** สายพันธุ์ใหม่ของเวียตนาม **

---> โจมตีเร็วมาก

1 วันติดคนใน รพ. 11 คนรวด บุคลากรทางการแพทย์โดนในวันแรกติดเชื้อ 4 คนรวด (ติดได้แม้ใส่มาส์ก ?)

1 สัปดาห์กระจายไป 6 เมือง ติด 3 ทอด 230 คน

เป็นแบบ Superspreaders พบเป็น Clusters (เข้าเฟส 3 ในสัปดาห์เดียว)

---> ดูรุนแรงกว่าตัวแรกชัดเจน

ทำให้อาการแย่ลงไวกว่า

คนไข้ชุดแรก 1 สัปดาก์ก็ว่าเสียชีวิตรวดเดียว 8 คน

ฝากคนไทยช่วยกันประชาสัมพันธ์

ฝากทีมแพทย์อ่าน เริ่มวางแผนรองรับในกรณีเจอสายพันธุ์​ใหม่มาแบบไม่ตั้งตัว​ และประชาสัมพันธ์​ให้​ ปชข​ ทั้งประเทศไทย​ทราบล่วงหน้าด้วยครับ

ถ้าสายพันธุ์​ใหม่เข้าไทยได้​ อาจจะกระจายแบบน้องๆ​ สหรัฐ​ ยุโรป​ บราซิล​ อินเดีย​ หรือเอาแค่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ก็แสนกว่าคน กก็ไม่ต้องแปลกใจ ...

ภาวนาให้เวียตนามทุ่มสุดตัวเอาอยู่สำหรับตัวใหม่​ ที่แพร่อาจไวกว่าเดิมได้ถึง​ 6​ เท่าตัว

ฝาก​ "คนไทยครึ่งประเทศที่ยังยกการ์ดสูงอยู่" ช่วยกันเตือน​ "ศบค​ ให้ยกการ์ดสูง​ ๆ" และฝาก​ ศบค​ บอก "คนไทยอีกครึ่งประเทศที่แอบประมาทฝันกวานกับ​ 0​ ต่อเนื่อง" ให้รู้ตัวว่า​

เชื้อตัวใหม่จะเข้ามาเมื่อไหร่​ก็ได้ หรือเข้ามากับทหารอียิปต​์แล้วก็ไม่รู้​

ยกการ์ดสูง​กันด้วย​!

...........

วิเคราะห์เวียตนามโดนโจมตี เวอร์ชั่นแรก + วิเคราะห์อาเซียนโดยรวม

https://www.facebook.com/100912971593787/posts/176127364072347

วิเคราะห์เวียตนามโดนโจมตี (ฉบับย่อ​ Timeline​ 14​ วัน) อันตรายของสายพันธุ์ใหม่ และแนวทางการรับมือ​ ตามอ่านได้ที่โพสต์นี้ครับ

https://www.facebook.com/100912971593787/posts/176211877397229/

.

◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆
(rose stalk)สำหรับการป้องกันโรคหัวใจคือให้ทานวิตามิน B 1หรือ B 6 หรือ B 12 และกับ B 9 เพียง 2 อย่างนี้ อย่างละเม็ด ก่อนนอนเป็นประจำ
คุณหมอรับประกันว่าจะไม่เป็นโรคหัวใจเลย...
~~~~~~~~~~~~💗
(rose stalk)สำหรับเรื่องคอเลสเตอรอลสูง และไตรกลีเซอไรด์สูงนั้น คุณหมอยืนยันว่า💋เป็นเรื่องทางธุรกิจการแพทย์และเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าที่มหาศาล (tulip)โดยกำหนดให้คนปกติมีระดับคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200 และไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 150 (tulip)ซึ่งยาที่ให้ทานหากคอเลสเตอรอลสูงกว่าเกณฑ์นั้น.มีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก.ไขมันไม่ได้ถูกขับออกจากร่างกายแต่จะย้ายไขมันไปไว้ที่ตับแทน และยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจกับผู้ที่ทานยาลดคอเลสเตอรอล.ในที่สุดก็เป็นโรคหัวใจ💓กันเป็นแถวๆ
(tulip)คุณหมอบอกว่าจากการวิจัยที่บอสตัน 30 ปีที่แล้วยังคงเป็นจริงคือ.คนเราจะมีคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้มากเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับไขมันตัวดี ที่เรียกว่า HDL หากเรามี HDL สูง แม้ว่าคอเลสเตอรอลสูงและไตรกลีเซอไรด์สูง เราก็ปลอดภัย ไม่ต้องทานยา (rose stalk)วิธีดูระดับปลอดภัยให้คำนวณดังนี้
(tulip)คอเลสเตอรอล: ให้เอาค่าคอเลสเตอรอลตั้งหารด้วยค่า HDL หากได้ผลลัพท์ ไม่เกิน 4 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องทานยาแม้ว่าคอเลสเตอรอลจะสูงถึง 300 ก็ตาม
(tulip)ไตรกลีเซอไรด์:
ให้เอาค่าไตรกลีเซอไรด์ตั้งหารด้วยค่า HDL หากได้ผลลัพท์ ไม่เกิน 3 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องทานยาแม้ว่าไตรกลีเซอไรด์จะสูงเกิน 150 ก็ตาม
(tulip)ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย
💥(rose stalk)การทำเมมโมแกรม : เป็นอันตรายและเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมที่เราไม่รู้กันเลยว่า การบีบอย่างแรงและสมทบด้วยรังสี...… (tulip)ตอนนี้อัตราการเป็นมะเร็งเต้านมของเมืองไทยพุ่งสูงติดอันดับของโลกแล้ว… (tulip)คุณหมอบอกว่า ในต่างประเทศเขาเลิกใช้เครื่องเมมโมแกรมกันนานแล้ว........ 🍹🍸🍺
(rose stalk)ดื่มน้ำเย็นเป็นต้นเหตุของอาการปวดหลัง
(tulip)ใครจะไปเชื่อว่าการดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัยและให้โทษได้ถึงขนาดนี้
(tulip)หมอได้พบผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือที่เรียกกันว่าโรคอัมพฤกษ์
ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง (tulip)ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่าไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆรับประทานแต่เนื้อสัตว์ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็กและต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้นก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง...
(tulip)เช่นมึนเวียนศีรษะง่าย
(tulip)เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา
(tulip)การพูดเริ่มติดๆขัดๆ (tulip)สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน.ต้องนำส่งโรงพยาบาล.เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว....
นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา
◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆

(rose stalk)การดื่มน้ำเย็นสำหรับคนไทยนั้น.ทำให้ไตต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว.ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะเตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะ.ทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำ.จนเลือดข้นหนืดไปหมด.ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น.ทำให้มีคราบไขมันและของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง
(rose stalk)ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์
ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือดแล้วขับออกทางปัสสาวะการทำหน้าที่ตลอด 24 ชม.ไม่มีวันหยุดของไตนั้น (tulip)ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้งน้ำเย็นด้วยก็จะทำให้เกิดภาวะ🎱ไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้💋

■1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆกลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว

■2.มีอาการปวดหลังปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

■3.ปวดเมื่อยตามข้อและร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

■4.หลอดเลือดตีบตันหรือหลอดเลือดแข็งได้ง่ายหากใครยังทานน้ำเย็น นมเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวานเย็น
ชาเย็น อยู่เป็นประจำ มีอาการปวดหลังแน่ๆ
ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้

■1.ปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้นด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน

■2.ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่องด้วยการออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้
หรืออาจใช้การจัดกระดูกช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ

■3.ไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ของหวานจัด เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมากจนทำให้หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย

■4.งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาด รู้แล้วอย่าเฉยเมยนะปฎิบัติด้วยและรู้แล้ว รู้เรื่องจริงด้วย
◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆
(pointing right)และอย่าเก็บไว้คนเดียวนะคะโปรดแบ่งปันให้คนรอบข้าง ปีใหม่2018 ขอให้ทุกท่าน!!!โชคดีมีสุข ตลอดไป


■ใครที่มีเพื่อนรัก! ก็ช่วยส่งกันต่อๆไปนะ ความรู้ใหม่..โภชนาการบำบัดโรค

♥️1.ดื่มน้ำร้อนปลอด
ทุกโรค

♥️2.กินไข่ลวกวันละ
สองฟอง ใส่พริกไทยดำตำเองหนึ่งช้อนชาจะห่างไกลจากอัลไซเมอร์ไม่ต้องไปหาหมอ

♥️3.หยุดกินน้ำตาล
ทราย เพราะเป็นสาเหตุก่อให้
เกิดโรคต่างๆ

♥️4.กินทุเรียน ช่วยรักษาโรคมะเร็ง และแก่ช้า

♥️5.กินแตงโม ช่วยแก้เลือดอุดตัน ลิ่มเลือด และช่วยบำรุงเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย จะทำให้สมถรรพภาพทางเพศแข็งแรง

♥️6.สตรีกินสับปะรด ช่วยกระช้บช่องคลอด

♥️7.กินกล้วยไข่ ช่วยบำรุง ตับ ไต ผิว ตา กระดูก (เหมาะสำหรับคนทำงานหน้าคอมส์) ทำให้หน้าอกโตด้วย

♥️8.กล้วยน้ำว้านำไป
เผาทั้งเปลือก ช่วยรักษา ปวดหัว ตัวร้อน และเบาหวาน

♥️9.กล้วยหอม เด็กถ้ากินช่วยให้ความ
จำดีและสตรีวัยทองช่วยปรับฮอร์โมนให้กินกับ
น้ำมะพร้าวอ่อนจะดีมาก ช่วยรักษาโรคฮันจิสัน (สตรีถ้ากินมากจะเซ็กส์จัดนะ)

♥️10.น้ำมันมะพร้าว
สกัดเย็น ใช้กินและนวดหน้า นวดร่างกายทำให้ดูอ่อนกว่าวัย รักษา ฝ้า กระ ดีมาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตั้งต้นของเครื่องสำอางค์ทุกชนิด

♥️11.กินน้ำมันหมูดีที่
สุดเพราะซ่อมสร้างเนื้อ
เยื่อได้ ที่เหลือขับทิ้งได้
ไม่เหมือนน้ำมันพืชที่
ผ่านกรรมวิธีมีสารเคมี
ตกค้างมากมายมีอัน
ตรายต่อสุขภาพระยะ
ยาวแน่นอน

♥️12.กินหอมแดง,หอมใหญ่,กระเทียมและ ตามด้วยมะนาวฝานบางๆทั้งเปลือก2-3ชิ้นเพื่อ
ดับกลิ่นเพื่อลดไขมันตัวร้ายในหลอดเลือดดีกว่ากินยาลดไขมันซึ่งมีผล
ข้างเคียงที่อันตรายมาก
▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️▪️
★ส่งต่อเป็นวิทยาทาน
นะครับ
■ใครคือเพื่อน18คน ที่คุณจะไม่สามารถลืม
ได้เลยในชีวิต ส่งให้แค่18 คนนั้น แล้วคอยดูว่าคุณเองได้กลับมาเท่าไหร่. เริ่มส่งได้แค่18คนนะ! อย่าลืมส่งให้เพื่อนคน
พิเศษของคุณ (รวมถึงส่งกลับมาให้ข้าพเจ้าด้วยถ้าข้าพเจ้าเป็นคนพิเศษ) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่ารัก
มากๆ เลยนะ ถ้าคุณหรือกลุ่มได้รับ
กลับมาอย่างน้อย 5คน ลองดูเลย

 

ในแต่ละวันที่ตรวจคนไข้ทำให้ได้รับรู้เรื่องพิเศษหลายเรื่องอยู่เสมอครับ บางเรื่องเข้าขั้นน่าอัศจรรย์เสียด้วยซ้ำ ด้วยอาการป่วยแต่ละกรณีถ้าดูให้ดีแล้วจะเห็นถึงความพิเศษ

แม้แต่โรค “หวัด” ธรรมดาๆถ้าดูให้ดีก็จะเห็นความน่าสนใจ

ที่ไม่เหมือนกันก็เพราะผมเห็นของผมเองว่าคนไข้แต่ละคนมีความพิเศษเพราะเขาได้ดูแลสุขภาพมาในแบบต่างๆกัน มีการใช้ชีวิตมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเจ็บป่วยแต่ละครั้งจึงต้องดูแลรายละเอียดเรื่องการกิน-อยู่ที่ผ่านมาของคนคนนั้นด้วย

จึงจะช่วยกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

เพราะโรคที่ดูเหมือนธรรมดาจะกลับกลายเป็น “โรคร้าย” ได้ถ้าเราประมาทครับ

เช่น คัดจมูกบ่อยๆคิดว่าเป็นแค่หวัดแต่ที่จริงอาจกำลังมีหนองเซาะอยู่ในไซนัสเต็มกะโหลก(Pansinusitis)

ปวดหัวประจำทำให้คิดว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่จริงอาจมีความดันสูงและเส้นเลือดพองใกล้แตกเต็มแก่

หรือจุกแน่นลิ้นปี่ไปหาหมอทุกทีก็ได้แต่ยาโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน แล้ววันดีคืนดีก็หัวใจวายไปเพราะอาการจุกนั้นคืออาการเตือนของ “หัวใจขาดเลือดรุนแรง(Severe Ischemic Heart Disease)”

นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มของโรคธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเท่านั้น ที่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามันทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ถ้าแก้ไม่ทัน ยังมีโรคอีกมากที่ชวนให้ตกหลุมพรางมองเป็นโรคดาษๆที่เคยพบในคนไข้เยอะแยะทั่วไปแต่จริงแล้วไม่ใช่เลย

ดังนั้นการดูคนไข้อย่างละเอียดเป็น “รายคน” จึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องอุทิศเวลาในการตรวจคนหนึ่งถึงครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะมันจะช่วยคนไข้ได้ถึงขั้น “รอดตาย” ครับ

และจะยิ่งดีถึงที่สุดถ้าเราทุกคนเองรู้ทัน “ได้ก่อนใคร” ไม่จำเป็นต้องรอกว่าจะถึงมือหมออย่างเดียว จะช่วยได้ทั้งตัวเรา และคนที่เรารักด้วย โดยเฉพาะกับสัญญาณที่จะช่วยชีวิตได้ดังต่อไปนี้

ที่ทุกเสี้ยววินาทีมีค่าที่สุดครับ

1) พูดไม่ชัด อาการพูดอ้อแอ้ราวกับลิ้นคับปาก จู่ๆพูดไม่ชัด บางท่านร่วมกับหน้าเบี้ยวเล็กๆ ให้ระวังผู้ร้ายที่ “สมอง” อาจมีได้ทั้งเส้นเลือดตีบหรือแตกแทรกอยู่ในกะโหลกของท่านโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานจะถึงกับ “อัมพาต” ได้นะครับ

2) ตาดับ ปุบปับเกิดมองไม่ชัดหรือ “มืดลง” ราวกับปิดม่านให้ระวังเรื่องฉุกเฉินของลูกตาครับ ท่านอาจมีเส้นเลือดในตาอุดตันเฉียบพลันหรือมีจอตาลอกหลุดผลัวะออกมาได้ โดยเฉพาะในผู้มีเบาหวานและความดันสูง ให้รีบไปห้องฉุกเฉินก่อน “โลกมืด” อย่างถาวรครับ

3) เจ็บอก เจ็บเล็กๆน้อยพอแปลบปลาบเวลาหายใจยังไม่เป็นไรครับ เจ็บที่อันตรายสุดคือเจ็บแบบ “แน่นเหมือนถูกทับ” พบร่วมกับอาการเหนื่อยและทำท่าจะ “วูบ” อย่างนี้มีเสี่ยงหัวใจขาดเลือดจนหยุดเต้นฉับพลันนะครับ ที่ต้องระวังอีกอันคือ “จุกลิ้นปี่” คล้ายโรคกระเพาะก็มาจากหัวใจได้

4) จุกลิ้นปี่ มาต่อทันทีจากเจ็บอกเพราะเป็นอาการจุกที่อัพเลเวลเป็น “จุกมฤตยู” ไปได้ง่ายๆถ้ามัวแต่คิดแต่ว่าเป็นโรคกระเพาะ ให้สังเกตว่ากินยากระเพาะเท่าไรก็ไม่หาย แถมยังเป็นบ่อยขึ้นในช่วงหลัง และร่วมกับการออกแรงเหนื่อยด้วย

5) ปวดท้องทะลุหลัง อาการปวดแน่นท้องจนร้าวทะลุหลังไม่ได้เกิดจากการทุรยศแทงข้างหลังแต่อย่างใด แต่เป็นอาการฉุกเฉินของ “ถุงน้ำดี” ที่อาจมีอุดตันหรืออักเสบรุนแรงขึ้นครับ รวมถึง “ตับอ่อนอักเสบ” ที่ทำให้ปวดรุนแรงร้าวรานเช่นนี้ได้ เป็นภาวะที่ต้องรีบรู้ให้ทันก่อนครับ

6) ปวดไส้ติ่ง เรื่องนี้ใครก็ทราบว่าฉุกเฉิน แต่ไส้ติ่งอักเสบในหลายคนยังเดินเหินได้ปกติ มีสัญญาณปวดที่ควรระวังคือ ท้องแข็งเกร็ง,กดพุงแล้วเจ็บเวลาปล่อยมือ, เดินกระเทือนเจ็บรุนแรงจนเดินไม่ไหวและมีไข้ซึมลง พวกนี้คือ “ไส้ติ่งแตก” ครับ

7) ไม่ถ่ายไม่ระบาย เรื่องนี้ดูเหมือนง่ายจนไม่เข้าข่ายฉุกเฉิน แต่จริงๆแล้วมีข้อให้สังเกตอยู่ 3 ประการคือ ไม่ถ่าย,ไม่ระบายลมและคลื่นไส้อาเจียน ทั้ง 3 อาการนี้คือภาวะฉุกเฉินของลำไส้อุดตันที่อาจเกิดจาก “มะเร็ง” ก็ได้ครับ

8 ) ปวดหัว,ตามัวและคลื่นไส้ เป็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ใน “กะโหลก” ครับ นี่คืออาการของสมองที่มีปัญหาว่ามีความผิดปกติซุกอยู่ภายใน และเป็นชนิดที่ต้อง “รีบแก้” ให้ทันท่วงทีด้วยอย่าง เส้นเลือดสมองตีบ,ตกเลือดในสมองหรือเนื้องอกก้อนโตครับ

9) ปวดท้องเหมือนจะเป็นลม ระวังเรื่อง “ตกเลือด” ในช่องท้องให้ดีโดยเฉพาะท่านที่รับประทาน “แอสไพริน” เป็นประจำจะทำให้มีเลือดรั่วอยู่ในท้องได้ทีละน้อยๆ และเมื่อกลายเป็นแผลใหญ่ภายในก็จะทำให้ถึงกับหน้าซีดเหงื่อออกและ “ช็อค” ได้

10) น้ำหนักลดมากกว่า 2 กิโลต่อเดือน เป็นสัญญาณอันตรายถึงเรื่อง “มะเร็ง” ที่ทำให้น้ำหนักลดได้มาก เป็นเรื่องที่ต้องทราบเร็วอีกเหมือนกันครับ ส่วนอีกโรคที่เป็นได้คือ “ไทรอยด์เป็นพิษ” ซึ่งมีผลให้น้ำหนักลดมากทั้งที่ไม่ได้เบื่ออาหารครับ

11) คิดถึงเรื่องตายบ่อยๆ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินในคนไข้ซึมเศร้าครับ สังเกตสิครับว่าคุณหมอจะถามว่าเคยรู้สึกเบื่อโลกหรือคิดถึงเรื่องตายบ่อยแค่ไหน นั่นละครับคุณหมอท่านจะประเมินว่าเข้าข่าย “ฉุกเฉิน” ต้องแอดมิตเพียงใด

นอกจาก 11 อาการที่ว่านี้ยังมีสัญญาณฉุกเฉินแบบมโนสาเร่อีกมาก ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวคนไข้เป็นรายไป เป็นต้นว่าคนไข้เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือรูมาตอยด์ก็อาจต้องระวังภาวะฉุกเฉินจากติดเชื้อรุนแรง โลหิตเป็นพิษ หรือคนที่ป่วยด้วยโรค “ลดความอ้วน” ก็อาจ “ช็อค” ได้จากการล้วงคออาเจียนจนขาดเกลือแร่แล้วหัวใจหยุดเต้น

สิ่งเหล่านี้ขึ้นกับเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียวก็คือ “การสังเกต” ครับ หลายครั้งที่คนไข้สังเกตรู้ได้ไวกว่าคุณหมอเสียอีก เพราะเราอยู่กับตัวเองหรือคนที่เรารักได้ใกล้ชิดกว่า ซึ่งนั่นจะช่วยคุณหมอได้มาก

ที่สำคัญคือช่วยชีวิตตัวเองได้อย่างน่าภูมิใจครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
บ้านอโรคยาสารคาม

 

100% ทำไมไม่ใช้การตรวจเลือดในการตรวจเชิงรุก โควิด-19 หมอธีระวัฒน์ แนะผลบวกค่อยแยงจมูก

หมอธีระวัฒน์ ชี้ การคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อ โควิด-19 ด้วยการตรวจเลือดจากวิธีมาตรฐาน 100% ทำไมไม่ใช้ในการตรวจเชิงรุก แนะผลบวกค่อยแยงจมูก แน่นอน ราคาถูกกว่า
 

10 กุมภาพันธ์ 2564 หมอธีระวัฒน์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ย้ำ ควรใช้การคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อ โควิด-19 ด้วยการ ตรวจเลือด จากวิธีมาตรฐาน ถ้าเลือดเป็นบวกค่อยตรวจต่อว่ามีเชื้อปล่อยออกมาหรือไม่ด้วยการ แยงจมูก สงสัย ทำไมไม่ใช้การตรวจเลือดในการตรวจเชิงรุก แน่นอน ราคาถูกกว่า

หมอธีระวัฒน์ ระบุ ตอนนี้ใช้ตรวจเลือดหาแอนติบอดี ว่าติดเชื้อหรือไม่ที่สมุทรสาคร ตามข่าว 10/2/64 ศูนย์โรคอุบัติใหม่ของเราที่กาชาด เสนอตั้งแต่ มีนาคม 2563 ควรใช้การคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อด้วยการตรวจเลือดจากวิธีมาตรฐาน (Elisa) และถ้าเลือดเป็นบวก ค่อยตรวจต่อว่ามีเชื้อปล่อยออกมาหรือไม่ด้วยการ แยงจมูก การตรวจด้วยวิธีมาตรฐานนี้ มีความไว 100% และ จำเพาะ 100% ทั้งนี้ เนื่องจากใช้ recombinant protein RBD และ ACE2 ในการตรวจ IgM IgG และ ภูมิคุ้มกันที่ยับยั้งไวรัสได้ neutralizing antibody การแยงจมูกหาเชื้อ ด้วยกระบวนการ PCR จะไม่พบเชื้อทั้งหมดทุกคน ถ้าแยงครั้งเดียว ดังคนป่วยหลายราย มีอาการ ปอดบวมด้วยซ้ำ แยงจมูก ไม่เจอ สองครั้ง มาเจอครั้งที่สาม เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่รับทราบกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

นอกจากนี้ หมอธีระวัฒน์ ยังระบุอีกว่า แต่ตรวจเลือด เป็นบวกตั้งแต่ต้น ข้อมูลจากการเจาะเลือด พิสูจน์แล้วและกำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร PlosOne ทั้งนี้ การตรวจของเราที่กาชาดสามารถบอกได้ตั้งแต่ต้น ที่มีเชื้อปล่อยออกมา ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีก็ตาม และการตรวจที่มีการติดเชื้อที่ในจุฬาฯ ขณะนี้ การหาเชื้อโดยแยงจมูก กับการตรวจเลือดของเราที่ศูนย์อุบัติใหม่กาชาดตรงกัน นั่นก็คือ ทำไมไม่ใช้การตรวจเลือดในการตรวจเชิงรุก ถ้าพบว่า + ค่อยพิสูจน์ว่ามีเชื้อปล่อยหรือไม่โดยการแยงจมูกต่อก็จบ และแน่นอน ราคาถูกกว่า ทั้งนี้ ยังไม่ได้พูดถึง rapid test ปลายนิ้ว การตรวจเลือดมาตรฐาน 3 ชั่วโมง ยังต้องเรียนให้ทราบมาหนึ่งปีแล้ว ตรวจ ชุดใหญ่ 3 ตัว 1,000 บาท IgM IgG ราคาถูกกว่ามาก 400 บาท

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/news/regional/457930?adz=

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ