■ใครที่มีเพื่อนรัก! ก็ช่วยส่งกันต่อๆไปนะ ความรู้ใหม่..โภชนาการบำบัดโรค

♥️1.ดื่มน้ำร้อนปลอด
ทุกโรค

♥️2.กินไข่ลวกวันละ
สองฟอง ใส่พริกไทยดำตำเองหนึ่งช้อนชาจะห่างไกลจากอัลไซเมอร์ไม่ต้องไปหาหมอ

♥️3.หยุดกินน้ำตาล
ทราย เพราะเป็นสาเหตุก่อให้
เกิดโรคต่างๆ

♥️4.กินทุเรียน ช่วยรักษาโรคมะเร็ง และแก่ช้า

♥️5.กินแตงโม ช่วยแก้เลือดอุดตัน ลิ่มเลือด และช่วยบำรุงเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย จะทำให้สมถรรพภาพทางเพศแข็งแรง

♥️6.สตรีกินสับปะรด ช่วยกระช้บช่องคลอด

♥️7.กินกล้วยไข่ ช่วยบำรุง ตับ ไต ผิว ตา กระดูก (เหมาะสำหรับคนทำงานหน้าคอมส์) ทำให้หน้าอกโตด้วย

♥️8.กล้วยน้ำว้านำไป
เผาทั้งเปลือก ช่วยรักษา ปวดหัว ตัวร้อน และเบาหวาน

♥️9.กล้วยหอม เด็กถ้ากินช่วยให้ความ
จำดีและสตรีวัยทองช่วยปรับฮอร์โมนให้กินกับ
น้ำมะพร้าวอ่อนจะดีมาก ช่วยรักษาโรคฮันจิสัน (สตรีถ้ากินมากจะเซ็กส์จัดนะ)

♥️10.น้ำมันมะพร้าว
สกัดเย็น ใช้กินและนวดหน้า นวดร่างกายทำให้ดูอ่อนกว่าวัย รักษา ฝ้า กระ ดีมาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตั้งต้นของเครื่องสำอางค์ทุกชนิด

♥️11.กินน้ำมันหมูดีที่
สุดเพราะซ่อมสร้างเนื้อ
เยื่อได้ ที่เหลือขับทิ้งได้
ไม่เหมือนน้ำมันพืชที่
ผ่านกรรมวิธีมีสารเคมี
ตกค้างมากมายมีอัน
ตรายต่อสุขภาพระยะ
ยาวแน่นอน

♥️12.กินหอมแดง,หอมใหญ่,กระเทียมและ ตามด้วยมะนาวฝานบางๆทั้งเปลือก2-3ชิ้นเพื่อ
ดับกลิ่นเพื่อลดไขมันตัวร้ายในหลอดเลือดดีกว่ากินยาลดไขมันซึ่งมีผล
ข้างเคียงที่อันตรายมาก
▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️
★ส่งต่อเป็นวิทยาทาน
นะครับ
■ใครคือเพื่อน18คน ที่คุณจะไม่สามารถลืม
ได้เลยในชีวิต ส่งให้แค่18 คนนั้น แล้วคอยดูว่าคุณเองได้กลับมาเท่าไหร่. เริ่มส่งได้แค่18คนนะ! อย่าลืมส่งให้เพื่อนคน
พิเศษของคุณ (รวมถึงส่งกลับมาให้ข้าพเจ้าด้วยถ้าข้าพเจ้าเป็นคนพิเศษ) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่ารัก
มากๆ เลยนะ ถ้าคุณหรือกลุ่มได้รับ
กลับมาอย่างน้อย 5คน ลองดูเลย

 

 
คนไทยตายเพราะเศรษฐกิจ หรือเพราะติดเชื้อโควิด-19
 
ปัจจุบันการเดินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยยังอิหลักอิเหลื่อระหว่างขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปิดน่านฟ้าให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ควบคู่กับการเท่าทันการรับมือการติดโควิดภายในประเทศ

สถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในขณะนี้ต้องยอมรับว่ายังมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยในช่วงที่เหลือของปีนี้ เป็นผลจากสถานการณ์การระบาดของโควิดในระดับโลกยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โควิดในไทยจะคลี่คลายในระดับที่หลายฝ่ายพอใจ หลังไม่พบการติดเชื้อโควิดในไทยมาเป็นเวลานานร้อยวัน แม้วันที่หนึ่งร้อยหนึ่งจะพบการติดเชื้อในประเทศไทย แต่ก็ยังไม่พบการกระจายเชื้อในวงกว้าง ทว่าผู้คนก็ยังไม่วายวิตกต่อการระบาดของโควิดระลอกสอง

ทำให้ในปัจจุบันการเดินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยจึงยัง “อิหลักอิเหลื่อ” ระหว่างการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการ “เปิดน่านฟ้า” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ มาเป็นอีกฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สามารถผลักดันรายได้ราว 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

ที่ผ่านมารัฐบาลยังถูกแรงกดดันอย่างหนักจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ที่ต่างออกแรงหนุนให้รัฐตัดสินใจเปิดน่านฟ้า สะท้อนถึงภาวะเกินจะทนไหวของคนในอุตสาหกรรมนี้ จนเกิดหลายประโยคเด็ด อาทิ วิลเลี่ยม อี.ไฮเน็ค ประธานกรรมการบมจ.ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เมื่อครั้งโควิดระบาดในไทยใหม่ๆ เคยออกมาหนุนให้รัฐบาลใช้ยาแรง “เจ็บ” เพื่อจบปัญหา มาในเวลานี้เขามองว่า รัฐจำเป็นต้องเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เร็วที่สุด เพราะแม้ไทยจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการเปิดประเทศ แต่ถ้ายังคงยืนยันปิดประเทศต่อไป คนทั้งประเทศจะตายจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ มากว่าการระบาดของเชื้อโควิด

ล่าสุด วิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ยังออกมาประเมินว่า หากรัฐไม่เร่งตัดสินใจเปิดน่านฟ้าในไตรมาสสี่ปีนี้ จะได้เห็นการถูกเลิกจ้างแรงงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านคน หรือกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ที่มีอยู่ 4 ล้านคน ขณะที่ ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวไว้ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ว่า สิ่งหนึ่งที่ยังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เชื้อไวรัส แต่เป็นความกังวลของผู้คน ส่งผลให้คนยังระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย

ดังนั้นเราเห็นว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังทรุดตัว จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องอัดมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และฟื้นฟูประเทศ ไปพร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐว่าจะรับมือโรคระบาดได้ การออกมาแสดงความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขวานนี้ (14 ก.ย.) ในการรับมือสถานการณ์โควิด จึงนับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่เหลือก็อยู่ที่รัฐบาลจะต้อง “หาหนทาง” การเปิดประเทศ เปิดน่านฟ้า ภายใต้กติกาด้านสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานโลก เพื่อให้ธุรกิจ เศรษฐกิจได้หายใจหายคอ ลดการเลิกจ้าง ขณะเดียวกันก็ต้อง “เท่าทัน” กับการรับมือการติดเชื้อโควิดภายในประเทศ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ต้องสกัดไม่ให้ระบาดในวงกว้าง เรียนรู้อยู่กับโควิด ว่าเราปิดประเทศไม่ได้แล้ว

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/897816?ant=

Covid 19 บาดแผลที่เหลือไว้ให้ชาวโลก ความโหดร้ายของ Covid 19 ภาคสอง
โดย นายแพทย์ ยงค์ศักดิ์ เลียงอุดม 10/09/2020

8 เดือนหลังจากที่ Covid 19 ระบาดมีคนเสียชีวิตทั่วโลกแล้วกว่า 900,000 คน ในบรรดาคนป่วย 27ล้านคนที่รอดชีวิตจาก Covid 19 คนเหล่านี้ยังต้องผจญกับปัณหาทางสุขภาพในระบบต่างๆของร่างกาย อันเป็นผลพวงจากความเสียหายที่ Covid 19 ได้กระทำไว้

คนที่ติดเชื้อ Covid 19 เคยคิดกันว่าจะมีอยู่สองชนิด คือกลุ่มที่มีอาการมากต้องอยู่โรงพยาบาล และอีกกลุ่มมีอาการน้อย หรือไม่มีอาการ

จากการติดตามคนไข้จำนวนมากในยุโรปและอเมริกาพบว่ามีคนป่วยในกลุ่มที่สาม ส่วนใหญ่ไม่ได้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล มีอาการนานถึง 16 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น คนป่วยเหล่านี้เรียกว่ากลุ่ม long Covid หรือ long hauler

การศึกษาจาก US, UK และ Sweden จากคนนับล้านคน จาก Covid Symtom study group โดยวิธีใช่ app ตรวจสอบอาการ พบว่ามี 10-15% ที่มีอาการระยะยาว

จากการศึกษาใน 13 รัฐของอเมริกา 35% ของคนที่ test positive สำหรับ Covid 19 ยังมีอาการ เมื่อทำการสัมภาษณ์ 2-3 อาทิตย์ต่อมา

ในอังกฤษ ที่King college ได้ใช้ app : Covid symtom study ศึกษาติดตามคนที่เคยติดเชื้อ Covid 19 พบว่าจำนวนคนป่วย 300,000 คน ยังคงมีอาการมากกว่าหนึ่งเดือน

และพบว่า 60,000 คนมีอาการ long Covid ที่มากกว่า 3 เดือน มีอาการตั้งแต่เล็กๆน้อยๆ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก จนถึงปัณหาที่มากขึ้นเช่นต้องนั่งรถเข็น wheel chair

เชื้อ Covid 19 เข้าไปทำร้ายอวัยวะระบบต่างๆในร่างกาย และทิ้งความเสียหายไว้ ถึงแม้มันจะถูกขจัดไปแล้ว

ระบบหายใจ
คนไข้ส่วนหนึ่งหลังออกจากโรงพยาบาลแล้วยังมีปัณหา หายใจไม่เต็มอิ่ม เนื่องจากเนื้อปอดถูกทำลาย เหนื่อยง่าย บางคนต้องใช้ออกซิเจนกระป่องตลอดเวลา จากการศึกษาของ Mayo clinic ทำ CT scan ในกลุ่มคนที่ไม่มีอาการ พบว่าเนื้อปอดมีร่องรอยการถูกทำลาย มี scar ในเนื้อปอด

ระบบประสาท
คนไข้ส่วนหนึ่งหลังจากออกจากโรงพยาบาล ต้องพิการจาก stroke เป็นอัมพาตจากการที่ Covid ทำให้เส้นเลือดที่ไปที่สมองอุดตัน ปกติ stroke จะเกิดในคนอายุมากเฉลี่ย 70 ปีขึ้นไป แต่ Covid 19 ทำให้เกิด stroke ในคนอายุ 40-50 ปี

ในการศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Lancet ได้ทำ MRI ของสมองของคนที่ตรวจพบ positive test for Covid 19 จำนวน 60 คน พบว่าเนื้อสมองมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับคนปกติเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน อันเป็นสาเหตุให้ความจำเสื่อม เสียสมาธิง่าย บางครั้งสับสน

คนไข้จำนวนหนึ่งจะสูญเสียระบบประสาทการรับรสและการดมกลิ่นอย่างถาวร

ระบบหัวใจ
ไวรัส Covid 19 จะทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้การสูบฉีดโลหิตของหัวใจสูญเสียคุณภาพไป การศึกษาในเยอรมัน คนไข้ 78คน จาก 100 คนมีหัวใจที่ผิดปกติ การศึกษาที่ Wuhan ศึกษาในคนไข้ 416 คนที่เคยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 20% มีกล้ามเนื้อหัวใจที่ผิดปกติ

ระบบการทำงานของไต
พบว่า COVID-19 ทำให้คนไข้ส่วนหนึ่งมีไตวายเรื้อรัง ทำให้คนป่วยต้องมาล้างไตอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากเนื้อไตถูกทำลายจากไวรัส หรือไวรัสทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดเล็กๆที่มาเลี้ยงไต

ระบบทางเดินอาหาร
จากการศึกษาของ university of Hong Kong พบว่าจะยังพบเชื้อ Covid 19 ในอุจจาระ หลังจากอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจหายดีขึ้นแล้ว จากจำนวนคนไข้ 7 คนใน 15 คน โดยคนไข้เหล่านี้ไม่มีอาการทางระบบทางเดินอาหารเลย และ ไวรัส Covid 19 จะทำให้รบกวน bacteria ดี ที่มีอยู่ในระบบทางเดินอาหาร

ปัณหาของคนที่ป่วยจาก Covid 19 ไม่เหมือนกับป่วยเป็นโรคหวัด ส่วนหนึ่งจะมีปัณหาระยะยาว และมี disables มีความพิการ และไม่สามารถกลับมาทำงานตามปกติ ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าการปล่อยให้มีภูมิคุ้มกันแบบ herd immunity จะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะถ้าปล่อยให้คนติดเชื้อ ไม่ป่วย ไม่ตาย แต่อาจมีปัณหาระยะยาวตามมา แม้แต่ในคนหนุ่มสาว

คนป่วย long Covid เหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการรักษาต่อเนื่อง ในอังกฤษมีปัณหาจากระบบสาธารณสุขและแพทย์ที่อ่อนล้า ทำให้มีปัณหาที่จะดูแลคนป่วยเหล่านี้ แพทย์ส่วนหนึ่งที่ติดเชื้อ Covid 19 ก็เป็น long Covid ไม่สามารถกลับไปทำงานได้

ปัณหาการ lockdowns เป็นเวลานาน เด็กๆไม่ได้ไปโรงเรียน สามในสี่ของเด็กอังกฤษเริ่มมีปัณหาทางจิตใจวิตกกังวล และหนึ่งในสี่ของพ่อแม่ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร ในการสำรวจเด็กอายุ 5- 18 ปีที่อังกฤษ 4ใน 10 ของเด็กรู้สึกโดดเดี่ยว

เมื่อการระบาดสิ้นสุดลง คงจะมีคนป่วยเป็น long Covid และปัณหาทางจิตใจนับล้านคน เหลือเป็นภาระให้ระบบสาธารณสุขทั่วโลก นี้คือความโหดร้ายต่อมนุษยชาติที่ Covid 19 ได้กระทำไว้ ยังไม่นับถึงการทำลายเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนที่ไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมได้

แต่ในประวัติศาสตร์หลังวิกฤตและการทำร้ายล้างครั้งใหญ่ จะมีการฟื้นตัวและพลิกโฉมของโลก อย่างเช่นที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักเศรษฐศาสตร์ผู้ปราชญ์เปรื่องได้ทำนายไว้ว่าเศรษฐกิจในปี 2021 จะกลับมา bloom รุ่งเรืองเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

Hope is the good thing, hope is the best thing in the time like this

เรียบเรียงและความเห็น โดย พลอากาศตรี นายแพทย์ ยงค์ศักดิ์ เลียงอุดม
ผู้อำนวยการ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ
เป็นความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับองค์กร

วันที่ 10 ก.ย. 2563 หัวหน้าทีมกฎหมายของ Sinopharm Group Co., Ltd 国药集团 บริษัทยาชั้นนำของจีน โจวซ่ง 周颂 เปิดเผยข้อมูลแก่สื่อจีนอย่างเป็นทางการว่า ณ ตอนนี้วัคซีน Covid19 ที่อยู่ในขั้นการทดลองทางคลินิก(Clinical Trial)ในจีนมีอยู่ 3 สูตรด้วยกัน ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นสูตรยาของทาง Sinopharm โดยได้มีการเร่งฉีดวัคซีนดังกล่าวให้แก่กลุ่มตัวอย่างไปแล้วกว่า 100,000 ราย

ซึ่งจากการติดตามผล ไม่มีรายงานผลข้างเคียง รวมถึงไม่ได้รับรายงานว่าผู้ที่ฉีดไปแล้วมีการติดเชื้อ Covid19 แม้ผู้ได้รับการฉีดไปอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงสูง(ในต่างแดน) โดยวัคซีนดังกล่าวของ Sinopharm Group ถือเป็นวัคซีน Covid19 ตัวที่ฉีดให้มนุษย์มากที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ และกำลังอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ที่ต่างประเทศ

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับฉีดวัคซีนกว่า 100,000 รายนี้ มีกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงราว 10,000 รายที่เป็นผู้มีโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสโดยตรง ได้แก่ บุคลากรแพทย์ในจีนและต่างแดน เจ้าหน้าที่ทางการทูตรวมทั้ง Expat ในต่างแดน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน One Belt One Road ตามประเทศต่างๆ ซึ่งก็มีการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยงสูงมาหลายเดือนแล้ว(ในข่าวไม่ระบุชัดกี่เดือน)

โดยหลังจากฉีดวัคซีนจะมีการติตดามผลกลุ่มตัวอย่างอย่างใกล้ชิด พบว่า กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่มีการฉีดวัคซีนไม่มีการพบว่าติดเชื้อ Covid19 ขณะที่กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีการพบว่าติดเชื้อจากพื้นที่ โดยผลการศึกษาเปรียบเทียบในหลายๆประเทศต่างให้ผลที่ตรงกัน ...แม้ว่ากลุ่มเสี่ยงที่ฉีดวัคซีนแล้วจะอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อหลักแสนคนขึ้นไป ก็ไม่มีการพบว่าติดเชื้อแต่อย่างใด นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า วัคซีน Covid19 ของจีนใช้ได้ผลจริง

ด้านรองประธาน Sinopharm Group จางอวิ๋นเทา 张云涛 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วัคซีน Covid19 ที่ผลิตจากการทำ Clinical Trial ทั้งระยะ 1 และ 2 ส่งเสริมให้ผุ้ที่ได้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่เป็นกลาง (Neutralizing Antibody) ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่สูงในวงการการแพทย์สากล ซึ่งทางทีม Sinopharm Group ก็จะเก็บข้อมูลและสังเกตการณ์ในการทำ Clinical Trial ระยะที่ 3 จากกลุ่มตัวอย่างในต่างประเทศต่อไป

**อย่างไรก็ดี ณ ขณะนี้มีการคาดการณ์ว่า วัคซีน Covid19 (ไม่ว่าจะสูตรของประเทศไหน)เป็นที่ต้องการทั่วโลกขั้นต่ำที่ราว 500 ล้านหลอด

เพิ่มเติม : Sinopharm Group Co. , Ltd. เป็น บริษัทผลิตยาชั้นนำของจีน โดยบริษัทแม่ของ Sinopharm Group คือ Sinopharm Industrial Investment ซึ่งเป็น บริษัทร่วมทุน 51-49 ระหว่างรัฐวิสาหกิจ China National Pharmaceutical Group และ Fosun Pharmaceutical ซึ่งเป็นกิจการพลเรือน

แปลและเรียบเรียงจาก weibo 澎湃新闻 The Paper News
https://m.weibo.cn/5044281310/4547871251106043

 

วิจัยล่าสุดไขคำตอบหน้ากากอนามัยชนิดใดป้องกัน โควิด-19 ได้ยอดแย่ - ยอดเยี่ยม

 

ล่าสุดคณะนักวิจัยได้ทำการประเมินประสิทธิภาพของหน้ากากอนามัย 14 แบบ ไขคำตอบชนิดใดป้องกัน โควิด-19 ได้ยอดแย่ - ยอดเยี่ยม

การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ไซแอนซ์ แอดวานซ์ (Science Advances) เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยได้ทำการประเมินประสิทธิภาพของหน้ากากอนามัยหลายชนิด ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) และพบว่า ปลอกคอ มีประสิทธิภาพป้องกันโรคโควิด-19 ต่ำที่สุด ขณะที่หน้ากาก เอ็น95 (N95) หน้ากากอนามัย และ หน้ากากผ้าโฮมเมด เป็นตัวเลือกการป้องกันที่ดีกว่า

หลายประเทศได้ออกคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ดี ปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์หน้ากากอนามัยทั่วโลก ทำให้ผู้คนส่วนมากจำเป็นต้องเลือกใช้หน้ากากโฮมเมด หรือหน้ากากทางเลือก เพื่อดูแลปกป้องตนเอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ทำการทดลองเพื่อตรวจสอบการทำงานของหน้ากากรูปแบบต่างๆ ที่จะลดทอนการแพร่ของละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายระหว่างการพูดคุยแบบปกติ ด้วยการติดตั้งแสงเลเซอร์ไว้ในกล่องมืด เพื่อส่องดูละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายของผู้พูด เมื่อพวกเขาพูดคุยผ่านรูในกล่อง ขณะกล้องที่ติดไว้อีกด้านหนึ่งจะคอยบันทึกวิดีโอของละอองที่ลอยผ่านไปพร้อมกัน

 

การทดลองดังกล่าวทดสอบหน้ากากอนามัยทั่วไป จำนวน 14 แบบ และใช้ระบบอัลกอริทึมบนคอมพิวเตอร์นับจำนวนอนุภาคของละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายจากวิดีโอ ซึ่งได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้

ปลอกคอ ซึ่งเป็นที่นิยมของนักวิ่งกลางแจ้ง มีประสิทธิภาพการป้องกันต่ำที่สุดในการทดลอง เนื่องจากพวกมันก่อให้เกิดอนุภาคมากกว่าเวลาที่ผู้คนพูดคุยโดยไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย

หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย มาร์ติน ฟิชเชอร์ กล่าวว่า สาเหตุหลักอาจเป็นเพราะสิ่งทอของ ปลอกคอ ทำให้อนุภาคขนาดใหญ่แตกตัวออกเป็นขนาดเล็ก ซึ่งมีแนวโน้มลอยไปในอากาศได้ง่ายและเป็นระยะเวลานานกว่า ดังนั้น การสวม ปลอกคอ จึงอาจสร้างผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ได้

 

การศึกษาระบุเพิ่มเติมว่า ผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้า และหน้ากากไหมพรมขนแกะแบบเต็ม ให้การปกป้องได้น้อยมาก ส่วนหน้ากาก เอ็น95 เป็นตัวเลือกการป้องกันที่ดีที่สุด ขณะที่หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งซึ่งวัสดุทำมาจากพลาสติก จัดเป็นตัวเลือกดีที่สุดอันดับสอง

 

นอกจากนั้น การศึกษาเผยว่า หน้ากากที่ทำจากผ้าฝ้ายสองชั้นและวัสดุสังเคราะห์หนึ่งชั้น เป็นตัวเลือกดีที่สุดอันดับสาม และสามารถกำจัดละอองส่วนใหญ่ได้ พร้อมแนะนำว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไปคือการสวมหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง หรือหน้ากากผ้าฝ้ายทำมือที่มีหลายชั้น

 
 

โควิด-19, หน้ากากอนามัย

 

(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้หญิงซื้อหน้ากากอนามัยในช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ในเมืองอครตละของอินเดีย วันที่ 29 ส.ค. 2020)

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.komchadluek.net/news/foreign/443137?adz=

 

วันที่ 10 ก.ย. 2563 หัวหน้าทีมกฎหมายของ Sinopharm Group Co., Ltd 国药集团 บริษัทยาชั้นนำของจีน    ที่อยู่ในขั้นการทดลองทางคลินิก(Clinical Trial)ในจีนมีอยู่ 3 สูตรด้วยกัน ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นสูตรยาของทาง Sinopharm โดยได้มีการเร่งฉีดวัคซีนดังกล่าวให้แก่กลุ่มตัวอย่างไปแล้วกว่า 100,000 ราย

ซึ่งจากการติดตามผล ไม่มีรายงานผลข้างเคียง รวมถึงไม่ได้รับรายงานว่าผู้ที่ฉีดไปแล้วมีการติดเชื้อ Covid19 แม้ผู้ได้รับการฉีดไปอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงสูง(ในต่างแดน) โดยวัคซีนดังกล่าวของ Sinopharm Group ถือเป็นวัคซีน Covid19 ตัวที่ฉีดให้มนุษย์มากที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ และกำลังอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ที่ต่างประเทศ

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับฉีดวัคซีนกว่า 100,000 รายนี้ มีกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงราว 10,000 รายที่เป็นผู้มีโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสโดยตรง ได้แก่ บุคลากรแพทย์ในจีนและต่างแดน เจ้าหน้าที่ทางการทูตรวมทั้ง Expat ในต่างแดน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน One Belt One Road ตามประเทศต่างๆ ซึ่งก็มีการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยงสูงมาหลายเดือนแล้ว(ในข่าวไม่ระบุชัดกี่เดือน)

โดยหลังจากฉีดวัคซีนจะมีการติตดามผลกลุ่มตัวอย่างอย่างใกล้ชิด พบว่า กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่มีการฉีดวัคซีนไม่มีการพบว่าติดเชื้อ Covid19 ขณะที่กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีการพบว่าติดเชื้อจากพื้นที่ โดยผลการศึกษาเปรียบเทียบในหลายๆประเทศต่างให้ผลที่ตรงกัน ...แม้ว่ากลุ่มเสี่ยงที่ฉีดวัคซีนแล้วจะอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อหลักแสนคนขึ้นไป ก็ไม่มีการพบว่าติดเชื้อแต่อย่างใด นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า วัคซีน Covid19 ของจีนใช้ได้ผลจริง

ด้านรองประธาน Sinopharm Group จางอวิ๋นเทา 张云涛 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วัคซีน Covid19 ที่ผลิตจากการทำ Clinical Trial ทั้งระยะ 1 และ 2 ส่งเสริมให้ผุ้ที่ได้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่เป็นกลาง (Neutralizing Antibody) ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่สูงในวงการการแพทย์สากล ซึ่งทางทีม Sinopharm Group ก็จะเก็บข้อมูลและสังเกตการณ์ในการทำ Clinical Trial ระยะที่ 3 จากกลุ่มตัวอย่างในต่างประเทศต่อไป

**อย่างไรก็ดี ณ ขณะนี้มีการคาดการณ์ว่า วัคซีน Covid19 (ไม่ว่าจะสูตรของประเทศไหน)เป็นที่ต้องการทั่วโลกขั้นต่ำที่ราว 500 ล้านหลอด

เพิ่มเติม : Sinopharm Group Co. , Ltd. เป็น บริษัทผลิตยาชั้นนำของจีน โดยบริษัทแม่ของ Sinopharm Group คือ Sinopharm Industrial Investment ซึ่งเป็น บริษัทร่วมทุน 51-49 ระหว่างรัฐวิสาหกิจ China National Pharmaceutical Group และ Fosun Pharmaceutical ซึ่งเป็นกิจการพลเรือน

แปลและเรียบเรียงจาก weibo 澎湃新闻 The Paper News
https://m.weibo.cn/5044281310/4547871251106043

‘เมียนมา’ ประกาศล็อกดาวน์ 'ย่างกุ้ง'
 
"รัฐบาลเมียนมา" ประกาศล็อกดาวน์ย่างกุ้ง ระงับบริการเที่ยวบินพาณิชย์ทุกเส้นทางในประเทศ ไปจนถึง 1 ต.ค.นี้

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) หรือศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่น่าสนใจในต่างประเทศว่า รัฐบาลเมียนมาประกาศอย่างเป็นทางการ ไม่อนุญาตการเดินทางออกจากเมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ และการระงับบริการเที่ยวบินพาณิชย์ ทุกเส้นทางภายในประเทศ จนถึงวันที่ 1 ต.ค.นี้ “เป็นอย่างน้อย”

นางออง ซาน ซูจี ผู้นํารัฐบาลพลเรือนเมียนมา แถลงผ่าน สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ว่าเธอรับทราบเสียงวิจารณ์ของประชาชน ว่า ข้อกําหนดหลายอย่างเข้มงวดเกินไป แต่หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือโดยปฏิบัติตามอย่าง เคร่งครัด เธอเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น ภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์

ก่อนหน้านี้ มีพื้นที่อย่างน้อย 29 เขต จากทั้งหมด 44 เขตของเมืองย่างกุ้งทยอยเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีตํารวจกระจายกําลังกันตั้งด่านตรวจหลายชั้นทั่วทั้งเมือง เพื่อตรวจตราความเรียบร้อย และจับกุมผู้ฝ่าฝืนข้อปฏิบัติตามมาตรการล็อกดาวน์ ที่นอกจากต้องชําระค่าธรรมเนียมแล้ว ยังจะมีการเผยแพร่รายชื่อของผู้กระทําผิดลง ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับด้วย

 

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/897567?anf=

6 เดือนระบาดใหญ่ โควิด-19พลิกโลก

นับตั้งแต่องค์การอนามัยโลก ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นการระบาดใหญ่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ถึงวันนี้เป็นเวลาได้ 6 เดือนแล้วที่ชีวิตผู้คนต้องปั่นป่วน แต่ละวันโลกพยายามทำความเข้าใจกับโควิด แต่ยังมีประเด็นให้ต้องเรียนรู้อีกมากดังนี้

นับตั้งแต่องค์การอนามัยโลก ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นการระบาดใหญ่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ถึงวันนี้เป็นเวลาได้ 6 เดือนแล้วที่ชีวิตผู้คนต้องปั่นป่วน แต่ละวันโลกพยายามทำความเข้าใจกับโควิด แต่ยังมีประเด็นให้ต้องเรียนรู้อีกมากดังนี้

  • หวั่นยุโรปเจอระลอก2

ในยุโรป ที่ยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดก่อนเข้าฤดูร้อน เพื่อให้ผู้คนเดินทางท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉพาะในสเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ การเปิดเรียนและให้ประชาชนกลับเข้าออฟฟิศจึงมีอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม แม้การตรวจหาเชื้อตอนนี้ขยายวงออกไปมาก แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังต่ำกว่าเดือน มี.ค. และเม.ย. ก่อนเริ่มล็อกดาวน์อยู่มาก กระนั้นสิ่งที่พึงระวังคือ ผู้ติดเชื้อตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มีอาการไม่มากนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่าเมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านี้จะนำโรคไปติดกับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ

  • ติดเชื้อซ้ำกับภูมิคุ้มกัน

ผลการศึกษาจำนวนหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า มีคนติดเชื้อซ้ำหลังจากหายป่วยแล้ว ก่อให้เกิดความกังวลถึงการสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ของมนุษย์อย่างถาวร ไม่ว่าจะด้วยการติดเชื้อหรือฉีดวัคซีน

ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำรายแรกที่ได้รับการยืนยัน เป็นชายฮ่องกงวัย 33 ปี ตรวจพบจากการคัดกรองที่สนามบินหลังจากหายป่วยมาแล้ว 4.5 เดือน

รอบนี้เขาไม่มีอาการ ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนดีใจว่า นี่คือสัญญาณแห่งความหวังว่าระบบภูมิคุ้มกันของเขาเรียนรู้การปกป้องตนเองจากโรคนี้แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงเตือนว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปจากการติดเชื้อซ้ำเพียงไม่กี่ราย จากผู้ติดเชื้อทั่วโลกหลายล้านราย และตอนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าติดเชื้อซ้ำได้อย่างไร

ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ต่อโควิด-19 ยังคงต้องศึกษากันต่อไป หลายคนเน้นไปที่แอนติบอดี แต่ก็มีการศึกษาเซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดเล็กที่เรียกว่า เซลล์ลิมโฟไซท์ ชนิดทีเซลล์ ที่อาจสร้างความทรงจำภูมิคุ้มกันได้ กระนั้นความรู้เกี่ยวกับวิธีที่เซลล์เหล่านี้จัดการกับโควิด-19 ก็น้อยเต็มที

 
  • เด็กกับโควิด

ขณะที่เด็กกำลังกลับเข้าชั้นเรียน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจริงๆ แล้วเด็กๆมีส่วนช่วยแพร่โควิด-19 หรือไม่ เท่าที่ทราบคือเด็กที่ติดโควิดแทบไม่มีอาการรุนแรง ส่วนใหญ่มีอาการน้อยหรือไม่มีเลย แล้วพวกเขาจะแพร่เชื้อได้หรือไม่นั้น ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคยุโรปเผยว่า ถ้ามีอาการเด็กๆ สามารถแพร่ไวรัสได้ในปริมาณเดียวกับผู้ใหญ่ และติดคนอื่นได้แบบเดียวกัน ส่วนเด็กที่ไม่แสดงอาการจะติดคนอื่นได้หรือไม่ตอนนี้ยังไม่ทราบ

ผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่เด็กแพร่โควิดมีน้อย บางทีอาจเป็นเพราะมีอาการน้อย พวกเขาอาจไม่ไอหรือจาม ที่เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงกระจายไวรัส

กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะให้แยกระหว่างเด็กเล็กกับวัยรุ่น ที่ดูเหมือนแพร่โรคได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่

  • ความปลอดภัยของวัคซีน

โลกยังคงตั้งตารอวัคซีนที่ปลอดภัยได้ประสิทธิผล สัปดาห์นี้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ขึ้นบัญชีวัคซีนทางเลือก 35 ตัวที่กำลังทดลองกับมนุษย์ทั่วโลก ในจำนวนนี้ 9 ตัวอยู่ในเฟส3 หรือเตรียมเข้าสู่เฟส3 อันเป็นขั้นตอนสุดท้าย ที่ต้องทดสอบกับอาสาสมัครหลายหมื่นคนเพื่อวัดประสิทธิผลกับคนจำนวนมาก

มหาอำนาจผู้กล้าทุ่มอย่างสหรัฐ รัสเซีย และจีนกำลังเร่งกระบวนการเพื่อให้ได้วัคซีนเป็นประเทศแรกเผลอๆ ก่อนสิ้นปีนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ใจเย็นๆ ถ้าเร่งมือเกินไป ความปลอดภัยอาจลดลงแล้วประชาชนจะไม่เชื่อมั่น

อย่างกรณีของบริษัทยายักษ์ใหญ่ “แอสตร้าเซนเนก้า” กับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ต้องหยุดทดลองวัคซีนชั่วคราวหลังอาสาสมัครป่วยไม่ทราบสาเหตุ

ส่วนวัคซีนจะได้ใช้เมื่อใดนั้น สำนักงานแพทย์ยุโรปกล่าวว่า อาจยังไม่พร้อมใช้จนกว่าจะถึงต้นปี 2564 ดับเบิลยูเอชโอบอกว่า อาจต้องรอถึงกลางปี ในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจไม่มีวัคซีนเลยก็ได้

 

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/897375?anf=

อย่าลืมนะ


ประมาณ 90% ของการเกิดหัวใจล้มเหลว เกิดขึ้นในช่วงเช้าและสามารถลดลงได้ ถ้าดื่มน้ำ 1-2 แก้ว

คุณรู้ไหมว่า
ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอน ช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ เริ่มทำงาน
ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนมื้ออาหารช่วยย่อย
ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิต
ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนนอน ป้องกันหลอดเลือดสมองตีบตัน และหัวใจล้มเหลว
ส่งให้กับคนที่คุณ รักและห่วงใย