30 เม.ย.63- รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุข้อความว่า ความสำคัญของห้องสุขาในยุค COVID-19

เมื่อวานได้รับการติดต่อโฟนอินจากรายการข่าว พิธีกรได้ถามถึงเหตุผลในการที่หลายหน่วยงานกำลังออกมาตรการให้ร้านอาหารต่างๆ รวมถึงสวนสาธารณะ ต้องทำความสะอาดห้องสุขาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทั้งวัน

 
 

จริงอยู่ที่เราทราบกันดีว่าไวรัสโรค COVID-19 นี้ติดเชื้อผ่านทางเดินหายใจ โดยละอองเสมหะ น้ำมูก หรือการหยิบจับสิ่งที่ปนเปื้อนมาขยี้ตา ล้วงแคะแกะเกาจมูกและปาก

เชื้อเข้าไปในร่างกายโดยการติดเชื้อผ่านเซลล์ปอดโดยมีตัวรับ Angiotensin Converting Enzyme 2 (ACE2 receptor) เป็นหลัก

อย่างไรก็ตามพบว่า เซลล์ในอวัยวะอื่นๆ ในทางเดินอาหารก็มีตัวรับนี้เช่นกัน จึงเป็นตัวอธิบายว่า สามารถตรวจพบสารพันธุกรรม RNA ของไวรัสนี้ในอุจจาระได้ แถมตรวจพบได้ยาวนานกว่าในทางเดินหายใจอีกต่างหาก บางรายงานพบว่าตรวจได้ยาวนานเป็นเดือน

แม้ยังไม่มีรายงานใดที่พิสูจน์ชัดๆ ว่าเกิดการติดเชื้อจากอุจจาระได้ แต่ก็ยังคงแนะนำว่าต้องระมัดระวัง เพราะอาจมีการสูดละอองน้ำอุจจาระจากการราดน้ำหรือ flush สุขภัณฑ์ เข้าทางเดินหายใจได้ การรักษาความสะอาดสุขาจึงจำเป็นที่จะต้องทำ

นอกจากนี้ ตัวรับ ACE2 ยังพบในกระเพาะปัสสาวะ อัณฑะ และไตอีกด้วย แต่อดีตถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยที่จะสามารถตรวจพบตัวไวรัสในปัสสาวะ และอสุจิได้

แต่...แต่...แต่... ล่าสุดวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมานี้เอง Sun J และคณะจากประเทศจีน เพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยที่พิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถตรวจพบ"ตัวไวรัส"จากปัสสาวะของผู้ป่วยอายุ 72 ปีที่ติดเชื้อโรค COVID-19 ได้ และได้ทำการทดสอบด้วยว่าไวรัสที่ตรวจพบในปัสสาวะของผู้ป่วยนี้ยังสามารถติดเชื้อไปสู่เซลล์อื่นได้ด้วย นี่จึงเป็นรายงานล่าสุดที่ตอกย้ำให้ทุกคนต้องระมัดระวังเรื่องโอกาสแพร่เชื้อผ่านทางปัสสาวะด้วย

ดังนั้นการทำความสะอาดสุขา นอกจากทำความสะอาดบริเวณที่หยิบจับบ่อยๆ เช่น ประตูห้องสุขา ก๊อกน้ำ ปุ่มกดต่างๆ และตัวสุขภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอุจจาระแล้ว ยังต้องทำความสะอาดที่โถปัสสาวะด้วย

พออ่านรายงานทางการแพทย์ล่าสุดเกี่ยวกับปัสสาวะแล้ว และมาประกอบกับความรู้เกี่ยวกับอุจจาระ ก็น่าจะพอสรุปได้ว่า เพื่อความปลอดภัย ประชาชนเวลาไปใช้ห้องสุขานอกบ้าน ควรใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยด้วย และหมั่นล้างมือบ่อยๆ นะครับ

นอกจากนี้ที่ผมเป็นห่วงมากๆ คือ พนักงานที่ทำความสะอาดห้องสุขา ก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากนายจ้าง กรุณาจัดสรรอุปกรณ์ป้องกันแก่เค้าให้เพียงพอ และจัดฝึกอบรมโดยเชิญวิทยากรที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการจัดให้มีการตรวจร่างกาย คัดกรองโรค COVID-19 แก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอนะครับ เค้าทำงานช่วยเหลือพวกเราทุกคนแล้ว ก็ต้องช่วยกันดูแลเค้าด้วยครับ.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/64667

 

  

26 พ.ค.63- รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ทีมวิจัยจากประเทศเยอรมันเพิ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับโลก The Lancet ฉบับ 21 พฤษภาคม 2563 นี้เอง

รายงานการตรวจหาไวรัสโรค COVID-19 ในมารดา 2 คน ที่ติดเชื้อโรค COVID-19 เพิ่งคลอดและเลี้ยงลูกด้วยน้ำนม

 
 

ผลการตรวจด้วยวิธี RT-PCR พบว่า มีมารดา 1 คนที่ตรวจพบไวรัสในน้ำนม ในช่วงที่มีอาการโรค COVID-19 อยู่ประมาณ 9 วัน ทั้งนี้สามารถตรวจพบถึง 3 วัน

เค้าทำการคาดประมาณว่ามีไวรัสอยู่ในน้ำนมประมาณ 94,800-132,000 ตัวต่อซีซี

และพบว่าลูกของมารดาคนนี้ก็ติดเชื้อ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าติดจากน้ำนมที่กิน หรือจากทางอื่นๆ

งานวิจัยนี้ตอกย้ำให้มีความระแวดระวัง และยังต้องการการวิจัยในกลุ่มประชากรจำนวนมากกว่านี้เพื่อนำไปสู่การสรุปแนวทางหรือคำแนะนำเกี่ยวกับการให้นมลูกของมารดาที่ติดเชื้อโรค COVID-19 ต่อไป

แต่ในยุคนี้ที่เรายังไม่มียามาตรฐานและวัคซีนป้องกัน ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์และมีอาการคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ หรือมีอาการอื่นๆ ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นโรค COVID-19 เช่น ตาแดง ดมแล้วไม่ได้กลิ่น กินอาหารไม่ได้รสชาติ เป็นต้น ก็น่าจะไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองให้ดีว่าติดเชื้อหรือไม่ จะได้วางแผนในการดูแลรักษาและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิง
Rüdiger Groß et al. Detection of SARS-CoV-2 in human breastmilk. The Lancet. 21 May 2020.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/66951

 


21 ส.ค.63 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้
สถานการณ์ทั่วโลกล่าสุด 21 สิงหาคม 2563
พรุ่งนี้จะทะลุ 23 ล้านคน
เมื่อวานติดเชื้อเพิ่มอีกถึง 269,033 คน ตายเพิ่มอีก 6,408 คน ยอดรวมตอนนี้ 22,791,986 คน
อเมริกา ติดเพิ่ม 46,856 คน รวม 5,739,998 คน ตายเพิ่มเกินพัน
บราซิล ติดเพิ่ม 45,323 คน รวม 3,501,975 คน ตายเพิ่มเกินพัน
อินเดีย ติดเพิ่ม 68,507 คน รวม 2,904,329 คน ตายเพิ่มเกือบพัน
รัสเซีย ติดเพิ่ม 4,785 คน รวม 942,106 คน ตายหลักร้อย
แอฟริกาใต้ เม็กซิโก เปรู ติดเพิ่มสี่พัน ห้าพัน เก้าพัน ตามลำดับ เปรูดูจะสถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม ยอดติดต่อวันเพิ่มขึ้นมาก
สหราชอาณาจักร เยอรมัน ฝรั่งเศส อิหร่าน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ติดเพิ่มกันหลักพันถึงหลายพัน ส่วนญี่ปุ่นติดเกือบพัน
หลายประเทศในยุโรป รวมทั้งแคนาดา ปากีสถาน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ติดเพิ่มกันหลายร้อย
ส่วนสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม ติดเพิ่มกันหลักสิบ
จีน มาเลเซีย และนิวซีแลนด์ ต่ำกว่าสิบ
...สถานการณ์ในภาพรวม การระบาดทั่วโลกยังไม่ดีขึ้น เพิ่ม 1 ล้านทุก 4 วันเช่นเดิมตั้งแต่กรกฎาคมมาสิงหาคม ไวกว่ามีนาคม 9 เท่า...
...ข้อมูลทางการแพทย์ที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค COVID-19 นี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน
เดิมเชื่อว่าติดเชื้อกันผ่านทางไอ จาม ไวรัสเกาะมากับละอองฝอยของน้ำลาย เสมหะ หรือสิ่งคัดหลั่งต่างๆ รวมถึงที่เกาะติดกับสิ่งของในสภาพแวดล้อมและไปจับต้องถูกสิ่งของเหล่านั้น นำมาล้วงแคะแกะเกา
แต่ตอนนี้ชัดเจนขึ้นมากว่า มีหลักฐานบ่งชี้ถึงการแพร่ผ่านทางอากาศ หรือ aerosol transmission ได้ เช่น การระบาดหมู่มากใน call center ประเทศเกาหลี, คณะร้องเพลงในโบสถ์ในประเทศอเมริกา, รวมถึงการติดเชื้อในร้านอาหารในประเทศจีน เป็นต้น
ดังนั้นประชาชนทุกคนจึงควรรับทราบความรู้เหล่านี้ ตามอัพเดตอยู่เสมอ จะได้ระแวดระวัง ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะไม่ติดเชื้อไวรัสโรค COVID-19 นี้
โรคนี้แพร่ไวกว่าไข้หวัดใหญ่ เป็นแล้วตายได้ ไม่ใช่หวัดธรรมดา และยังไม่มียารักษามาตรฐาน ไม่มีวัคซีนป้องกัน
ตอนนี้ความเสี่ยงที่จะมีการระบาดซ้ำในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากศึกนอกและศึกใน
เชื่อว่าทางศบค.ได้พยายามเต็มที่ที่จะวางแผนอย่างรัดกุม
การนำเข้าชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศจำเป็นต้องทำเฉพาะที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น และระบบการคัดกรองโรค กักตัว รวมถึงติดตาม ต้องเข้มแข็ง จึงจะลดโอกาสการแพร่ระบาดซ้ำได้
ฟองสบู่ท่องเที่ยวจำเป็นต้องยุติไปก่อนอย่างน้อย 6 เดือน เพราะสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงทั่วโลก ไม่มีที่ใดปลอดภัย
นโยบายรัฐควรใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ยืนบนขาตนเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ จึงจะมีโอกาสรอดในสงครามนี้ซึ่งคาดว่าจะกินเวลาอีกอย่างน้อย 6-18 เดือนจึงจะซาลง
ขณะที่ภายในประเทศ ก็ขอให้พวกเราทุกคนป้องกันตัวเองเสมอ มีสติในการดำรงชีวิต อดทน อดกลั้น อดออม และพอเพียง
#ใส่หน้ากากเสมอ
#ล้างมือบ่อยๆ
#อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร
#ไม่แชร์ของกินของใช้ร่วมกับคนอื่น
#พูดน้อยลง
#พบคนน้อยลงสั้นลง
#คอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว
#หากไม่สบายให้หยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจรักษา
ประเทศไทยต้องทำได้
ด้วยรักต่อทุกคน
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ้างอิง
Airborne transmission of covid-19. BMJ 2020;370:m3206

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/75097

 


12 มิ.ย.63 -รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเพซบุ๊ก เรื่องมาตรการที่เหมาะสมสำหรับคอนเสิร์ต

มีเนื้อหาดังนี้


เช้านี้เห็นข่าวในทีวี พูดถึงมาตรการที่รัฐกำลังจะพิจารณาสำหรับคอนเสิร์ตที่อาจอนุญาตให้สามารถจัดขึ้นได้หลังประกาศปลดล็อค
มาตรการที่ออกมา ควรเข้าใจธรรมชาติของกิจกรรมและธรรมชาติของคน
ตรงไปตรงมา...คอนเสิร์ต...ถ้าจะอนุญาตให้จัดแล้ว ขืนไปออกกฎห้ามตะโกน กรี๊ด ร้องเพลงกันดังๆ คงทำไม่ได้แน่นอน และขืนให้ใส่หน้ากาก ก็เชื่อขนมกินได้ว่า มีถอดกันแหงๆ
การจะไปให้รักษาระยะห่าง จะทำได้จริงหรือ
การจะให้กำหนดที่นั่งฟังคอนเสิร์ตห่างๆ กัน ใครจะทำตามได้จริง
การรักษาระยะห่างในคอนเสิร์ต คงจะทำได้ในลักษณะการฟังแบบดนตรีคลาสสิค โอเปร่า หรือการแสดงที่ชูเรื่องความสงบ
ดังนั้น การพิจารณากฎเกณฑ์นั้นสำคัญอย่างยิ่ง
อาศัยความรู้ทางการแพทย์ที่เรามีอยู่คือ...
แค่การคุยกันระยะใกล้ โดยที่เค้าไม่มีไอ ไม่มีจาม การวิจัยพบว่าจะมีละอองน้ำลาย (aerosol) ขนาดราว 1 ไมครอนออกมาเวลาพูดคุยกันได้
แถมจำนวนละอองฝอยขนาดเล็กนี้ มีปริมาณถึง 10 ละอองต่อวินาที
นั่นคือ การคุยกันธรรมดา 10 นาที เรามีโอกาสสัมผัสละอองฝอยจากคนที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆ มากถึง 6,000 ละอองฝอย (หากพูดไม่หยุดเลย 😊)
แต่หากคุยแบบเสียงดัง ตะโกน ตะเบ็ง จำนวนละอองฝอยที่ออกมาจะมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังเคยมีคนทำการวิจัยไว้ด้วยว่า ละอองฝอยเหล่านี้สามารถนำพาเอาไวรัสไข้หวัดใหญ่ไปได้ ซึ่งก็เป็นไปได้สำหรับโควิด-19 เช่นกัน
แม้จะมีปัจจัยอื่นๆ แวดล้อมที่อาจส่งผลต่อโอกาสแพร่เชื้อด้วย เช่น การถ่ายเทอากาศ ทิศทางและความแรงของลม ฯลฯ
เมื่อเราทราบข้อมูลความรู้ข้างต้น เราจึงน่าจะทราบได้ดีว่า ถ้ามีคนติดเชื้อไวรัสอยู่ในคอนเสิร์ต ย่อมมีความเสี่ยงในการแพร่กันได้มาก
จุดสำคัญจึงอยู่ที่...


1. การคัดกรองอาการ ตรวจประวัติไม่สบาย การเดินทาง อาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไข้ ตาแดง ท้องเสีย ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ถ้ามี ก็ไม่ควรเข้าไปในงาน
2. จิตสำนึกของทุกคนที่เข้ามาในคอนเสิร์ต ประเมินตนเองให้ดีตามความจริง ไม่ปิดบัง
3. ระบบประกันความเสี่ยงจากการจัดคอนเสิร์ต ผู้จัดควรมีประกันสำหรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อผู้เล่น ผู้ฟัง และสังคม ซึ่งเดิมไม่เคยมีมาก่อน
4. หลังคอนเสิร์ต คนเข้าร่วมงานคอนเสิร์ตทุกคนควรหมั่นประเมินอาการตนเอง หากภายในสองสัปดาห์มีอาการไม่สบาย ให้รีบไปปรึกษาแพทย์
ส่วนตัวแล้วคิดว่า มาตรการที่รัฐคลอดออกมา ควรสอดคล้องกับธรรมชาติของงาน เราคงห้ามไม่ได้ทุกอย่าง และหากรู้ว่ามีความเสี่ยง ก็ควรกระตุ้นให้คนทราบถึงความเสี่ยง และเตรียมพร้อมจัดการอย่างทันท่วงทีครับ
ด้วยรักต่อทุกคน

อ้างอิง
Asadi S et al. The coronavirus pandemic and aerosols: Does
COVID-19 transmit via expiratory particles? Aerosol Science and Technology. 3 April 2020. DOI: 10.1080/02786826.2020.1749229

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/68469

 

ศ.webp

หมอธีระวัฒน์'ยันการฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนัง ไม่ใช่ประหยัดอย่างเดียว แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและผลแทรกซ้อน เผยทำการทดสอบแล้วได้ผลดี ผลข้างเคียง ต่ำกว่าการฉีดเข้ากล้าม 10 เท่าหรือมากกว่า

19 พ.ย. 2564 - ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

การฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนัง ไม่ใช่ประหยัดอย่างเดียว แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดด้วย
ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ประหลาดมหัศจรรย์ ในการนำวัคซีนทุกประเภทมาใช้ในการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง

ทั้งนี้ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นคือการที่จะสามารถประหยัดวัคซีนลงได้มหาศาล โดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีนโควิด
ซึ่งข้อมูลในปัจจุบันยืนยันกันแล้วว่าต้องสามารถฉีดให้ได้ 90% ของคนในพื้นที่หรือในประเทศภายในระยะเวลาอันสั้น นั่นคือไม่เกินสามเดือน ทั้งนี้ เพื่อไม่เปิดโอกาสให้ไวรัสมีการแพร่เป็นลูกโซ่ออกไปต่อ

ซึ่งในระหว่างการแพร่นั้นจะมีการพัฒนาตนเองให้เก่งกาจมากขึ้น ทั้งในการติดง่ายซึ่งหมายถึงหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ตามธรรมชาติและดื้อต่อภูมิที่ได้จากวัคซีนและยังร่วมทั้งดื้อต่อภูมิที่ได้จากการติดเชื้อที่เกิดขึ้นมาก่อนและทำให้อาการหนัก ตายมากขึ้น

โดยเห็นตัวอย่างมากมายแล้วว่าการติดเชื้อซ้ำครั้งที่สอง ยังเกิดได้ ตั้งแต่หนึ่งเดือนครึ่ง เป็นต้นไปและจะชัดเจนขึ้นตั้งแต่สามเดือนไปแล้ว แม้ว่าชื่อไวรัสยังคงเป็นยี่ห้อเดิมเช่นเดลต้า ถ้าเป็นเดลต้าที่มีทั้งไมเนอร์และเมเจอร์เชนจ์ แบบรถยนต์ที่ออกใหม่ที่มีเปลี่ยนไฟหลังไฟหน้าเบาะคอนโซลเป็นต้น นั้นเป็นผลจากการปล่อยให้มีการระบาดอย่างต่อเนื่องโดยควบคุมป้องกันไม่ทัน

จากการที่สามารถใช้วัคซีนปริมาณน้อย เลยทำให้สามารถเผื่อแผ่วัคซีนให้กับคนอื่นได้ทั่วถึง โดยที่วัคซีนแอสตร้านั้น หนึ่งโดสจะกลายเป็นห้า โมเดนา จากหนึ่งจะกลายเป็น 10 และไฟเซอร์จากหนึ่งจะกลายเป็นสาม และวัคซีนเชื้อตายก็เช่นกัน

โดยที่จะเป็นการฉีดกระตุ้นเข็มที่สาม หรือแม้แต่จะเป็นการฉีดตั้งแต่เข็มที่หนึ่งก็ตาม ยกเว้นในกรณีของวัคซีนเชื้อตายถ้าจะใช้ควรใช้เป็นเข็มที่หนึ่งและสองไม่ควรใช้เป็นตัวกระตุ้นเข็มที่สามเนื่องจากไม่ได้มูลค่าเพิ่มหรือกำไรเพิ่มเพราะเชื้อตายนั้นมีประโยชน์เพื่อวางเป็นรากฐานและให้วัคซีนยี่ห้ออื่นต่อยอด

ซึ่งการต่อยอดโดยยี่ห้ออื่นนี้ จะทำให้ภูมิคุ้มกันที่ตกลงอย่างรวดเร็วภายในสองเดือนหลังจากเข็มที่สองของเชื้อตายพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาสองสัปดาห์และอยู่ในระดับสูงมากของภูมิที่ยับยั้งไวรัสได้
และนอกจากนั้นยังสามารถ คลุมข้ามสายพันธุ์ดั้งเดิมคือสายจีนมาเป็นสายอังกฤษและเดลต้าได้

วัคซีนกระตุ้นเข็มที่สามนั้น เมื่อฉีดตามเข็มที่หนึ่งและสองของเชื้อตาย ถ้าใช้เอสตร้า จะป้องกันสายแอฟริกาไม่ได้ซึ่งอาจหมายรวมถึงสายเปรูด้วย ในขณะที่เข็มที่สามถ้าเป็นไฟเซอร์จะคุมสายแอฟริกาได้ด้วย แม้ว่าจะไม่ดีนักก็ตาม ซึ่งอาจจะอนุมานได้ว่าวัคซีนโมเดน่า ควรจะมีประสิทธิภาพคล้ายกัน

สำหรับวัคซีนเข็มที่หนึ่งและที่สองในกรณีของเชื้อตายที่ทางการนำมาฉีดไขว้ คือชิโนแว็กต่อด้วยแอสตร้า ตามหลักแล้วจะไม่ค่อยได้กำไรหรือไม่ได้เลย

เพราะหลักการฉีดไขว้นั้น หมายความว่าวัคซีนชนิดนั้นเข็มเดียวต้องเริ่มได้ผลแล้วและยอมรับกันแล้วว่าเข็มแรกแอสตร้า ซึ่งก็ทำให้ภูมิขึ้นได้แล้วและต่อด้วยไฟเซอร์หรือโมเดนา ซึ่งเข็มเดียวก็ได้ผลบ้างอยู่แล้ว เมื่อนำมาฉีดต่อกันจะทำให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันขึ้นดีกว่ายี่ห้อเดี่ยวสองเข็ม

ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการคือในเรื่องของความปลอดภัยและผลแทรกซ้อน การฉีดเข้าชั้นผิวหนังจะใช้ปริมาณน้อยมาก

ดังนั้นการกระตุ้นทำให้เกิดผลแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจะน้อยกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นยังสามารถอธิบายได้จากการที่การฉีดเข้าชั้นผิวหนังนั้นกลไกในการกระตุ้นภูมิจะแยกออกอีกสายที่เรียกว่าเป็น Th2 ในขณะที่การฉีดเข้ากล้ามการกระตุ้นจะเป็นสาย Th1

และสาย Th1 นี้เองที่เป็นขั้นตอนกระบวนการ ของโควิดที่ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ต่อจาก เม็ดเลือดขาว นิวโตรฟิล (กระบวนการ NETS สุขภาพพรรษา กลไกที่ทำให้เกิดเสมหะเหนียวขุ่นคลั่กและพังผืด) และต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดมีลิ่มเลือดอุดตันหรือเนื้อเยื่อและอวัยวะอักเสบทั่วร่างกาย

รวมกระทั่งถึงกล้ามเนื้อหัวใจและสมองอักเสบที่เราเรียกว่ามรสุมภูมิวิกฤติ (cytokine storm)

ทั้งนี้เราทุกคนต้องไม่ลืมว่าวัคซีนนั้นคือร่างจำลองของไวรัสโควิดนั่นเองและส่วนที่วัคซีนทุกยี่ห้อนำมาใช้นั้นจะมีส่วนหรือชิ้นของไวรัสที่เกาะติดกับเซลล์มนุษย์และเป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่ทำให้เกิดการอักเสบ จาก ACE2 รวมกระทั่งถึงการทำให้มีความเบี่ยงเบน ขาดสมดุลระหว่าง Th1 และTh2 โดยออกไปทาง Th1 และ ต่อด้วยอีกหลายสายย่อยรวมทั้ง 17 เป็นตัน

การฉีดเข้าชั้นผิวหนังเริ่มตั้งแต่ 37 ปีที่แล้ว โดยที่คณะของเราพยายามแก้ปัญหาที่ต้องการเลิกใช้วัคซีนเชื้อตายพิษสุนัขบ้าที่ทำจากสมองสัตว์และเกิดสมองอักเสบมากมาย แต่เมื่อจะใช้วัคซีนชนิดดีก็มีราคาแพงจึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นการฉีดเข้าชั้นผิวหนังและเริ่มใช้ที่สถานเสาวภาก่อนในปี 1987 และขยายไปใช้ทั่วประเทศและได้แสดงให้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันปาสเตอร์ของฝรั่งเศส จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐและสถาบันไวรัส เอสเสน ของเยอรมัน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญอื่นๆรับทราบและในที่สุดองค์การอนามัยโลกยอมรับให้ใช้ทั่วโลกในปี 1991 จากนั้นมีการทบทวนและการติดตามความปลอดภัยและประโยชน์ที่ได้รับเป็นระยะ ทุก 4-5 ปี และจวบจนกระทั่งครั้งสุดท้ายมีการจัดประชุมขององค์การอนามัยโลกที่คณะแพทยศาสตร์จุฬา ในปี 2017 และออกคู่มือคำแนะนำในปี 2018 ก็ยังยืนยันการฉีดเข้าชั้นผิวหนังอยู่เช่นเดิม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้โดยที่มีคณะทำงานอิสระภายใต้องค์การอนามัยโลกทำการประเมินและรายงานในปี 2018 เช่นกัน
ทั้งนี้ได้มีการติดตามวิเคราะห์ข้อมูลทั่วโลกโดยยืนยันว่า คนที่ถูกหมากัดที่สงสัยหรือพิสูจน์ว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า 30,000 รายรอดชีวิตทั้งหมด

การฉีดเข้าชั้นผิวหนังยังนำมาใช้ในทวีปแอฟริกากับวัคซีนไข้เหลืองและยังรวมไปจนถึงวัคซีนสมองอักเสบ JE วัคซีนตับอักเสบบี และแม้แต่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้อนุมัติจากองค์การอนามัยโลกและสหรัฐ ที่ใช้จนถึงปัจจุบันนี้ก็ใช้วิธีการฉีดเข้าชั้นผิวหนังเช่นกัน

มีผู้สงสัยอยู่ว่า แล้วทำไมไม่เอาวิธีการฉีดเข้าชั้นผิวหนังตั้งแต่ต้น

คำถามนี้เป็นคำถามตั้งแต่ 37 ปีที่แล้ว และเราก็ได้ทราบคำตอบจากบริษัทวัคซีนหลายแห่งว่าเพราะขายได้น้อยลง แต่เราก็ช่วยอธิบายว่าถ้าสามารถใช้ได้ทั่วทุกคนจำนวนที่ขายแท้จริงแล้วก็ไม่ได้ลดลงและอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
คำถามที่ว่าการฉีดยุ่งยากแท้จริงแล้วเป็นการฉีดที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พยาบาลปฏิบัติกัน ด้วยความช่ำชองยกตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีน บีซีจี ในเด็กแรกเกิด เป็นต้นและแม้แต่การฝึกการฉีดเพียง 15 นาทีหรือครึ่งชั่วโมงก็ฉีดเป็น โดยใช้กระบอกฉีดยาที่ใช้ฉีดในคนเป็นเบาหวานและใช้เข็มขนาดเล็กมาก

โดยประโยชน์ที่ได้รับและทำให้คนเข้าถึงได้ทุกคน เท่าเทียมกันในระยะเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งมีความปลอดภัยมากกว่า

ทั้งนี้จนกระทั่งถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2564 คณะทำงานประสานทีมต่างๆของเราอันประกอบไปด้วย อาจารย์หมอเขตต์ ศรีประทักษ์สถาบันโรคทรวงอก อาจารย์หมอทยา กิติยากร โรงพยาบาลรามาธิบดี และอาจารย์ด็อกเตอร์อนันต์ จงแก้ววัฒนา ไบโอเทค สวทช และหมอเองและคณะศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่คณะแพทยศาสตร์จุฬา
ได้ทำการทดสอบการฉีดเข้าชั้นผิวหนังไม่ต่ำกว่า 400 ราย ได้ผลดีและมีผลข้างเคียงเป็นเฉพาะที่ตุ่มแดงหรือคันโดยผลข้างเคียงรุนแรงไข้ปวดหัวปวดเมื่อยและอาการร้ายแรงอื่นๆไม่ปรากฏหรือน้อยมาก ซึ่งประสบการณ์การศึกษาของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ก็ได้แสดงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในลักษณะเดียวกัน โดยผลข้างเคียงที่เกิดแก่ระบบทั่วร่างกาย ต่ำกว่าการฉีดเข้ากล้าม 10 เท่าหรือมากกว่า

จนกระทั่งถึงเวลานี้ เดี๋ยวนี้คงต้องเป็นเรื่องที่ทางการต้องรีบตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศและความปลอดภัยสูงสุด

 
 
 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ