แฟ้มภาพ

รัฐบาลย้ำใช้กฎหมาย PDPA เพื่อประโยชน์คุ้มครองกับประชาชน ให้เวลาผู้ประกอบการขนาดเล็กปรับตัว ดีอีเอสเตรียมประกาศกฎหมาย 8 ฉบับผ่อนคลายเกณฑ์สำหรับเอสเอ็มอี คาด 4 ฉบับมีผลบังคับสัปดาห์หน้า 

19 มิ.ย.2565 –  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า จากที่พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA  ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้เร่งดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปถึงรายละเอียดและประโยชน์ของข้อกฎหมาย  

 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ทั้งนี้ ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ประชาชนเข้าใจถึงเจตนารมณ์แท้จริงที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วยมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันผู้ที่เกี่ยวข้องก็มีภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายน้อยที่สุด ให้เวลาในการปรับตัวโดยเฉพาะเอสเอ็มอี 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี ดีอีเอสได้เตรียมประกาศกฎหมาย 8 ฉบับ ซึ่งจะมีผลผ่อนคลายความเข้มงวดของกฎหมาย PDPA ที่จะบังคับใช้ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดย 4 ฉบับ เป็นประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับในสัปดาห์หน้า  ส่วนอีก 4 ฉบับจะทยอยประกาศภายในเดือนมิ.ย.ต่อไป   

“ดีอีเอสกำลังดำเนินการตามแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้กำชับว่าเนื่องจาก PDPA เป็นกฎหมายใหม่สำหรับประเทศไทย ในช่วงเริ่มต้นขอให้เน้นการให้ความรู้ความเข้าใจ ให้ภาระเกิดกับผู้เกี่ยวข้องน้อยที่สุด” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การผลักดันให้กฎหมาย PDPA มีผลบังคับ ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้รับความคุ้มครองนี้ จะเป็นส่วนทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ได้มาตรฐานและเป็นสากล จากปัจจุบันไทยมีกฎหมายครอบคลุมเกือบทุกด้านแล้วไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA  สามารถติดตามข้อมูลด้วยตนเองได้ที่เฟซบุ๊ค PDPC Thailand หรือ โทร 1111. 

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/general-news/164742/

 

หมอธีระ ย้ำโควิดไม่ได้ติดแล้วชิลๆ ไม่กระจอก ไม่ใช่หวัดธรรมดาโควิดไม่จบแค่หาย แต่ป่วยได้ ตายได้ และก่อให้เกิดความผิดปกติระยะยาวอย่าง Long COVID ได้การใส่หน้ากากเสมอ ใช้ให้ชิน เป็นอวัยวะที่ 33 ของตัวเรา จะช่วยลดความเสี่ยงไปได้มาก

19 มิ.ย.2565-รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 352,084 คน ตายเพิ่ม 621 คน รวมแล้วติดไป 543,972,433 คน เสียชีวิตรวม 6,340,008 คน 5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ เยอรมัน ไต้หวัน อิตาลี ออสเตรเลีย และเกาหลีเหนือ เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 6 ใน 10 อันดับแรก และ 14 ใน 20 อันดับแรกของโลก จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 75.52 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 66.5

  

สถานการณ์ระบาดของไทย จากข้อมูล Worldometer เช้านี้พบว่า จำนวนเสียชีวิตเมื่อวาน สูงเป็นอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย แม้สธ.ไทยจะปรับระบบรายงานตั้งแต่ 1 พ.ค.จนทำให้จำนวนที่รายงานนั้นลดลงไปมากก็ตาม …อัพเดตวัคซีนเด็กเล็ก  ล่าสุดเมื่อคืนนี้ US CDC Panel โหวต 5-0 ให้วัคซีน mRNA ในเด็กเล็กอายุ 6 เดือนถึง <5 ปี คาดว่าน่าจะมีการเริ่มฉีดกันได้ในสัปดาห์หน้า เป็นข่าวดีสำหรับประชากรตัวน้อย เพื่อที่จะได้มีวัคซีนใช้ป้องกันการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19

การเปิดเสรีการใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 จะสังเกตได้ว่าพิษทางเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับประเทศทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การอยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ระบาดนั้น ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า วัคซีนไม่ใช่คำตอบหลักเพียงคำตอบเดียว การฉีดวัคซีน จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อแพร่เชื้อลงได้บ้างแต่ไม่มากนัก แต่จะช่วยลดโอกาสป่วยรุนแรง และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลงได้

อย่างไรก็ตาม แม้ฉีดวัคซีนไปตามกำหนด ก็ไม่ได้การันตี 100% ถ้าไม่ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ก็จะติดเชื้อได้ ป่วยได้ และตายได้ ดังที่เราเห็นสถิติในแต่ละวันจากทั่วโลก สถานการณ์สังคมโลกในปัจจุบันรวมถึงประเทศไทย จึงเป็นไปในลักษณะต้องพึ่งพาตนเอง ใส่ใจตนเอง และป้องกันตนเองมากขึ้น ไม่สามารถพึ่งพานโยบายหรือมาตรการทางสังคมได้ด้วยข้อจำกัดที่อธิบายมาข้างต้น การใช้ชีวิตประจำวัน การทำมาค้าขาย การพบปะติดต่อธุรกิจ รวมถึงการศึกษาเล่าเรียนนั้น จำเป็นต้องดำเนินไปในวิถีทางที่ใส่ใจและเน้นความปลอดภัย จึงจะทำให้แต่ละคนอยู่รอดปลอดภัยไปได้ตลอดช่วงเวลาที่โควิดยังไม่ซาลง

โควิด…ไม่ได้ติดแล้วชิลๆ ไม่กระจอก ไม่ใช่หวัดธรรมดา โควิด…ไม่จบแค่หาย แต่ป่วยได้ ตายได้ และก่อให้เกิดความผิดปกติระยะยาวอย่าง Long COVID ได้ ย้ำอีกครั้งว่า “การใส่หน้ากากเสมอ ใช้ให้ชิน เป็นอวัยวะที่ 33 ของตัวเรา จะช่วยลดความเสี่ยงไปได้มาก”

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/covid-19-news/164734/

 

ศบค.เผยไทยมีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 2.2 พันราย เสียชีวิต 23 คน ขณะที่กรมอนามัยชี้กลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ผู้ติดเชื้อ ผู้เสี่ยงสูง ควรสวมหน้ากากแม้อนุญาตให้ถอดได้ ขณะที่นายกฯ ย้ำยังต้องปฏิบัติตามมาตรการ 2U เพื่อร่วมเปลี่ยนผ่านสู่ระยะ Post-pandemic

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2565 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,272 ราย   ติดเชื้อในประเทศ 2,264 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 2,264 ราย จากเรือนจำ 2 ราย จากต่างประเทศ 6 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 1,964 ราย อยู่ระหว่างรักษา 21,315 ราย อาการหนัก 593 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 282 ราย

เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 23 ราย เป็นชาย 14 ราย หญิง 9 ราย อายุ 60 ปีขึ้นไป 19 ราย มีโรคเรื้อรัง 2 ราย ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 2 ราย ขณะที่มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,497,152 ราย มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,445,392 ราย มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 30,445 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 543,682,150 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 6,339,468 ราย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำว่าแม้คณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้มีการประกอบกิจการ กิจกรรมการผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งการปรับเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมดทั่วประเทศ ผ่อนคลายมาตรการสังคม ชุมชนและองค์กร เพื่อร่วมเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ระยะ Post-pandemic ต่อไป อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียังต้องขอความร่วมมือประชาชนให้ยังคงยึดปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข มาตรการ 2U อย่างแข็งขัน ได้แก่ การป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) ซึ่งเป็นการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตลอดเวลาของทุกคน และเร่งรัดฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Universal Vaccination) โดยเฉพาะในกลุ่ม 608 เพื่อลดอาการรุนแรงและเสียชีวิต

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แนวโน้มการติดเชื้อโควิด-19 ลดลง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) จึงมีมติเห็นชอบให้ปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักรเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) 77 จังหวัด และยังเห็นชอบผ่อนคลายให้ถอดหน้ากากได้ นอกอาคารหรือที่โล่งแจ้ง โดยเน้นความสมัครใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเริ่มดำเนินการได้หลังประกาศราชกิจจานุเบกษา

แต่สำหรับกลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น รวมทั้งผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ให้สวมหน้ากากตลอดเวลา เมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นเช่นเดียวกัน สำหรับประชาชนทั่วไป หากเป็นสถานที่ภายนอกอาคาร ที่โล่งแจ้ง ถอดหน้ากากได้ แต่ให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่นโดยไม่สามารถเว้นระยะห่าง มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก หรือมีการระบายอากาศไม่ดี    เช่น ขนส่งสาธารณะ ตลาด สนามกีฬา หรือสถานที่แสดงดนตรีที่มีผู้ชม เป็นต้น

แต่เมื่ออยู่ภายในอาคาร ให้สวมหน้ากาก สามารถถอดได้ในกรณีที่อยู่คนเดียว หากอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นที่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่พำนักเดียวกัน ต้องสามารถเว้นระยะห่างได้ ไม่รวมกลุ่มแออัด ให้อยู่ในที่ระบายอากาศได้ดี และกรณีมีกิจกรรมที่จำเป็นต้องถอดหน้ากาก เช่น รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย บริการบริเวณใบหน้า ศิลปะการแสดง เป็นต้น                โดยให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เมื่อกิจกรรมนั้นเสร็จสิ้น ควรสวมหน้ากากทันที

อธิบดีกรมอนามัยกล่าวว่า สำหรับสถานที่ประกอบกิจการหรือกิจกรรม ได้กำหนดเงื่อนไขดังนี้ 1.ผู้ให้บริการ ขอให้สวมหน้ากากตลอดเวลาขณะให้บริการ โดยได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์และเข็มกระตุ้น ให้ตรวจ ATK เมื่อมีอาการหรือมีความเสี่ยง ส่วนผู้ติดเชื้อ ให้งดมาปฏิบัติงาน และผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูงไปทำงานได้ แต่ให้แยกพื้นที่กับผู้อื่น

2.สถานที่ ให้ปฏิบัติตามหลักของสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจัดให้มีอุปกรณ์และสถานที่ล้างมืออย่างเพียงพอ มีการทำความสะอาด มีการจัดการของเสีย ส้วมและสิ่งปฏิกูลเป็นไปตามมาตรฐาน พื้นที่สัมผัสและอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันให้ทำความสะอาดอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง จัดให้มีการระบายอากาศ และกำหนดความจุคนในอาคาร ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจอนามัยโพลของกรมอนามัย เกี่ยวกับมาตรการ​สวมหน้ากากตลอดเวลาในสถานที่สาธารณะ และสถานประกอบการ พบว่า ประชาชนร้อยละ 93.3 เห็นว่ายังคงต้องสวมหน้ากากต่อไป มีเพียงร้อยละ 6.7 ที่เห็นว่าให้เลิกทำ ดังนั้นเมื่อต้องสวมหน้ากากทุกครั้ง จึงต้องสวมให้ถูกวิธีและให้กระชับกับใบหน้า.

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/one-newspaper/164436/

"ศบค." เคาะ ปรับพื้นที่สีเขียว ทั่วประเทศ เปิดสถานบันเทิง ถึงตี2
 
"ชัชชาติ" ร่วมถก "ศบค." เผย "นายกฯ" เน้นย้ำ ใช้งบฯ คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ เร่งงาน ประชาสัมพันธ์ ปรับ ระดับพื้นที่สีเขียว ทั่วประเทศ เปิดสถานบันเทิง ถึงตี2 เคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวตามปกติ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 9/2565 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

โดย นายกฯ มีปรารภและข้อสั่งการ ดังนี้ 

1. นายก ฯ กล่าวแนะนำและต้อนรับ ผู้ว่าฯ กทม และนายกเมืองพัทยา ที่เข้าร่วมการประชุม ศบค  นัดแรก ซึ่งที่ประชุม ศบค. ปรบมทอให้การต้อนรับ 

2.  นายกฯ เน้นย้ำ มาตรการ Universal Vaccination วัคซีนเข็มกระตุ้นให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 60  เป็น 1 ในเงี่อนไข การเข้าสู่ "โรคประจำถิ่น" 

3. นายกฯ เน้นย้ำ โควิด-19 ได้มีการใช้จ่ายงบประมาณ งบกลาง งบเงินกู้ ขอหน่วยงาน ช่วยพิจารณาการใช้งบประมาณในช่วงปลายปีงบประมาณนี้ อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ 

4. นายกฯ แนะ สถานการณ์โควิด 19 ปรับตัวดีขึ้น ฝากหน่วยงานกลับไปพิจารณาปรับลดการใช้งบในส่วนที่การรองรับ(ผู้ป่วย) เช่น โรงพยาบาลสนาม  จะช่วยทำให้ลด ประหยัดงบประมาณลงได้

5. มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมความพร้อม ประเมินการท่องเที่ยว พัฒนาการท่องเที่ยว (วัฒนธรรม กีฬา สุขภาพ ฯลฯ) เป็นรายได้ประเทศ เพื่อส่งต่อไปช่วง high Season ในปลายปี โดยเฉพาะการรักษาตลาดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศเพี่อนบ้าน รอบบ้าน เพื่อรักษาการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเศรษฐกิจฐานราก ต้องยอมรับรายได้การท่องเที่ยวหายไป ยังไม่กลับมา  

6. หลายประเทศชี่นชมการแก้ปัญหาโควิด พร้อมร่วมมือกับไทย สำคัญไทยต้องรักษามาตรฐานการควบคุม ดูแล โควิด-19 

7. รัฐบาลเดินหน้าจัดเก็บ big data สมบูรณ์ ทันสมัย เก็บรักษาข้อมูลคามหลักการของ กฏหมายเพื่อประโยชน์ในการบริหารประเทศ อำนวยความสะดวกประชาชน

8. บูรณาการประชาสัมพันธ์  การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และขอให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารแล้ว ช่วยประเมินว่า ประชาชน มีการเข้าถึงมากน้อยเพียงใด

9. ปรับพื้นที่ "สีเขียว" 77 จังหวัดทั้งประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้สวมหน้าอนามัยในกลุ่ม 608 และในพื้นที่แออัด  เปิดสถานบันเทิงดี่มแอลกอฮอล์ ตามกฎหมายกำหนด(02.00 น.) เคลี่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ตามปกติ จำกัดรวมกลุ่ม หากเกิน 2,000 คน ต้องแจ้งคณะกรรมการ โดยนายก เน้นย้ำ แม้ปรับพื้นที่สี ต้องเน้น 2 U คือ universal prevention และuniversal vaccination

ข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/politics/1010535?anf=

มติ “ศบค.” ยกเลิก “ไทยแลนด์พาส”  ไม่บังคับสวมหน้ากากอนามัย เริ่ม 1 ก.ค.65
 
“พิพัฒน์” เผยมติ “ศบค.” ยกเลิกระบบไทยแลนด์พาส ไม่บังคับสวมหน้ากากอนามัย พร้อมยกเลิกการกรอกใบ ตม.6 แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ปลดล็อกให้ภาคธุรกิจกลางคืน สถานบันเทิง กลับมาเปิดได้ถึงตี 2 ตามเดิม และอนุญาตให้เฉพาะ “โรงแรม” ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วง 14.00-17.00 น.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า วันนี้ (17 มิ.ย.) ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีมติผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและท่องเที่ยว ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2565 เป็นต้นไป เพื่อกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย ดังนี้

1.ยกเลิกระบบไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ไม่บังคับให้นักท่องเที่ยวซื้อและแสดงเอกสารการทำประกันสุขภาพ ส่วนใบรับรองการฉีดวัคซีน (Vaccination Certificate) ยังต้องแสดงกับสายการบินในขั้นตอนการเช็กอินจากประเทศต้นทางอยู่

2.ยกเลิกคำสั่งให้สวมหน้ากากอนามัย ประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ตาม “ความสมัครใจ” แต่ยังคง “แนะนำ” ให้สวมใส่เมื่ออยู่ในสถานที่แออัด อย่างการจัดงานที่มีคนร่วมงานเกิน 2,000 คนขึ้นไป เช่น คอนเสิร์ต แนะนำว่าควรใส่หน้ากากอนามัยไว้ เพื่อเฝ้าระวังการระบาดของโควิด-19

3.ยกเลิกการกรอกใบ ตม.6 (การกรอกรายการของคนต่างด้าว ซึ่งเดินทางเข้าในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร) สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางทางอากาศ

4.ขยายเวลาการเปิดให้บริการของ “ธุรกิจภาคกลางคืน” เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์ และคาราโอเกะ กลับคืนสู่ภาวะปกติ ให้เป็นไปตามกฎหมายเดิม เปิดบริการได้ถึงเวลา 02.00 น.

5.อนุญาตให้เฉพาะในพื้นที่ โรงแรม ต่างๆ ทั่วประเทศ สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้เข้าพักได้ ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เพื่อสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยว เช่น ถ้านักท่องเที่ยวเล่นน้ำในโรงแรม และต้องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ต้องหยุดขายเมื่อถึงเวลา 14.00 น. คงส่งผลไม่ดีนัก

"ต้องย้ำว่าเฉพาะในโรงแรมเท่านั้น เพราะเป็นการบริการนักท่องเที่ยวจริงๆ  ส่วนร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เป็นดุลยพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะประสานและหารือกับกระทรวงมหาดไทยต่อไป"

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากมติ ศบค. ผ่อนคลายมาตรการเดินทางและท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการยกเลิกระบบ Thailand Pass มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป จะส่งผลดีต่อการกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น ทำให้มีจำนวนเดินทางเข้าไทยเพิ่มเป็น 25,000-30,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 20,000-25,000 คนต่อวัน

และ คาดการณ์ว่าตลอดปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 7.5 ล้านคน แต่จะเร่งสปีดให้ได้ถึง 10 ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเข้าสู่ไฮซีซั่น ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ คาดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 1.5 ล้านคนต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 50,000 คน

“ส่วนการเสนอขอยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเป็นระยะเวลา 6 เดือน (1 ก.ค-31 ธ.ค. 65) และขยายเวลาระยะเวลาพำนักของ Tourist Visa จาก 30 วัน เป็น 45 วัน รวมทั้ง ฟรีวีซ่า ผ.30 เป็น ผ.45 และวีซ่าหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival (VOA) จาก 15 วัน เป็น 45 วัน ตามข้อเสนอของเอกชน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเพิ่มวันพำนักในไทยนานขึ้นนั้น ยังไม่ได้นำเข้ามาหารือใน ศบค. ครั้งนี้”

มติ “ศบค.” ยกเลิก “ไทยแลนด์พาส”  ไม่บังคับสวมหน้ากากอนามัย เริ่ม 1 ก.ค.65

ข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/business/1010552?anf=

 

หมอมนูญตอกย้ำกลุ่มเสี่ยงทั้งผู้สูงอายุ-ผู้มีโรคประจำตัว-เด็กเล็ก-สตรีมีครรภ์รีบไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หลังออสเตรเลียและสหรัฐเริ่มออกโรงเตือนแล้ว

15 มิ.ย.2565 - นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไข้หวัดใหญ่ในทุกประเทศลดลงอย่างมาก แต่ในขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาไข้หวัดใหญ่ในประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่กลับมามีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ ออสเตรเลียเผยสถิติไข้หวัดใหญ่มากเป็นประวัติการณ์ เหมือนยุคก่อนหน้าที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

 
 
 

รายงานจากประเทศออสเตรเลีย สถิติการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ปีนี้มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เกือบ 88,000 รายโดยมากกว่า 47,800 รายได้รับการวินิจฉัยยืนยันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ผมได้เตือนให้คนไทยรีบไปรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 หลังจากที่ได้เห็นผู้ป่วยของผมเริ่มติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A หลายคน ก่อนหน้านี้ผมได้เห็นคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ครั้งสุดท้ายต้นปี 2563 การที่ไข้หวัดใหญ่หายไป 2 ปี ทำให้คนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันลดลงจากการที่ไม่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามธรรมชาติ และจากการที่คนจำนวนมากไม่ได้มารับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ขอให้คนกลุ่มเสี่ยง คนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์ รีบไปรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยเร็ว

ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เริ่มเตือนให้ประชาชนรีบไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้ว (ดูรูป)

 

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/x-cite-news/161820/

"วัคซีนโควิด" เข็มกระตุ้นช่วยเพิ่มภูมิต้านทานสูง แนะฉีดหลัง 4-6 เดือน 

หมอยง เปิดระดับภูมิต้านทาน หลังฉีด "วัคซีนโควิด" เข็มกระตุ้น พบมีระดับสูงมากหลังฉีดไป 2 สัปดาห์ แนะนำการกระตุ้นหลัง 4-6 เดือน

"หมอยง" ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟสบุ๊ก Yong Poovorawan จากตัวอย่างการฉีด "วัคซีนโควิด" ในผู้ใหญ่ไทย ที่มีการตรวจภูมิต้านทานมาโดยตลอด ดังในรูปนี้ เราจะเห็นว่าภูมิต้านทานจะสูงมากหลังฉีดกระตุ้นเพียง 2 สัปดาห์แล้วหลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ลดลง ในรายนี้ฉีดวัคซีนมาแล้วทั้งหมดถึง 5 ครั้ง พอสรุปได้ดังนี้

การให้วัคซีน 2 เข็มแรกระดับภูมิต้านทานจะขึ้นไม่สูง ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนอะไร จำเป็นจะต้องให้เข็มที่ 3 เพื่อยกระดับภูมิต้านทานให้สูงขึ้น เพียงพอกับสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะ โอไมครอน ใช้ระดับภูมิต้านทานที่สูงกว่าสายพันธุ์เดิมอู่ฮั่นค่อนข้างมาก

 

ดังนั้นการป้องกันโรคหรือประสิทธิภาพของวัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูงในเดือนแรกๆ หลังการฉีดวัคซีนและเมื่อนานเกิน 4 เดือนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเข็มกระตุ้นที่ 3 หรือ 4 ภูมิต้านทานก็จะลดลงในระดับที่ต่ำกว่าระดับป้องกันการติดเชื้อ

แต่อย่างไรก็ตามระบบความจำของร่างกายจะช่วยเสริมการตอบสนองภูมิต้านทานขึ้นอย่างรวดเร็วถ้ามีการติดเชื้อ ทำให้การติดเชื้อมีอาการน้อยลงอย่างมาก และการกำจัดเชื้อ เป็นไปได้รวดเร็วขึ้น

มักมีคำถามเสมอว่าจะกระตุ้นเมื่อไหร่ ซึ่งหลัง 4 เดือนไปแล้วระดับภูมิต้านทานจะลดลงมามาก ตามคำแนะนำจึงแนะนำการกระตุ้นหลัง 4-6 เดือน ไม่ว่าจะเป็น หลังเข็ม 3 หรือเข็ม 4 

ทุกคนควรได้วัคซีนอย่างน้อย 3 เข็ม ในกลุ่มเสี่ยงหรือที่มีโรคประจำตัว ควรได้อย่างน้อย 4 เข็ม บุคลากรด่านหน้าหรือผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงก็ควรได้อย่างน้อย 4 เข็ม การกระตุ้นเข็ม 5 อยู่ด้วยความสมัครใจ เพราะขณะนี้มีหลายคนเริ่มถามถึงเข็ม 5 แล้ว เราให้วัคซีนกันมากว่า 1 ปีแล้ว และในอนาคตการให้วัคซีนโควิด ก็คงคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ที่ต้องมีการกระตุ้นทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ที่เป็นโรคแล้วอาจจะรุนแรง

&quot;วัคซีนโควิด&quot; เข็มกระตุ้นช่วยเพิ่มภูมิต้านทานสูง แนะฉีดหลัง 4-6 เดือน

"วัคซีนโควิด" เข็มกระตุ้นช่วยเพิ่มภูมิต้านทานสูง แนะฉีดหลัง 4-6 เดือน

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/covid-19/519056?adz=

15 มิ.ย.65-บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดงานเสวนาเชิงวิชาการออนไลน์ โรช คอนเน็ค เดอะ ดอทส์ (Roche Connect the Dots) ในหัวข้อ “ล้วงลึก เจาะประเด็น “ฝีดาษลิง” และการตรวจหาเชื้อแบบ PCR” เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคฝีดาษลิงทั่วโลก

  
 
 

ผศ. นพ. โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสตระกูล ออโธพอกซ์ (orthopox) โดยติดเชื้อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือ การรับประทานเนื้อสัตว์ตระกูลสัตว์ฟันแทะ ซึ่งเมื่อติดเชื้อในคนจะทำเกิดอาการไข้ มีผื่นตุ่มน้ำ ตุ่มหนองตามร่างกาย คล้ายโรคฝีดาษ(smallpox) ที่ถูกกำจัดไปแล้วในไปปี ค.ศ 1968 ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงอัพเดต เมื่อวันที่4 มิ.ย.65 มีรายงานผู้ป่วยยืนยันประมาณ 1,500 คน กระจายทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยงในแถบยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะในประเทศสเปน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และโปรตุเกส ที่มีรายงานการระบาดพบจำนวนผู้ติดเชื้อเกิน 20 คน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผศ.นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า แต่ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่ามีการแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากไวรัสมีระยะฟักตัวนานได้ถึง 21 วัน และในบางรายพบว่าอาการผื่นตุ่มน้ำเกิดขึ้นเพียงในเยื่อบุช่องปาก และที่อวัยวะเพศถึง 60% คล้ายกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างเริม หรืออาจจะเป็นเชื้อซิฟิลิส ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคฝีดาษลิง ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อต่อไปยังผู้อื่นได้ สำหรับผู้ที่มีประวัติสัมผัสเสี่ยงสูง มีความจำเป็นต้องกักตัวเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 3 สัปดาห์ จึงจะสามารถสังเกตอาการที่ชี้ชัดได้ว่าเป็นผู้ป่วยติดเชื้อหรือไม่ หากไม่พบว่ามีการปรากฎ ก็ไม่จัดว่าเป็นผู้ป่วย

สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน ผู้ติดเชื้อฝีดาษวานร สามารถรักษาด้วยยาต้านไวรัส 3 กลุ่ม ซึ่งถึงแม้จะยังไม่ใช่ยามาตรฐานเฉพาะสำหรับโรค แต่สามารถใช้ยารักษาฝีดาษในมนุษย์ได้ ได้แก่ Tecovirimat และ Cidofovir, Brincidofovir ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงต่อตับได้เพียงเล็กน้อย และเนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อที่สามารถหายได้เองในผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรง และอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ การใช้ยาต้านไวรัส ยังมีความจำเป็นเฉพาะผู้ป่วยบางรายได้เท่านั้น ที่มีความเสี่ยงอันตรายจากโรคถึงชีวิต เช่นผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด


ในด้านการป้องกัน โดยการฉีดวัคซีน ผศ.นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่มีความจำเป็นต้องรับการฉีดวัคซีนเหมือนกับโรคระบาดอื่น ๆ เช่นโควิด 19 เนื่องจากโอกาสในการแพร่ระบาดยังเป็นวงจำกัด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ติดเชื้อ ได้แก่ แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์เจ้าหน้าที่พยาบาล ที่มีโอกาสสัมผัสโรคนี้ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย ซึ่งสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังจากมีความเสี่ยง” ผศ.นพ. โอภาส กล่าว

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล กล่าวถึงการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรม และเพื่อวางแผนแนวทางการปัองกันและรักษาว่า โรคฝีดาษลิงที่ระบาดขณะนี้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์แล้วมากถึง 40 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม และมีการกลายพันธุ์เร็วขึ้น ดังนั้นการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของไวรัสก่อโรคฝีดาษลิง หรือ MONKEY POX จะช่วยในการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ และช่วยตอบคำถามว่าทำไมจึงมีการระบาดของโรคฝีดาษลิงพร้อมกันกว่า 100 รายในหลายประเทศนอกทวีปแอฟริกา(ซึ่งถือเป็นโรคประจำถิ่น) ทั้งในยุโรบ สหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย

เมื่อถามว่าสถานการณ์โรคนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป หัวหน้าศูนย์จีโนม ฯ กล่าวว่า ต้องประเมินในแง่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุด จากการศึกษาในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ฝีดาษลิงมีการกลายพันธุ์เร็วขึ้นเป็น 1 ตำแหน่งต่อเดือน จากเดิมเพียง 1 ตำแหน่งต่อปี ซึ่งการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ในแง่ร้ายถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอันตรายที่ต้องเตรียมรับมือ ส่วนในแง่ดี การกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วไม่เป็นผลดีต่อตัวไวรัสเอง เช่น โควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่กลายพันธุ์มาก จะทำให้ไวรัสอ่อนแอลง


“ถ้ามองโลกในแง่บวก ผมมองว่า การระบาดของฝีดาษลิงจะสงบลงเองในอีก 3-4สัปดาห์ข้างหน้า และอีกมุมในแง่ร้ายสุด ซึ่งเราดูจากแผลคนติดเชื้อที่มักเกิดในร่มผ้า คล้ายซิฟิลิส มันอาจก็จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น หรือเป็นศักราชใหม่ของโรคซิฟิลิส แต่ไม่ใช่ซิฟิลิสโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะเรามีวัคซีนและยาต้านไวรัส “ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าว


ศ.เกียรติคุณ ดร. วสันต์ กล่าวอีกว่าเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูง ที่จะมีคนติดเชื้อเข้ามาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่ามีการระบาดของโรคฝีดาษลิงในคนเกิดขึ้นในประเทศเป็นจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำการ PCR “สวอป” น้ำลาย ส่วนน้ำหรือหนองจากตุ่มแผล ทำการสกัดสารพันธุกรรม (nucleic acid purification) จะเป็นด่านแรก เพื่อดูว่าเป็นหรือไม่ แล้วค่อยดูสายพันธุ์ว่าเป็นแบบไหน จากแอฟริกา หรือยุโรป

ด้าน ดร. พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ หัวหน้าศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการว่า เนื่องจากโรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่มีข้อมูลและประสบการณ์ในการตรวจหาเชื้อฯ มาแล้ว และด้วยแผนปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีความพร้อม และการตอบโต้สถานการณ์ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมา เป็นเสมือนการซ้อมแผนในสถานการณ์จริง ทำให้มีความพร้อมรับมือ สามารถตรวจเชื้อได้ในทันที โดยในปัจจุบันสามารถใช้วิธี RT-PCR และการถอดรหัสสารพันธุกรรม ซึ่งถือเป็นการป้องกันเชิงรุกที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการตรวจวินิฉัยเชื้อ ซึ่งจะสามารถแยกผู้ป่วยออกจากสังคมเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้รวดเร็ว ลดการแพร่ระบาดได้


สำหรับการตรวจวินิจฉัยเชื้อสามารถทำได้โดยเก็บตัวอย่างทั้งการสะกิดแผล เลือด และการสว็อบ ซึ่งผลตรวจจะออกภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนน้ำยาสำหรับตรวจ RT-PCR ต้องเป็นน้ำยาที่สามารถตรวจจับเชื้อที่เป็นสาเหตุของการระบาดในปี 2022 นี้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่พบอาการผิดปกติต้องสงสัย สามารถขอเข้ารับการตรวจหาเชื้อได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ข้อมูลจากการสอบสวนโรคจะถูกส่งไปยังกรมควบคุมโรค


” อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้คณะกรรมการพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์จะมีการพิจารณาระดับความรุนแรงของโรคฝีดาษลิง เพื่อการจัดลำดับอีกครั้ง จากที่จัดให้เป็นโรคมีความรุนแรงระดับ 3 ก็จะมีการประเมินจากสถานการณ์ของโรคอีกครั้ง” ดร.พิไลลักษณ์กล่าว

 

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/education-news/162195/

ชัยวุฒิ เผยเจตนารมณ์ของ PDPA คุ้มครองข้อมูลของ ปชช. ที่ให้ไว้กับ ผู้ประกอบการ ร้านค้าหรือองค์กรต่างๆไม่ให้รั่วไหล และห้ามนำไปใช้ในทางเสียหายไม่เหมาะสม คือหัวใจสำคัญ

10 มิ.ย. 2565 –  นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม(ดีอีเอส) เปิดเผยถึง กรณีที่ประชาชนอาจจะวิตกกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565  เกรงว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่นั้น พบว่า หนึ่งในข้อกังวล กรณีพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติแล้วถ่ายภาพหรือคลิปเป็นเป็นหลักฐานจะทำได้หรือไม่

 
 

ในกรณีนี้ สามารถทำได้ แต่ต้องไม่นำมาเผยแพร่หรือ โพสต์ด้วยตนเอง โดยควรส่งหลักฐานเหล่านั้น  ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

“การที่เราเอาภาพที่ไม่เหมาะสม เอาคลิปที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมมาโพสต์ หรือมาแชร์เอง ก็อาจจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่น อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เพราะเขาเป็นผู้เสียหายจากสิ่งที่ท่านทำ แต่ถ้าเก็บคลิป แล้วนำไปให้เจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐาน เพื่อประโยชน์ในทางรูปคดีอันนี้ทำได้อยู่แล้ว” ชัยวุฒิกล่าว

พร้อมทั้งย้ำว่ากฎหมาย PDPA มุ่งที่จะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ ข้อมูลของพี่น้องประชาชนที่เคยให้กับร้านค้า หน่วยงานต่างๆ  ซึ่งผู้ประกอบการและหน่วยงานเหล่านั้น ต้องเก็บข้อมูลของประชาชนให้ดี ไม่ให้รั่วไหล ถ้าจะนำไปใช้ประโยชน์ก็ต้องขอความยินยอมจากผู้ที่เป็นเจ้าของข้อมูล และห้ามนำไปใช้ทำให้พี่น้องประชาชน หรือเจ้าของข้อมูลเกิดความเสียหาย
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นี่คือหลักการสำคัญของกฎหมาย แต่เรื่องการโพสต์ การแชร์ การให้ข่าวต่างๆ ไม่ได้เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ เพียงแต่อาจจะไปผิดกฎหมายอื่น เป็นการละเมิดสิทธิบุคคลมีการฟ้องแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหายกันอันนี้อีกเรื่องหนึ่ง อยากให้มองว่าเจตนารมณ์ของ PDPA คุ้มครองข้อมูลของเราที่เก็บไว้ในร้านค้าหรือองค์กรต่างๆไม่ให้รั่วไหลนี่คือหัวใจสำคัญ

“ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลสำคัญของตัวท่านเอง เวลาท่านให้ข้อมูลกับบุคคล ร้านค้า หรือหน่วยงานต่างๆ ท่านมีสิทธิที่จะไม่ยินยอมให้นำข้อมูลที่เป็นความลับ ข้อมูลส่วนบุคคล ร้านค้าหรือหน่วยงานไม่มีสิทธินำข้อมูลไปเปิดเผย หากนำไปเปิดเผยจะมีความผิดตามกฎหมาย PDPA ประชาชนควรติดตามหากมีใครนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ท่านให้ไว้ไปใช้ หรือนำไปเผยแพร่ทำให้เกิดความเสียหายกับตัวเราสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย PDPA” รัฐมนตรีดีอีเอส กล่าว

นับเป็นอีก ภารกิจที่สำคัญของกระทรวงฯ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลคน สคส. ต้องเร่งขับเคลื่อนก็คือ พยายามประสานงานกับภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ให้มีการเก็บข้อมูล ให้มีมาตรฐาน ให้มีระบบที่ดี ไม่ให้มีข้อมูลรั่วไหล  ข้อมูลที่ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ประชาชนก็มีสิทธิในข้อมูลของตัวเอง ดังนั้นต้องคอยติดตามว่าข้อมูลนี้ ใครนำไปใช้ในทางไม่ชอบหรือไม่ ถ้าพบก็แจ้งร้องเรียนมาทางสำนักงาน สคส. เพื่อคุ้มครองสิทธิในข้อมูลของตัวเอง

ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/general-news/159136/

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ

กิจกรรม

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
1902129

มี 28 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

เกี่ยวกับคุกกี้บนเว็บไซด์นี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา