการตลอดเวลาโดยเว้นระยะห่าง 2 เมตร

(6)ในการป้องกันโควิด-19 ในรูปละอองลอยสำหรับร้านอาหารและพื้นที่ปิดอื่น ๆ ควรมีอัตราการระบายอากาศอย่างน้อย 5 เท่าของปริมาตรห้องในหนึ่งชั่วโมงโดยการเปิดหน้าต่างและประตูเป็นระยะ หรือใช้พัดลมร่วมและควรติดตั้งเครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซด์  หากสูงกว่า 800 ppm ควรแก้ไขด้วยการลดจำนวนผู้ใช้ห้องหรือเพิ่มการระบายอากาศ


การทราบอันตรายจากละอองลอยในลักษณะต่าง ๆ ทำให้เราสามารถจัดการกับตนเองให้มีโอกาสในการติดเชื้อน้อยที่สุดได้ผู้เขียนคิดว่าโรงพยาบาลเป็นสถานที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด   หากมีผู้ติดเชื้อหลุดเข้าไปอยู่ในจำนวนคนไข้มากมายสักหนึ่งคน ภายใต้ระบบแอร์รวมและระบบการระบายอากาศที่เกือบทั้งหมดยังไม่สามารถปรับได้ทันโควิด-19    จะมีละอองลอยมากเพียงใดและจับอยู่พื้นที่ผิวต่าง ๆกว้างขวางเพียงใด
ลิฟต์เป็นอีกสถานที่น่าจะอันตรายที่สุดหากใช้โดยไม่ใส่หน้ากากที่มีประสิทธิภาพ


ก่อนจับหรือสัมผัสสิ่งใดให้นึกถึงละอองลอยไว้เสมออย่างไม่ใจลอยเพราะคุณภาพชีวิตของเราอาจหลุดลอยไปได้อย่างไม่ยากเลย
............................................

17 ก.พ.2564 -  นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ด่วนมาก ประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดรอบ 2 ได้แล้ว!!! เมื่อวานมีผู้ป่วย เพียง 72 คน เหลือผู้ป่วยสะสมรักษาอยู่เพียง1,141คน ถ้ามุ่งมั่นรักษาให้ถูกวิธีก็จะหายหมดในเวลาไม่เกิน3-7วัน จึงต้องเร่งนำประเทศเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และไม่สามารถปล่อยให้ประเทศไทยเกิดสภาพบ้านร้างเมืองร้างขึ้นในหลายพื้นที่ทุกภูมิภาคได้อีกต่อไปแล้ว

โดย

1.ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คืนอำนาจให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงโดยด่วน และใช้กฎหมายปกติ ในการควบคุมดูแลการแพร่ระบาดแทน

2.แนะนำวิธีป้องกันตัว ไม่ให้ติดเชื้อเป็นการทั่วไปและยกเลิกมาตรการบังคับทั้งหมด

3.ให้สภากาชาดไทยโรงพยาบาลเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนมาใช้ได้โดยให้ อย.สนับสนุน รีบรับรองโดยถือมาตรฐานเดียวกันกับที่พิจารณารายที่ผ่าน! ยกเลิกความคิดผูกขาดกับชีวิตของประชาชนได้แล้ว

4.รีบเปิดประเทศแต่ยังคงให้มีการกัดตรวจ ที่มีประสิทธิภาพขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่ติดเชื้อพยายามให้ไปพักในต่างจังหวัดๆละ 10,000คน โดยเร็วที่สุด และ

5.รีบเยียวยา ชดใช้ความเสียหายให้แก่ภาคเอกชนทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามกฎหมายฉุกเฉินมาตรา 16-18 เพราะผู้ประกอบการยังไม่เคยได้รับการเยียวยาชดใช้เลย

 

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/main/detail/93308

Feb 14, 2020 ด่วน! เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลายพันธุ์จากแอฟริกาใต้มาถึงประเทศไทย

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2664 ตรวจพบผู้ป่วยโรคระบาดโควิด-19 กลายพันธุ์เหมือนอย่างที่พบใน ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่วนับเป็นผู้ป่วยโรคระบาดโควิด-19 กลายพันธุ์รายเเรกของประเทศไทย ผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นคนไทยซึ่งเดินทางมาจากประเทศเเทนซาเนีย มีอายุ 41 ปี ผู้ป่วยชายคนนี้เดินทางกลับมาจากประเทศแทนซาเนีย เมื่อ 29 มกราคม 2564 โดยมีโรคประจำตัว คือโรคหอบหืด ความดันโลหิตสูง และมีน้ำหนักตัวมากเกินไปจากการตรวจสอบเชิงลึก พบว่าผู้ป่วยชายคนไทยวัย 41 ปี คนดังกล่าวเดินทางไปรับซื้อพลอยที่ประเทศแทนซาเนีย เป็นเวลานาน 2 เดือน ระหว่างที่อยู่ในประเทศแทนซาเนีย ผู้ป่วยรายนี้ได้เข้าร่วมงานเลี้ยง โดยผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย เนื่องจากว่าไม่มีเคสผู้ป่วยในประเทศแทนซาเนีย

สำหรับไทม์ไลน์ของผู้ป่วยมีดังนี้

29 มกราคม: ผู้ป่วยคนไทยรายนี้เดินทางจากประเทศแทนซาเนีย โดยมาต่อเครื่องบินที่ประเทศเอธิโอเปีย จากนั้นเดินทางถึงเมืองไทย ทำการคัดกรองอาการป่วย ณ ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ สนามบินสุวรรณภูมิ พบว่าไม่มีไข้และอาการป่วย จึงเดินทางไปกักตัวใน State Quarantine

3 กุมภาพันธ์: ทำการเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 ครั้งที่ 1 พบผลเลือดเป็นบวก

4 กุมภาพันธ์: ถูกส่งตัวไปรับการรักษาที่ รพ.ของรัฐ โดยผู้ป่วยให้ประวัติว่ามีไข้ต่ำๆ ไอ รับไว้รักษาในห้องแยก

5 กุมภาพันธ์: ทีมสอบสวนโรคส่งตัวอย่างผลตรวจ โดยระบุสายพันธุ์ของโควิด-19 เนื่องจากผู้เดินทางมาจากทวีปแอฟริกา เพื่อเฝ้าระวังสายพันธุ์ใหม่ ณ ศูนย์วิทยศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย (EID-TRC)

12 กุมภาพันธ์: ผลการตรวจสายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 (Whole Genome Sequencing)โดยศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย (EID-TRC) พบเป็นโรคระบาดโควิด-19 กลายพันธุ์ของแอฟริกาใต้ South African Variant (98.64% coverage)

13 กุมภาพันธ์: ทีมสอบสวนโรคในพื้นที่และกรมควบคุมโรค ลงประเมินการสัมผัสผู้ป่วยของเจ้าหน้าที่ ณ State Quarantine และ โรงพยาบาล พบว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจกรรมอย่างรัดกุม ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจ PCR ในเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งเจ้าหน้าที่ใน State Quarantine รวม 41 ราย (โรงพยาบาล 31 ราย State Quarantine 10 ราย) ให้ผลเป็นลบทั้งหมด

โรคระบาดโควิด-19 กลายพันธุ์จากประเทศแอฟริกาใต้ ได้หลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจจากทั่วโลก โดยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประเทศแอฟริกาใต้ นาย Zweli Mkhize เปิดเผยว่า มีคำสั่งยุติโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดโควิด-19 ด้วยวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทแอสตร้าเซเนก้าและมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดในประเทศแอฟริกาใต้ (วัคซีนดังกล่าวนั้น ประเทศไทยสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวน 2 ล้านโดสเพื่อฉีดให้กับประชาชนด้วย) สาเหตุจากผลการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับอาสาสมัครที่รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลายพันธ์ุของแอฟริกาใต้ในกลุ่มที่แสดงอาการป่วยของโรคปานกลาง

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข แอฟริกาใต้ กล่าวต่อไปว่ารัฐบาลจะรอคำแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยโรคระบาดโควิด-19 กลายพันธุ์ที่มีรหัสพันธุกรรม 501Y.V2 ซึ่งเป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่พบในแอฟริกาใต้ และถูกพบในต่างประเทศมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบฉีดวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทแอสตร้าเซเนก้าและมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด เทียบกับการฉีดวัคซีนหลอกในกลุ่มอาสาสมัครรับการทดลองในแอฟริกาใต้ พบว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของที่ผลิตโดยบริษัทแอสตร้าเซเนก้าและมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด มีผลป้องกันเหลือเพียง 22% ในกลุ่มที่มีอาการป่วยปานกลางหรือป่วยเบาบาง ซึ่งถือได้ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกัน และลดการแพร่กระจายเชื้อต่ำมาก เมื่อเทียบกับเกณฑ์การพิจารณาว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ต้องมีประสิทธิภาพตั้งแต่ 50% ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม วัคซีนดังกล่าวไม่ได้ถูกประเมินถึงความสามารถในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากการทดสอบอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งไม่ได้พิจารณาว่าเป็นกลุ่มที่มีอาการป่วยรุนแรง

ทั้งนี้ รัฐบาลแอฟริกาใต้ ประกาศว่ามีความจำเป็นต้องขายวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าไปให้ประเทศอื่นๆที่สนใจอยากนำไปฉีดให้กับประชาชน หากประเทศใดสนใจที่จะรับวัคซีนป้องกันโรคระบาดโควิด-19 แอสตร้าเซเนก้า จำนวน 1 ล้านโดส สามารถติดต่อกับรัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ทันที

#ไทย #แอฟริกาใต้ #ไวรัสกลายพันธุ์ #โควิด19กลายพันธุ์ #วัคซีน #แอสตร้าเซเนก้า #โควิด19 #covid19 #BTimes