‘นพ.ยง’ ชี้ ‘โควิด’ คุมยาก! แม้ไทยติดเชื้อน้อยแต่ทั่วโลกยังระบาดวันละแสนคน

"นพ.ยง" ชี้ "โควิด" คุมยาก! แม้ไทยติดเชื้อน้อยแต่ทั่วโลกยังระบาดวันละแสนคน ย้ำต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ระบุว่า "โควิด-19 เราจะต้องอยู่ด้วยกันได้" ถึงแม้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยติดเชื้อน้อยมาก จะพบการติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ มาตรการในการควบคุมทำได้ดีมาก แต่ยังมีโรคนี้ระบาดอยู่ทั่วโลก มีผู้ป่วยใหม่วันละเป็นแสนคน จึงเป็นการยากที่จะกวาดล้างไวรัสนี้ให้หมดไป ทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่

ในทุกปี "โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ" เช่น ไข้หวัดใหญ่ RSV จะพบน้อยมากในฤดูร้อน และในช่วงปิดเทอมจะระบาดมากในฤดูฝน เริ่มตั้งแต่นักเรียนเปิดเทอม จะติดต่อกันง่ายมากในโรงเรียน

"โควิด-19" เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีการติดเชื้อ เช่นเดียวกับโรคทางเดินหายใจ ก็ไม่แปลกที่จะระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะจากเด็กสู่เด็กก่อนแล้วจึงแพร่ระบาดออกไป

การระบาดในระลอก 2 ถ้าเกิดในฤดูฝน อย่างไข้หวัดใหญ่ก็ยากที่จะควบคุม จะต้องเริ่มต้นปิดบ้านปิดเมืองใหม่ หรือ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

การเรียนการสอนปีนี้ จึงต้องอยู่ในวิถีชีวิตใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของโรคได้ เด็กนักเรียนจะต้องเรียนได้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน การเรียนการสอน ไม่ควรยกให้เป็นภาระของโรงเรียนเท่านั้น ที่บ้านก็จะต้องมีบทบาทมาก แม้กระทั่งท้องถิ่น ก็มีปราชญ์ชาวบ้านมากมาย ที่พร้อมจะสอนได้

การประสบความสำเร็จในชีวิตของเด็ก ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันเข้าเรียน การกวดวิชา โรงเรียนกวดวิชาไม่สามารถกำหนดระยะห่างของบุคคลได้
เด็กเรียนกวดวิชาจ่ายค่าเล่าเรียนแพง แล้วนั่งเรียนกับครูตู้ นั่งติดกัน ก็ไม่เห็นมีใครบ่น หรือดรามา

ที่ผ่านมา คนมีฐานะสามารถให้ลูกหลานไปเรียนกวดวิชา เกิดความแตกต่างทางการศึกษา เพราะตัววัดของเราไม่ดี คุณครูเองก็จะต้องเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสเลย การเรียนเชิงภาคปฏิบัติ ปฏิบัติงานจริง ไปทำได้จริง ถึงอยู่ที่บ้านก็สามารถทำได้

การศึกษาในปีนี้ จึงต้องมีการเตรียมการ การเรียนการสอนแบบวิถีชีวิตใหม่ ให้เด็กไทยประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่เกิดความเครียดในการเรียน ตั้งแต่เช้าจนเย็น นอกเวลาต้องไปกวดวิชา วิถีชีวิตใหม่ อาจทำให้เด็กมีความสุขมากขึ้นก็ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://today.line.me/

เนื้อหาต้นฉบับ https://today.line.me/TH/pc/article/aQ1PoP?utm_source=lineshare

 

 

‘ปักกิ่ง’ ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินภาวะสงคราม พบติดโควิด 45 ราย

สื่อต่างประเทศรายงานว่า พื้นที่ "เขตเฟิงไถ" ในกรุงปักกิ่งถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินภาวะสงคราม และห้ามเดินทางท่องเที่ยวในวันนี้ หลังจากพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งคาดว่า มาจากตลาดค้าส่งแห่งใหญ่ที่เป็นต้นตอการระบาดระลอกสอง 

ชู จุนเว่ย เจ้าหน้าที่เขตเฟิงไถของกรุงปักกิ่ง กล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์แพร่ระบาดโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในวันเสาร์ว่า เขตเฟิงไถซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปักกิ่ง ได้ถูกประกาศให้อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินภาวะสงคราม หลังจากที่ตรวจเจอผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในตลาดค้าส่งเนื้อสัตว์แห่งใหญ่

ทั้งนี้ จากการตรวจเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มประชาชนที่เดินทางไปตลาดแห่งนี้ จำนวน 517 คน พบว่า มีผลบวกติดโควิด-19 จำนวน 45 คน แต่ยังไม่มีใครแสดงอาการของผู้ป่วยโรคโควิด-19 

ด้าน โฆษกกรุงปักกิ่ง เปิดเผยว่า ผู้ป่วยใหม่ 6 คนที่ได้รับการยืนยันในวานนี้เป็นการติดเชื้อในชุมชนที่มีประวัติไปตลาดนี้มาก่อน ทำให้ทางการกรุงปักกิ่งสั่งระงับการท่องเที่ยวข้ามเมืองทันที จากเดิมที่เพียงแค่สั่งงดการค้าเนื้อวัวและเนื้อแกะที่ตลาดนี้ และจะให้คนที่เกี่ยวข้องกับตลาดกว่า 10,000 คนต้องรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า จากการสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่า ผู้ป่วยใหม่อาจติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนในตลาด หรือติดเชื้อจากผู้ป่วยในตลาด

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 7.66 ล้านคนทั่วโลก และเสียชีวิตมากกว่า 420,000 ราย แม้ว่า หลายประเทศดูเหมือนจะสามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้แล้วก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/884955

 
‘โควิด-19 กลายพันธุ์’ อุปสรรคร้ายต่อ 'พัฒนาวัคซีนต้านไวรัส'
 

นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ลอส อลาโมส (แอลเอเอ็นแอล) หนึ่งในห้องปฏิบัติการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก สังกัดกระทรวงพลังงานสหรัฐ เปิดเผยว่า  ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อกว่า 4 เดือนที่แล้ว ได้กลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ติดต่อได้ไวขึ้นและกำลังระบาดหนักในสหรัฐ

ผลการศึกษาชิ้นใหม่ของห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ลอส อลาโมส ความยาว 33 หน้า ได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ bioRxiv(ไบโออาร์ไคฟ) คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ด้านชีววิทยา ระบุว่าไวรัสโคโรน่าที่กลายพันธุ์เริ่มการแพร่ระบาดในยุโรปช่วงต้นเดือน ก.พ.  ก่อนที่จะลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐ แคนาดา และได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในหลายประเทศทั่วโลกภายในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักวิจัยกำลังจับตาว่า ไวรัสชนิดนี้จะอ่อนกำลังลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  ในช่วงฤดูร้อนเหมือนกับไวรัสโคโรน่าที่ทำให้เกิดโรคหวัดตามฤดูกาลหรือไม่ หรือจะกลายพันธุ์ต่อไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ทำให้เกิดข้อจำกัดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนต้านโควิด-19ที่ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนากันอยู่ เนื่องจากนักวิจัยวัคซีนส่วนหนึ่งใช้ลำดับพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่าในช่วงแรก ๆ ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดตั้งต้น เพื่อประโยชน์ด้านการพัฒนาวัคซีน

เบตต์ คอร์เบอร์ นักชีววิทยาของแอลเอเอ็นแอล  ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงานผลการศึกษากล่าวว่า  แม้เรื่องนี้จะเป็นข่าวเชิงลบก็อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะทีมนักวิจัยแอลเอเอ็นแอล ได้เก็บบันทึกข้อมูลการกลายพันธุ์นี้ไว้หมดแล้ว  รวมทั้งผลของการกลายพันธุ์ที่มีต่อการแพร่ระบาด และความร่วมมือระหว่างบรรดานักวิจัยในห้องปฏิบัติการของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้มีการศึกษา ติดตาม และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับลำดับพันธุกรรมใหม่ของไวรัสชนิดนี้ ได้อย่างรวดเร็ว และเท่าที่จะเป็นไปได้

มีรายงานว่า เมื่อต้นเดือน มี.ค. นักวิจัยของจีนก็ออกมาระบุว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอยู่ ถูกตรวจพบว่ามี 2 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งและสถาบันปาสเตอร์ในเซี่ยงไฮ้ เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ชี้ว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่ติดต่อได้รวดเร็วขึ้นนั้น  มีสัดส่วนราว 70% ของทั้งหมดที่ถูกนำมาวิจัย และเป็นสายพันธุ์ที่ออกอาการรุนแรงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต พบมากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดใหม่ ๆ ในเมืองอู่ฮั่น

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยของแอลเอเอ็นแอล ได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดยุค และมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์จากประเทศอังกฤษ ทำการวิเคราะห์วิจัยลำดับพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่าอีกหลายพันสายพันธุ์ และจนถึงขณะนี้พบว่า มี14 สายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์  ซึ่งมีผลต่อสไปค์โปรตีน (spike protein) ซึ่งเป็นโครงสร้างชั้นนอกของไวรัสและเป็นกลไกที่นำพาไวรัสเข้าสู่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์และแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาวัคซีนให้เกิดขึ้นในเร็วนี้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/879396

 

 
‘ไฟเซอร์’ เริ่มทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 ในคน
 

ทั้งนี้ ไฟเซอร์ได้พัฒนาวัคซีนดังกล่าวร่วมกับ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี โดยผู้เข้าร่วมโครงการทดลองดังกล่าวในสหรัฐจะได้รับการฉีดวัคซีน BNT162 หลังจากที่เริ่มมีการทดลองวัคซีนดังกล่าวในคนในเยอรมนีในเดือนที่แล้ว

ไฟเซอร์ ระบุว่า ผู้เข้าร่วมโครงการทดลองวัคซีนดังกล่าวอยู่ในวัย 18-55 ปี ก่อนที่จะรวมผู้ที่มีวัยสูงกว่าเข้าร่วมโครงการดังกล่าวในระยะต่อไป พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า บริษัทจะสามารถผลิตวัคซีนหลายล้านโดสภายในปลายปีนี้

องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทหลายแห่งทั่วโลกกำลังทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมแล้วกว่า 100 ตัว และมีวัคซีนอย่างน้อย 8 ตัวที่กำลังอยู่ในขั้นทดลองกับมนุษย์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/879240

 

 

 

    
 

            มาพร้อมกับการแพร่ระบาดของไวรัส คงปฏิเสธไม่ได้กับข้อมูลแชร์ต่อๆกันบนโลกออนไลน์แบบ

ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ อาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป และสร้างความเข้าใจผิดได้ ดังนั้นเราจึงได้รวบรวม

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ COVID-19 โดยมี ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาช่วยตอบคำถามไขข้อเท็จ

ให้ทุกคนได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ดังนี้

 

              1. ฉีดแอลกอฮอล์ใส่หน้ากากอนามัยแล้วนำมาใช้ต่อได้

              ไม่จริง : การฉีดแอลกอฮอล์ใส่หน้ากากอนามัยเป็นส่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะด้านหน้า

ของหน้ากากอนามัยมีการเคลือบสารกันซึมไว้ ดังนั้นการฉีดแอลกอฮอล์ใส่หน้ากากอนามัย จะทำให้

คุณสมบัติของสารกันซึมนั้นเสื่อมประสิทธิภาพ เกิดการรั่วซึมและไม่สามารถป้องกันฝุ่นหรือเชื้อโรคได้

 

              2. การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดความเสี่ยงในการเป็น COVID-19

              ไม่จริง : วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้เฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่เท่านั้น ไม่สามารถป้องกัน

COVID-19 ได้ และในขณะนี้วัคซีนของ COVID-19 ยังอยู่ในขบวนการศึกษาวิจัย ต้องใช้เวลาหลายเดือน

กว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริงกับคน

 

 

              3. ไม่มีไข้ก็สามารถเป็น COVID-19 ได้

              จริง : ในระยะเริ่มต้นของโรคผู้ป่วยร้อยละ 50 อาจไม่มีไข้ได้ แต่หากเข้าสู่ระยะที่เป็นมากขึ้นหรือ

ต้องนอนโรงพยาบาลผู้ป่วยกว่าร้อยละ 90 จะมีไข้ชัดเจน ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับระยะของโรค ถ้าหากเป็นวันแรก ๆ

การตรวจวัดไข้อาจไม่พบได้

 

              4. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสามารถป้องกัน COVID-19 ได้

              ไม่จริง : การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเหมาะสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ คนที่มีอาการคัดจมูกหรือเป็น

ไซนัสอักเสบ แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยที่บอกว่าการล้างจมูกจะช่วยป้องกัน COVID-19 ได้

 

              5. การกินวิตามิน หรือสมุนไพร จะช่วยป้องกัน COVID-19

              ไม่จริง : อย่างที่บอกไปเบื้องต้นว่าในขณะนี้ไม่มีวิตามินหรือสมุนไพรที่ช่วยป้องกัน COVID-19

เพราะกำลังอยู่ในกระบวนการศึกษาวิจัย ดังนั้นการกินวิตามิน หรือสมุนไพร ไม่สามารถช่วยป้องกัน COVID-19 ได้

 

              6. หากกลั้นหายใจได้เกิน 10 วินาที แสดงว่าไม่เป็น COVID-19

              ไม่จริง : การกลั้นหายใจไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็น COVID-19 หรือไม่ รวมถึงแอปพลิเคชัน

หรือวิธีเช็กลิสต์ต่าง ๆ ที่ออกมาตามโซเชียลมีเดีย ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ต้องดูที่อาการและความเสี่ยงที่เข้าเกณฑ์เป็นหลัก

 

              7. คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากาก N95

              จริง : หน้ากาก N95 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนทั่วไปใส่ในชีวิตประจำวันหรือใส่เป็นเวลานาน ๆ

เพราะเป็นหน้ากากที่มีคุณสมบัติป้องกันเชื้อโรคได้สูง เมื่อใส่นาน ๆ จะเกิดความอึดอัด ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับ

บุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็น COVID-19 ส่วนคนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ไม่ป่วย

สามารถใช้หน้ากากผ้าได้ เพราะประหยัดและนำกลับมาใช้ซ้ำได้

 

              8. หากเคยเป็น COVID-19 แล้วร่างกายจะมีภูมิต้านทาน

              จริง : COVID-19 คือการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งตามหลักการทั่วไปของการติดเชื้อไวรัสนั้น

หากหายดีแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานต่อโรคนั้น ๆ ป้องกันการกลับเป็นโรคซ้ำ แต่ในอนาคต

ต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพราะหากมีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส ก็อาจมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้

 

              9. ล้างมือด้วยสบู่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ดีกว่าเจลแอลกอฮอล์

              ไม่จริง : การล้างมือด้วยสบู่และเจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไปนั้นมีประสิทธิภาพการ

ฆ่าเชื้อได้เท่าเทียมกัน แต่การล้างมือด้วยสบู่มีข้อดีกว่าเล็กน้อยเพราะจะสามารถล้างได้สะอาดและหมดจดกว่า

เจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะถ้ามื้อเปื้อน ส่วนเจลแอลกอฮอล์จะเหมาะสำหรับการพกพาใช้ระหว่างวันเพราะสะดวกกว่า

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/64439

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ