โควิด-19 ระบาดหนักในสหรัฐ ฟลอริดาติดเชื้อรายวันสูงสุด

 

รัฐฟลอริดาทำสถิติสูงสุด ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ เพิ่มอีก 15,299 คน ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หรือประมาณ 1 ใน 4 ของตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันทั่วสหรัฐ และเสียชีวิตรายใหม่ 45 คน โดยรัฐฟลอริดา ซึ่งมีประชากรเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐ ทำสถิติผู้ติดเชื้อรายวันสูงที่สุดแซงแคลิฟอร์เนียไปแล้ว

ฟลอริดา ซึ่งเริ่มยกเลิกมาตรการคุมเข้มควบคุมการระบาดของไวรัสในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผล และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการท่องเที่ยวและประชากรผู้สูงอายุ โรงพยาบาลมากกว่า 40 แห่งในฟลอริดา แถลงว่า ห้องรักษาผู้ป่วยหนัก หรือไอซียู เต็มความสามารถแล้ว ขณะที่ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามผลักดันให้เปิดโรงเรียนอีกครั้งและยังมีการประท้วงต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัยในรัฐมิชิแกนและมิสซูรี ด้วย


หากรัฐฟลอริดา เป็นประเทศ จะอยู่อันดับ 4 ของโลกที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงที่สุดในวันเดียว เป็นรองสหรัฐ, บราซิลและอินเดีย จากการวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยผู้ติดเชื้อรายวันในฟลอริดา แซงหน้าสถิติผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงที่สุดที่มีรายงานอยู่ในประเทศยุโรปในช่วงที่การระบาดอยู่ในระดับสูงสุดด้วย อีกทั้งยังทำลายสถิติผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดในนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ที่ 12,847 คน เมื่อวันที่ 10 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่นิวยอร์กเป็นศูนย์กลางการระบาดของสหรัฐ

ผู้ติดเชื้อในฟลอริดา ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่านายรอน เดอซานติส ผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกัน ได้สั่งให้ปิดบาร์อีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว แต่เขาปฏิเสธที่จะบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย

การพุ่งขึ้นของผู้ติดเชื้อล่าสุดนี้ มีขึ้นหนึ่งวันหลังวอลต์ ดีสนีย์ เวิลด์ ในเมืองออร์แลนโด เปิดสวนสนุกอีกครั้ง ด้วยการจำกัดการเข้าชมของนักท่องเที่ยว ซึ่งได้รับการต้อนรับด้วยมาตรการที่ปลอดภัย ซึ่งรวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัย, การใช้เจลล้างมือ และตรวจวัดอุณหภูมิ ณ จุดคัดกรอง

อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัยในหลายรัฐ ซึ่งรวมทั้งฟลอริดาและมิชิแกน จัดการประท้วงต่อต้านคำสั่งของรัฐบาลท้องถิ่นที่ให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย โดยแย้งว่า มาตรการดังกล่าวละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของรอยเตอร์เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า พบว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังเพิ่มสูงขึ้นในประมาณ 40 รัฐ และสหรัฐก็ทำลายสถิติโลก มีผู้ติดเชื้อรายวันวันเดียวกว่า 60,000 คนติดต่อกัน 4 วันแล้ว อัตราผู้ป่วยติดเชื้อที่ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นด้วยในรัฐแอริโซนา, แคลิฟอร์เนีย, ฟลอริดา และเท็กซัส

ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่ทรุดหนัก ขณะที่เขาเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ กดดันให้รัฐต่าง ๆ เปิดเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหายและโรงเรียนอีกครั้ง ซึ่งทางเบตซี เดวอส รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐ แถลงเมื่อวันอาทิตย์แล้วว่า กระทรวงศึกษาธิการของเธอไม่มีแผนการที่มีความปลอดภัยพอที่จะส่งเสริมให้มีการเปิดโรงเรียนใหม่ และเขตการศึกษาแต่ละแห่งและแต่ละรัฐต้องพิจารณาแผนการของตัวเองบนพื้นฐานของอัตราการระบาดของไวรัสในท้องถิ่น ว่ามีความปลอดภัยในการเปิดเรียนหรือไม่ด้านดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นไอเอช) ที่ปรึกษาระดับสูงของศูนย์ป้องกันโควิด-19 ประจำทำเนียบขาว วิพากษ์วิจารณ์การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ในรัฐฟลอริดา โดยบอกว่า ข้อมูลการระบาดไม่ได้สนับสนุนให้มีการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มต่าง ๆ แม้แต่น้อย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสนับสนุนให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเพื่อจำกัดการระบาดของไวรัส แต่ประเด็นนี้ กลายเป็นความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐ ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ ที่อัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตลดลงอย่างมาก เนื่องจากผู้คนหันมาสวมหน้ากากอนามัยป้องกัน

การระบาดของไวรัสที่ล่วงเลยมา 7 เดือน ตัวประธานาธิบดีทรัมป์เอง ก็เพิ่งจะสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก เมื่อเขาเดินทางไปยังโรงพยาบาลทหารในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาปฏิเสธสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะมาตลอดก่อนหน้านี้ แต่ก็เรียกร้องให้ชาวอเมริกันสวม โดยบอกว่า มันเป็นทางเลือกส่วนตัว ซึ่งจนถึงขณะนี้ ชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงปฏิเสธที่จะสวมหน้ากากอนามัย ทั้ง ๆ ที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข บอกว่า สามารถช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ ซึ่งล่าสุดไวรัสมรณะ ได้คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปแล้วมากกว่า 135,000 คน และติดเชื้อทั่วประเทศเกือบ 3.3 ล้านคน
 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.newtv.co.th

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.newtv.co.th/news/60110

ได้แถลงการออกมาว่า วุฒิสมาชิก เชื้อสายไทย จากรัฐอิลลินอยส์ TAMMY DUCKWORTH ได้รับพิจารณาให้เป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต เเละจะมีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม นี้

รายงานข่าว TPM

https://youtu.be/cmpKBMXcsRU

  

12 ก.ค.63-  Mr.Toshihisa Onishi จากสำนักข่าวเกียวโด ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทีมข่าวและล่ามได้เดินทางไปยัง หมู่บ้านบางมั่น หมู่ที่ 18 ตำบลนาพญา อ.หลังสวน จ.ชุมพร เพื่อพิสูจน์ดูชีวิตความเป็นอยู่ของลิงกังขึ้นมะพร้าว ที่กำลังกลายเป็นประเด็นปัญหาส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ  จากกรณีองค์กรมนุษย์เพื่อการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีจริยธรรม หรือ PETA (พีต้า) เผยแพร่คลิบวิดีโอรายงานอ้างว่าในประเทศไทยมีการบังคับให้ลิงกังทำงานเหมือนกับใช้เครื่องจักรให้ขึ้นมะพร้าววันละนับพันลูกถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์ จึงส่งผลให้ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในประเทศอังกฤษและยุโรปสั่งเก็บกะทิและผลิตภัณฑ์มะพร้าวออกจากห้างจนเกิดกระแสวิพากษ์อยู่ขณะในนี้นั้น
 
การลงพื้นที่ของสำนักข่าวดังจากประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเพราะเป็นข่าวดังระดับโลกที่ส่งผลต่อผลผลิตมะพร้าวในประเทศไทยอย่างแน่นอน  สำหรับ จ.ชุมพรนั้นมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากกว่า 1 แสนไร่ โดยเฉพาะหมู่บ้านบางมั่น ตำบลนาพญา ถือเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวจำนวนมาก  
 
นายเสน่ห์ คงสุวรรณ ประธานชมรมผู้เลี้ยงลิงกังขึ้นมะพร้าว จ.ชุมพร นายจินตการ พรหมสุวรรณ รองนายกสมาคมชาวสวนมะพร้าว จ.ชุมพร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เกี่ยวข้องในท้องที่มาร่วมให้การต้อนรับคณะของผู้สื่อข่าวจากต่างประเทศเพื่อให้ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงพร้อมกับให้ถ่ายทำบันทึกภาพการใช้ลิงกังขึ้นมะพร้าว ชีวิตความเป็นอยู่ของลิงกังและเจ้าของซึ่งเป็นไปตามวิถีชีวิตความรักความผูกพันระหว่างคนกับลิงกังในชีวิตประจำวันที่สืบทอดมาแต่โบราณหลายชั่วอายุคนแล้ว เพื่อให้ผู้สื่อข่าวจากต่างประเทศได้เห็นกับสายตาตนเองว่าการเลี้ยงลิงกังไว้ขึ้นมะพร้าวนั้นเจ้าของจะเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดีมากกว่าการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นอื่นๆ
 
นายเสน่ห์ อธิบายผู้สื่อข่าวจากญี่ปุ่น ว่า การเลี้ยงลิงกังขึ้นมะพร้าวนั้นมีมาตั้งแต่โบราณรุ่นปู่ย่าตายาย และปัจจุบันการเลี้ยงดูลิงกังนั้นไม่ได้จับมาจากป่าธรรมชาติ เพราะลิงกังเป็นสัตว์คุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535  แต่ผู้ที่เลี้ยงลิงกังอยู่ทุกวันนี้เป็นเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนและฝังไมโครชิพ การครอบครองลิงกังไว้กับทางราชการก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นสัตว์คุ้มครอง
 
“สำหรับลิงกังที่ใช้ขึ้นมะพร้าวทุกวันนี้ได้มีการเลี้ยงขยายเพันธุ์มาจากพ่อแม่พันธุ์ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้แล้ว เมื่อเติบโตก็จะนำมาฝึกหัดให้ปั่นลูกมะพร้าวจนชำนาญ จนรู้หน้าที่ รู้ภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างทำงาน พอมีอายุมากกว่า 3 ปี จึงจะนำไปทำงานขึ้นมะพร้าว ในแต่ละวันหนึ่งจะขึ้นมะพร้าวตั้งแต่เวลา 8.00 น-15.00 น มีพักเที่ยงกินอาหารเช่นเดียวกับเจ้าของ และลิงกัง 1 ตัวจะขึ้นมะพร้าวได้ประมาณ 300 ลูก บางคนมีลิงกัง 2-3 ตัว ก็จะขึ้นมะพร้าวรวมกันได้มากนับพันลูก เมื่อกลับมาถึงบ้านก็จะจัดหาอาหารให้ลิงกังได้กินอย่างดี รวมถึงการสร้างที่อยู่ให้กับลิงกังได้หลับนอนในตอนกลางคืนเพื่อให้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ ” นายเสน่ห์ ระบุ
 
นายเสน่ห์ กล่าวต่อว่าผู้ที่จะเลี้ยงลิงกังขึ้นมะพร้าวใน จ.ชุมพร ทุกคนได้ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการแล้วซึ่งจะมีกฎหมายควบคุมและมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการทรมานทารุณกรรมลิงกังขึ้นมะพร้าว หากมีการทรมานทารุณกรรมลิงกังมันก็จะไม่สามารถทำงานขึ้นมะพร้าวให้กับเราได้เลย เพราะมันจะเกิดอาการดื้อและต่อต้านไม่ยอมขึ้นอย่างแน่นอน
 
ด้าน Mr.Toshihisa Onishi ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเกียวโด ประเทศญี่ปุ่น กล่าวกับเจ้าของลิงกังและชาวสวนมะพร้าวผ่านล่ามว่าที่ตนเองมาในวันนี้ก็เพื่อจะมาดูมาพิสูจน์ความจริงให้เห็นกับสายตาว่าการฝึกสอนลูกลิงกังให้เก็บลูกมะพร้าว กับการให้ทำงานลิงกังขึ้นมะพร้าวจริง ๆ และการเลี้ยงดูชีวิตความเป็นอยู่หลังลิงกังทำงานขึ้นมะพร้าวเป็นอย่างไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาและวิถีชีวิตดั้งเดิม เพราะลิงกังถูกฝึกหัดเรียนรู้จนรู้หน้าที่ตัวเองและวิ่งขึ้นปั่นลูกมะพร้าวด้วยความชำนาญตามที่มีการฝึกฝนมาโดยใช้ภาษาที่สื่อสารเข้าใจระหว่างกันไม่มีการบังคับทุบตีแต่อย่างใด และยังมีความผูกพันความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันระหว่างคนกับลิงกัง ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาวิถีชีวิตของคนไทยที่ควรจะอนุรักษ์ไว้ และตนเองจะได้นำเสนอข่าวให้คนทั่วโลกได้รับรู้ตามที่ได้ลงพื้นที่พบเห็นมากับสายตาตัวเอง.

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/71199

 
ไทยโดนด้วย! 'ไข้เลือดออก' ซ้ำโควิดระบาดหนัก 'อาเซียน'
 

ในช่วงที่ระบบสาธารณสุขกำลังแออัดเพราะรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ก็ต้องเจอกับไข้เลือดออกระบาด

เหลียง โฮ นัม แพทย์ด้านโรคติดเชื้อโรงพยาบาลเมาท์เอลิซาเบธ โนเวนา ในสิงคโปร์ เผยกับซีเอ็นบีซีว่า จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งขึ้นมาก

สัปดาห์ก่อน สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (เอ็นอีเอ) กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกจ่อทุบสถิติ 22,170 คน ที่เคยทำไว้ในปี 2556 ข้อมูลถึงวันที่ 6 ก.ค. จำนวนผู้ป่วยเกินกว่า 15,500 คนแล้ว

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปีนี้จะเป็นที่สถานการณ์ย่ำแย่” เหลียงให้ความเห็นถึงสถานการณ์ในสิงคโปร์ตั้งแต่ก่อนเอ็นอีเอแถลงข้อมูลเสียอีก

ส่วนประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดือนก่อนปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเตือนว่า จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกพุ่งสูงทั่วประเทศ

ในอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หน่วยงานสาธารณสุขรายงานว่า ปลายเดือน มิ.ย. จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกทั่วประเทศอยู่ที่ 68,000 คน

 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) จัดความเสี่ยงไข้เลือดออกในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ยกเว้นสิงคโปร์ว่า “เกิดบ่อย/ต่อเนื่อง”

 

ไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่โลกกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเสียหายหนัก ประชาชนหลายล้านคนออกไปไหนไม่ได้ต้องอยู่แต่ในบ้าน ผลจากมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อควบคุมโรค

“โชคไม่ดีเลยที่ไข้เลือดออกพบเนื้อคู่เหมาะสมนั่นคือการล็อคดาวน์ เมื่อคนเราต้องอยู่กับบ้านหนีโควิด ก็ยิ่งเสี่ยงเจอยุงพาหะไข้เลือดออกที่เพาะพันธุ์อยู่ในละแวกบ้านมากขึ้น ยิ่งมีผู้ติดเชื้อมากก็ยิ่งเป็นไปได้มากที่ยุงไม่ติดเชื้อมากัดคนที่ติดเชื้อเป็นเหตุให้ไข้เลือดออกขยายวงมากขึ้น” เหลียงขยายความ

ด้าน ดูแอน กูเบลอร์ ผู้อำนวยการก่อตั้งโครงการวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ มหาวิทยาลัยแพทย์ดยุค-เอ็นยูเอสในสิงคโปร์ เห็นพ้องกับเหลียง

“ผู้คนติดอยู่กับบ้านตลอดเวลาจึงมีโอกาสโดนยุงที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัดมากขึ้น ดังนั้นต้องมีมาตรการให้มากยิ่งขึ้นมาควบคุมลูกน้ำยุงลาย” กูเบลอร์กล่าวพร้อมเตือนถึงอันตรายของพื้นที่ก่อสร้าง ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงขนานใหญ่ อันเป็นผลจากการล็อคดาวน์ป้องกันโควิด-19

“การระบาดของโควิดอาจมีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายไข้เลือดออกได้เป็นอย่างมาก” นักวิชาการให้ความเห็น

ในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุด 70,736 คน ตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ รองลงมาคือฟิลิปปินส์ 51,754 คน และสิงคโปร์ 45,423 คน

เหลียงกล่าวว่า ประเทศที่เคยควบคุมการระบาดของไข้เลือดออกได้ดีในอดีต ตอนนี้เสียหายมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบการติดเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญใช้มาตรวัดที่เรียกว่า “อัตราการติดเชื้อไข้เลือดออกที่อายุ 9 ขวบ”

สิงคโปร์มีเด็กอายุ 9 ขวบเป็นไข้เลือดออกไม่ถึง 9% ส่วนตัวเลขในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่า มาเลเซียอยู่ที่ 30-40% ไทยและอินโดนีเซีย 50-60% และฟิลิปปินส์ 90%

เหลียงยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ที่เขามองว่า “ไม่มีอะไรจะเสีย” ในทางกลับกันประเทศอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียต่างหากที่ยัง “เสียหายได้อีกมาก” เขาเตือนด้วยว่า ระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่ลดลงในกลุ่มประชากรทั่วไป ทำให้ยุงหาตัวคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้ง่ายขึ้น การติดเชื้อกระจายง่ายขึ้น

เมื่อมองไปข้างหน้า กูเบลอร์ กล่าวว่า ประเทศในภูมิภาคที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญคือฤดูฝน ปกติอยู่ระหว่างเดือน ก.ค.-พ.ย. ที่การติดเชื้อไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น เขาเกรงว่าในช่วงโควิด-19 ระบาด ประเทศทั้งหลายอาจไม่มีสถานพยาบาลรับมือกับโรคอื่นโดยเฉพาะไข้เลือดออก

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/888839?anf=

จากซากรถไฟฟ้าลาวาลิน สู่ ‘สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา’ เปิดบริการปลายเดือนมิ.ย.นี้

สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา สวนสวยลอยฟ้า กลางแม่น้ำเจ้าพระยา แห่งแรกของเมืองไทย พร้อมจะเปิดให้บริการแล้ว ปลายเดือนมิถุนายนนี้ ปั้นแลนด์มาร์กใหม่แม่น้ำเจ้าพระยา

จากซากรางรถไฟฟ้าลาวาลิน ที่ถูกทิ้งร้างนานเกือบ 30 ปี กลายเป็นสะพานด้วน กลางแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ ได้ถูกปรับเปลี่่ยนให้กลายเป็นสวนลอยฟ้าเจ้าพระยา โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ทางสัญจร บนโครงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณช่องกลางสะพานพระปกเกล้า พร้อมจะอวดโฉม เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ของคนกรุงแล้ว


สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ ทางสัญจรบนโครงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ ช่องกลางสะพานพระปกเกล้า เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น 1 ใน 9 ภารกิจเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการทันที เพื่อให้การบริหารราช การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมทันที ตามนโยบายที่ 4"คุณภาพชีวิตที่ดี" (care) ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ


เป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อการพักผ่อน ออกกำลังกาย และยังสามารถชมวิว และบรรยากาศอันสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เต็มไปด้วย สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ อย่าง พระปรางค์วัดอรุณฯ, พระบรมธาตุมหาเจดีย์ วัดประยุรฯ, วัดซางตาครู้ส ชุมชนกุฎีจีน, สะพานพุทธ, ไปรษณียาคาร, ยอดพิมาน, ไอคอนสยาม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีทางเดิน และทางจักรยาน ความยาว 280 เมตร เชื่อมสัญจรฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร ตลอดเส้นทางร่มรื่นไปด้วยเงาไม้ ให้เดินชมวิวกันได้ชิลๆ โดยเฉพาะยามเช้าและยามเย็น เชื่อแน่ว่าเมื่อพร้อมเปิดให้บริการแล้ว จะเป็นอีกแหล่งเช็คอินของคนกรุงแน่นอน


ที่มาของ สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา เริ่มต้นจากภาพทิ้งร้างของสะพานเก่าๆ ตรงกลางสะพานพระปกเกล้า ซึ่งเป็น ซากสะพานจากโครงการลาวาลิน โครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพยุคแรก ตั้งแต่ปี 2522 ที่เริ่มศึกษาเส้นทาง จนนำมาสู่การเซ็นสัญญากับ บริษัท ลาวาลิน ในปี 2533 และเริ่มก่อสร้างได้เพียง 2 ปี บริษัท ลาวาลิน กลับประสบปัญหาด้านการเงิน จนทิ้งร้างโครงการ เหลือเพียงซากสะพานไว้ให้ดูต่างหน้า


จากนั้น ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการพัฒนาเมือง ซึ่งเกิดมาจากความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีแนวคิดที่จะพัฒนาเมืองในย่านต่างๆ รวมถึง ย่านกะดีจีน-คลองสาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ทางขึ้น-ลงสะพานพระปกเกล้าฝั่งธนฯ

UddC จึงมีแนวคิดที่จะปัดฝุ่นปรับโฉมซากสะพานแห่งนี้ ให้กลายเป็นสวนลอยฟ้าเหนือแม่น้ำ ได้รับการออกแบบโดย N7A ในด้านของสถาปัตยกรรม และ LandProcess ออกแบบด้านของภูมิสถาปัตยกรรม โดยใช้ชื่อเรียกขานว่า สะพานพระปกเกล้า Sky Park และส่งต่อให้กับ กรุงเทพมหานคร ซึ่งโครงการในปี 2561 ภายใต้งบประมาณเกือบ 130 ล้านบาท โดยมีบริษัท เอสจีอาร์ เอนเตอร์ไพร์ส จำกัด ประมูลโครงการนี้ไปในราคา 122 ล้านบาท และเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562


นอกจากนี้ ทางกรุงเทพมหานคร ยังได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ด้วย อาทิ กรมทางหลวงชนบท เจ้าของที่ดินบริเวณใต้สะพานพระปกเกล้า ไปรษณีย์ไทย เจ้าของไปรษณียาคาร พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเกี่ยวกับกิจการไปรษณีย์ไทยในอดีต กรมเจ้าท่า ที่ดูแลเรื่องการสัญจรของเรือที่ลอดใต้สะพานแห่งนี้ และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ดูแลโครงการรถไฟฟ้าของลาวาลินในอดีต

กรุงเทพมหานคร ยังได้เปิดประกวด ให้ตั้งชื่อสวนสาธารณะลอยฟ้าดังกล่าว และตัดสินคัดเลือก ใช้ชื่อว่า "สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา" (Chao Phraya Sky Park) โดยจะเปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการปลายเดือนมิถุนายนนี้

สวนลอยฟ้าเจ้าพระยาแห่งนี้ จะกลายเป็น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ของกรุงเทพ ด้วยการออกแบบพื้นที่ที่มีความยาวเพียง 280 เมตร และกว้างประมาณ 9 เมตรให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า โดยทำเป็นสองชั้นด้วยกัน ที่ออกแบบเป็นทางเดินสโลปทางเดินขึ้นลงสลับไปมาเรื่อยๆ คล้ายๆ กับสยามสแควร์วัน ที่มีสโลปเชื่อมต่อชั้นต่างๆ


เริ่มตั้งแต่ปลายสะพานฝั่งธนบุรีเหนือสวนป่าเฉลิมพระเกียรติถึงปลายสะพาน ฝั่งพระนคร ระยะทางประมาณ 280 เมตร จะมีทั้งทางเดินในร่ม ทางจักรยาน จุดชมวิว สโลปที่เป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ และพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมนันทนาการ ทางขึ้นลงของสวนแห่งนี้ทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนฯ จะมีลิฟต์สำหรับการขึ้นลงของผู้พิการและคนชราอีกด้วย

อดใจรอกันนิด เพราะกรุงเทพมหานคร ยืนยันแล้วว่า จะเปิดให้บริการได้ปลายเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมทั้งเชิญ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในพิธีเปิด


วิธีการเดินทางไป สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา

  • รถเมล์ มาลงที่ใต้สะพานพุทธ ได้ทั้งสาย 3, 7ก, 9, 42, 8, 73, 73ก และ 82

  • เรือด่วนเจ้าพระยา ลงที่ท่าสะพานพุทธ จอดท่านี้เฉพาะเรือด่วนธงสีส้ม และเรือประจำทาง (แบบธรรมดา ไม่มีธง)

  • รถไฟฟ้า ให้ลงจากรถไฟฟ้าที่ MRT สถานีสนามไชย ประตู 3, 4 หรือ 5 แล้วเดินมาทางปากคลองตลาด ไปสะพานพุทธ หรือออกประตู 2 แล้วเดินไปขึ้นรถเมล์สาย 9 หรือ 82 หน้าโรงเรียนวัดราชบพิธ ฝั่งถนนพระพิพิธ แล้วลงรถเมล์ที่ใต้สะพานพุทธ

 
 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://today.line.me/

เนื้อหาต้นฉบับ https://today.line.me/TH/pc/article/E2V5Q2?utm_source=lineshare

พบแล้ว! 'ต้นตอ' โควิด-19 ในตลาดเนื้อปักกิ่ง

กรุงปักกิ่งของจีนสั่งล็อคดาวน์หลายพื้นที่ หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศ 6 ราย หวั่นติดเชื้อในชุมชนอีกรอบ พร้อมเผย "ต้นตอ" โควิดระบาดระลอกล่าสุดในตลาดเนื้อย่านชุมชน

ทางการกรุงปักกิ่งแถลงวันเสาร์ (13 มิ.ย.) ว่า ห้ามประชาชน 11 ชุมชนในเขตเฟิ่งไถออกจากเคหะสถาน เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อในประเทศอีก 6 ราย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ "ตลาดเนื้อซินฟาตี้" ที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3 คนเป็นคนงานในตลาด 1 คนมาซื้อของ และอีก 2 คนเป็นพนักงานศูนย์วิจัยเนื้อจีนที่อยู่ห่างออกไป 7 กิโลเมตร โดยพนักงานคนหนึ่งเคยไปตลาดเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทางการสั่งปิดตลาดซินฟาตี้และตลาดซีฟู้ดจิ่งเซิงในเขตเดียวกัน ที่ผู้ป่วยรายหนึ่งเคยไป เพื่อฆ่าเชื้อและเก็บตัวอย่างไปตรวจเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.)

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ตำรวจหลายร้อยนายและสารวัตรทหารอีกหลายสิบนาย ระดมกำลังกันเข้าไปทั้งสองตลาด ที่ตลาดซีฟู้ดจิ่งเซิงคนงานวุ่นอยู่กับการขนย้ายลังสินค้า

เจ้าหน้าที่เขตเผยว่า เขตเฟิ่งไถประกาศเข้าสู่ "สถานการณ์ฉุกเฉินยามสงคราม" และตั้งศูนย์บัญชาการภาคสนามเพื่อรับมือกับการติดเชื้อระลอกใหม่ โรงเรียนและโรงเรียนอนุบาล 9 แห่งบริเวณใกล้เคียงถูกสั่งปิด เมื่อวันศุกร์ทางการปักกิ่งเลื่อนการเปิดโรงเรียนประถมทั่วเมืองออกไปก่อน ระงับการแข่งขันกีฬาทุกชนิดและห้ามการรับประทานอาหารเป็นกลุ่ม วานนี้ห้ามกรุ๊ปทัวร์ท่องเที่ยวข้ามมณฑล

 

ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) กรุงปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในรอบ 2 เดือนเคยไปตลาดเนื้อซินฟาตี้เมื่อสัปดาห์ก่อน และเมื่อเร็วๆ นี้ไม่เคยไปต่างประเทศเลย

 

ประธานตลาดค้าส่งซินฟาตี้เผยกับสำนักข่าวปักกิ่งนิวส์ของทางการว่า ตรวจพบไวรัสต้นตอโรคโควิด-19 บน "เขียงหั่นปลาแซลมอนนำเข้า" ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความสะอาดของอาหารในกรุงปักกิ่ง

เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลตลาดจึงสั่งตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารทั่วเมือง เน้นที่เนื้อสดและเนื้อแช่แข็ง สัตว์ปีก และปลาในซูเปอร์มาร์เก็ต โกดัง และบริการจัดเลี้ยง

หนังสือพิมพ์ปักกิ่งเดลีรายงานวานนี้ว่า เครือซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่อย่างวูมาร์ทและคาร์ฟูร์ กำจัดแซลมอนค้างคืนที่เหลือในปักกิ่งไปหมดแล้ว แต่บอกว่าสินค้าชนิดอื่นไม่ได้รับผลกระทบ ร้านอาหารในกรุงปักกิ่งบางร้านไม่เสิร์ฟแซลมอนเลย

นอกจากนี้ทางการกรุงปักกิ่งยังประกาศมาตรการตรวจหาเชื้อโควิด-19 กับคนที่สัมผัสตลาดซินฟาตี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. หลังจากเก็บตัวอย่างสภาพแวดล้อมในตลาดเกษตรและซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ทั่วเมืองเมื่อวันศุกร์มาตรวจสอบกว่า 5,000 ตัวอย่าง ได้ผลเป็นบวก 40 ตัวอย่าง ทั้งหมดมาจากตลาดซินฟาตี้ 

ในวันเดียวกัน ทางการยังตรวจคนงานจากตลาดค้าส่งในกรุงปักกิ่งอีกเกือบ 2,000 คนด้วย ใช้วิธีกวาดเนื้อเยื่อในลำคอได้ผลเป็นบวก 46 คน แต่ขณะนี้ยังไม่แสดงอาการ ทั้งหมดถูกกักตัวเพื่อสังเกตอาการอย่างเข้มงวด

 

ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดทำงานในตลาดซินฟาตี้ ยกเว้นคนเดียวที่ทำงานในตลาดเกษตรเขตไห่เตี้ยน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง และติดต่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อรายหนึ่งจากตลาดซินฟาตี้

ก่อนหน้านี้ จีนควบคุมการระบาดในประเทศได้แล้วโดยใช้มาตรการล็อคดาวน์อย่างเข้มงวดเป็นวงกว้าง ตั้งแต่พบการติดเชื้อครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่นทางภาคกลางของประเทศ มาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่ยกเลิกไปแล้วเมื่ออัตราการติดเชื้อลดลง และผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ช่วงไม่กี่เดือนหลังเป็นคนจีนที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศแล้วเดินทางกลับบ้านในช่วงระบาดใหญ่ ซึ่งเมื่อมาถึงจีนต้องตรวจหาเชื้อ

การที่กรุงปักกิ่งต้องสั่งล็อคดาวน์บางส่วน ถือเป็นความท้าทายสำหรับอีกหลายพื้นที่ที่ควบคุมการระบาดได้แล้ว ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลก ณ วันที่ 13 มิ.ย. อยู่ที่กว่า 7.6 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 425,000 คน เศรษฐกิจเสียหายมหาศาล

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/884971

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อกำหนด 'คลายล็อกเฟส 4-ยกเลิกเคอร์ฟิว' เริ่ม 15 มิ.ย.63

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 เว็บไซต์ได้เผยแพร่ข้อกําหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 (ฉบับที่ 10) โดยมีเนื้อความดังนี้ 

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปตั้งแต่ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓ จนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓ นั้น

โดยที่สมควรผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) เป็นช่วงที่ ๔ ต่อเนื่องจากการผ่อนคลายที่ดําเนินมาก่อนแล้ว เป็นลําดับ ทั้งนี้ ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การเว้นระยะห่างทางสังคม และการยอมรับ ระบบติดตามตัวผ่านแอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๕๘ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกําหนดเป็นการทั่วไปและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ การยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน เพื่อเป็นมาตรการผ่อนคลายและบรรเทา ผลกระทบต่อการดําเนินชีวิตประจําวันของประชาชน จึงให้ยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน ทั่วราชอาณาจักรเฉพาะเหตุอันเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่เวลา ๒๓.00 นาฬิกา ของวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๓

ข้อ ๒ การผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เพื่อเป็นการ เตรียมความพร้อมรองรับการเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา ๒๕๖๓ จึงผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ เพื่อจัดการเรียนการสอน หรือการฝึกอบรมของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเพิ่มเติมจากที่ได้กําหนดไว้แล้ว ตามข้อกําหนด (ฉบับที่ ๔) ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยให้โรงเรียนในระบบ ประเภทนานาชาติ สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ โรงเรียนนอกระบบประเภทกวดวิชาตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน โรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนที่มีจํานวนนักเรียนรวมทั้งโรงเรียนไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบคน สามารถใช้อาคารสถานที่ เพื่อจัดการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรมได้ โดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ต้องดําเนินการจัดรูปแบบการเรียนการสอน สถานที่ รวมทั้งบุคลากรและเจ้าหน้าที่ ให้มีความพร้อมสอดคล้องกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกําหนด รวมทั้ง จัดระเบียบและระบบต่าง ๆ ให้เป็นไปตามคําแนะนําของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยคํานึงถึง ความเสี่ยงต่อการติดโรค การแพร่กระจายเชื้อ และความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นสําคัญ

ส่วนการเปิดเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียน สถาบันการศึกษาหรือ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณีกําหนด โดยปฏิบัติตามความในวรรคก่อนด้วย โดยอนุโลม

ข้อ ๓ การผ่อนคลายให้ดําเนินการหรือทํากิจกรรมบางอย่างได้ เพื่ออํานวยความสะดวก แก่ประชาชนและขับเคลื่อนกิจกรรมบางอย่างเพิ่มเติมจากที่ได้กําหนดไว้แล้วตามข้อกําหนด (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อกําหนด (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ และข้อกําหนด (ฉบับที่ ๔) ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการ ป้องกันโรคที่ทางราชการกําหนด รวมทั้งการจัดระเบียบและระบบต่าง ๆ ให้เป็นไปตามคําแนะนํา ของทางราชการ ให้สถานที่หรือการดําเนินกิจกรรมที่เคยมีข้อกําหนดหรือคําสั่งของผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดให้ปิดสถานที่ไว้เป็นการชั่วคราวตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ และตามข้อกําหนด (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ สามารถ เปิดดําเนินการหรือทํากิจกรรมบางอย่างเพิ่มเติมได้ทั่วราชอาณาจักร ตามความสมัครใจและความพร้อม ดังต่อไปนี้

 

(๑) กิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดําเนินชีวิต

ก. การจัดการประชุม การอบรม การสัมมนา การจัดนิทรรศการ การจัดแสดงสินค้า การจัดเลี้ยง งานพิธี การแสดง นาฏศิลป์ ดนตรี คอนเสิร์ต หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ในโรงแรม โรงมหรสพ ห้องประชุม ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือในสถานที่อื่น ๆ ให้สามารถดําเนินการได้

ข. การบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไป หรือในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและได้ผ่อนคลาย ให้เปิดดําเนินการอยู่ก่อนแล้วให้สามารถทําได้ภายในกําหนดเวลาปกติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยงดเว้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย
ในส่วนของสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังไม่อนุญาตให้เปิดดําเนินการ

ค. สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ศูนย์เด็กพิเศษ สถานดูแลผู้สูงอายุ สถานที่บริการดูแล สถานที่พํานักอาศัย หรือสถานสงเคราะห์อื่นที่จัดสวัสดิการ ให้แก่เด็กหรือผู้สูงอายุ สามารถเปิดดําเนินการให้บริการแบบรายวันได้ ทั้งนี้ การเดินทางไปกลับ สถานที่ดังกล่าวถือเป็นเหตุยกเว้นการปฏิบัติตามมาตรการอันพึงปฏิบัติของกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยง ต่อการติดโรค

ง. ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรม

จ. การถ่ายทํารายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ให้ดําเนินการได้โดยมีจํานวน ผู้แสดง ผู้ร่วมรายการและคณะทํางานถ่ายทํารวมกันไม่เกินคราวละหนึ่งร้อยห้าสิบคนและมีผู้ชม ไม่เกินห้าสิบคน

(๒) กิจกรรมด้านการออกกําลังกาย การดูแลสุขภาพหรือสันทนาการ

ก. การอบตัว อบสมุนไพร การอบไอน้ําแบบรวมหรือการนวดบริเวณใบหน้า ในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สปา หรือสถานประกอบการนวดแผนไทย ให้ดําเนินการได้ ยกเว้น ในส่วนของสถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด ยังไม่อนุญาตให้เปิดดําเนินการ

ข. การออกกําลังกายแบบกลุ่มในสวนสาธารณะ ลานกิจกรรม พื้นที่กิจกรรมสาธารณะ หรือลานกีฬากลางแจ้ง ให้ดําเนินการได้

ค. สวนน้ํา สนามเด็กเล่น สวนสนุก ยกเว้นการใช้เครื่องเล่นในลักษณะที่เป็นการติดตั้งชั่วคราว หรือเครื่องเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสมากซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการติดโรคในเด็ก เช่น บ้านบอล บ้านลม

ง. สนามกีฬาหรือสถานที่เพื่อการออกกําลังกาย การเล่นกีฬา หรือเพื่อการเรียนการสอน ในทุกประเภทกีฬา ให้เปิดดําเนินการได้ ยกเว้นสนามชนโค สนามชนไก่ สนามกัดปลา หรือ สนามการแข่งขันอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันยังไม่อนุญาตให้เปิดดําเนินการ
สถานที่ที่ได้รับการผ่อนคลายสามารถจัดให้มีการแข่งขันและถ่ายทอดโทรทัศน์ การแข่งขันกีฬาหรือการถ่ายทอดผ่านสื่ออื่น ๆ ได้ แต่ต้องไม่มีผู้ชมอยู่ในสนามแข่งขัน และผู้จัดการแข่งขันต้องดําเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่ทางราชการกําหนดด้วย

จ. ตู้เกม เครื่องเล่นหยอดเหรียญที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดดําเนินการได้

ข้อ ๔ การขนส่งสาธารณะข้ามเขตพื้นที่จังหวัด เพื่ออํานวยความสะดวก และรองรับ การเดินทางของประชาชนภายหลังมาตรการผ่อนคลายการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบตรวจสอบและกํากับดูแลการขนส่งผู้โดยสารที่เป็นการขนส่งสาธารณะทุกประเภท (รถโดยสารประจําทาง รถปรับอากาศ รถตู้ รถไฟ เรือ เครื่องบิน) โดยผู้ประกอบการต้องจัดระบบ และระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งให้มีการจอดพักรถ การเว้นที่นั่ง และการจํากัดจํานวนผู้โดยสารในแต่ละเที่ยว ให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกําหนด

ข้อ ๕ การดําเนินการตามมาตรการป้องกันโรคและการจัดระเบียบ ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ เจ้าของ หรือผู้จัดการสถานที่ในข้อ ๒ หรือข้อ ๓ มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามมาตรการ ป้องกันโรค รวมทั้งดําเนินการจัดระเบียบและระบบต่าง ๆ ตามคําแนะนํา เงื่อนไข และเงื่อนเวลา ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือตามที่ทางราชการกําหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจเข้าตรวจสอบการใช้อาคารสถานที่ตามข้อ ๒ และ การดําเนินการของเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ตามข้อ ๓ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรค รวมทั้งการจัดระเบียบและระบบต่าง ๆ ที่ทางราชการกําหนด หากพบการกระทําที่อาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค พนักงานเจ้าหน้าที่อาจให้คําแนะนํา ตักเตือน ห้ามปราม และมีอํานาจกําหนด ช่วงระยะเวลาเพื่อให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ เจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ดําเนินการปรับปรุงแก้ไข เพื่อป้องกันมิให้มีการแพร่ของโรค รวมทั้งเสนอให้ผู้มีอํานาจตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ มีคําสั่งปิดสถานที่ในพื้นที่รับผิดชอบไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้

ในกรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัดมีคําสั่งปิดสถานที่ไว้ เป็นการชั่วคราว เมื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ เจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ได้ดําเนินการให้เป็นไป ตามมาตรการที่ทางราชการกําหนดและจัดระเบียบและระบบต่าง ๆ แล้ว ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี มีอํานาจสั่งให้เปิดดําเนินการในสถานที่ดังกล่าวได้

ข้อ ๖ ในกรณีมีปัญหาว่าสถานที่หรือกิจกรรมใดเข้าข่ายตามที่กําหนดไว้ในข้อกําหนดนี้ หรือไม่ ให้หารือคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ซึ่งมีเลขาธิการสภาความมั่นคง แห่งชาติในฐานะหัวหน้าสํานักงานประสานงานกลาง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 เป็นประธาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๓
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

159198259088

159198276490

159198279559

159198281955

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/884903

'โควิด-19' พลิกโลก สร้าง NewNormal ใหม่! 'อุตสาหกรรม' ต้องเร่งปรับตัว

โควิด-19 ครั้งนี้เป็นการสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการ “ปฏิวัติ” ครั้งใหญ่ ทุกประเทศจะเริ่มหันมาพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคง

สวัสดีผู้อ่านคอลัมน์ Think Forward ทุกท่านครับ ณ เวลานี้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี ภาครัฐออกมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 3 เปิดให้ภาคธุรกิจกลุ่มต่างๆ เริ่มขยับเขยื้อนให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกันได้บ้าง ซึ่งถือเป็นข่าวดี แต่อย่าชะล่าใจไปนะครับ การ์ดอย่าตก ต้องเข้มข้นในเรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ทั้งสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง สแกนคิวอาร์โค้ดไทยชนะกันเหมือนเดิม จนกว่าโควิด-19 จะผ่านพ้นไป

ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้เป็นการสร้าง “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการ “ปฏิวัติ” ครั้งใหญ่ โดยทุกประเทศจะเริ่มหันมาพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคง

เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นบทเรียนให้ประเทศที่พึ่งพาการค้า การลงทุน Supply chain วัตถุดิบ ชิ้นส่วนต่างๆ จากต่างประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จะส่งผลให้ระยะต่อไปจะเห็นมาตรการกีดกันการค้ามากขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับตัวให้ทัน

ที่สำคัญยังทำให้เกิดกระแส New normal วิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดโควิด-19 ที่เห็นได้ชัดในภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการได้หันมาปรับแผนธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแรงกดดัน ทำให้มีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้มากขึ้น เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีนำหน้า

 

ผมมองว่าเวลานี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย โดยอุตสาหกรรมดั้งเดิมจะต้องผลักดันให้เกิดการใช้สินค้าไทย หรือ Made in Thailand อย่างเข้มข้น ต้องให้กรมบัญชีกลางเสนอระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่มุ่งเน้นการใช้สินค้าไทยเป็นอันดับแรกก่อน

รวมทั้งควรสนับสนุนให้จัดตั้ง “กองทุนนวัตกรรม” (Innovation Fund) ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของไทย เพื่อสนับสนุนในการพัฒนานวัตกรรม ให้กลายเป็น Supply chain ของอุตสาหกรรมเป้าหมายตามที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้

ขณะเดียวกันภาคเอกชนจะความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และสถาบันการวิจัยต่างๆ ร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่การผลิตให้ครอบคลุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเพื่อลดการพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ เน้นให้เกิดการพัฒนาใช้เอง แม้ระยะแรกต้นทุนอาจสูง แต่จำเป็นต้องหาแนวทางต่างๆ มาส่งเสริมให้เกิดขึ้น

ส่วนภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยในช่วงโควิด-19 เป็นอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นเป็นโอกาสของไทย ท่ามกลางหลายประเทศที่เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น

จึงเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการ ที่คำนึงถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เป็นระบบทำให้เกิดการลดต้นทุน เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับภาคเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งกว่าเดิม รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ จะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/884892

ไทยอันดับ 2 ประเทศที่มีการฟื้นตัวจากโควิด-19 ดีที่สุดของโลก

ประเทศไทยติดอันดับ 2 จาก 189 ประเทศที่ดีที่สุด (วันที่11 มิ.ย.63) ในการฟื้นตัวจากโควิด-19 จากข้อมูลดัชนีโควิด-19 ระดับโลก (Global COVID-19 Index) ซึ่งจัดทำโดยองค์กรระดับต้นๆ ของมาเลเซียและองค์การอนามัยโลก

องค์กร Global COVID-19 หรือ (GCI) พัฒนาโดย PEMADU Assciates โดยความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (MOSTI) ประเทศมาเลเซีย และ กลุ่ม sunway ได้ใช้ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ได้จัดคะแนนดัชนีและจัดอันดับ 184 ประเทศว่าแต่ละประเทศได้รับมือกับโรคระบาด COVID-19 ได้ดีมากน้อยเพียงใด โดยคะแนน 70% คิดมาจาก 2 ส่วน ได้แก่

1.กรณีที่ได้รับการยืนยันต่อประชากร โดยพารามิเตอร์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเทียบกับขนาดของแต่ละประเทศในการคำนวนค่าคะแนน

2.สัดส่วนการเสียชีวิตตามสัดส่วนเนื่องจาก โควิด-19 โดยพารามิเตอร์นี้จะพิจารณาถึงอัตราการตายอย่างคร่าวๆของแต่ละประเทศและพิจารณาขนาดของประชากรแล้วเปรียบเทียบกับอัตราการตายเนื่องจาก COVID-19

นับตั้งแต่มีรายงานผู้ป่วยรายแรกในประเทศ โดยค่านี้จะให้ภาพสะท้อนที่แท้จริงว่าอัตราการเสียชีวิตได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 ของแต่ละประเทศได้อย่างแม่นจำ

ส่วนที่เหลืออีก 30% ประกอบด้วยคะแนนคงที่ที่ได้มาจากดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (GHS) ซึ่งริเริ่มโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ซึ่งได้รับทุนจากมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ GHS ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความพร้อมของประเทศในการรับมือและรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

ทั้งนี้ GCI ได้จัดอันดับประเทศที่มีการฟื้นตัวจากโควิด-19 (Ranking of Countries by Recovery Index) จากทั้งหมด 184 ประเทศ ปรากฏว่าประเทศไทยได้อยู่อันดับที่ 2 รองจากประเทศ ออสเตรเลีย

โดยประเทศ 20 อันดับแรกมีดังต่อไปนี้
1.ออสเตรเลีย

 

2.ไทย

3.เดนมาร์ก

4.ฮ่องกง

5.ไต้หวัน

6.นิวซีแลนด์

7.เกาหลีใต้

8.ลิโทเนีย

9.ไอซ์แลนด์

10.สโลวาเนีย

11.ลัตเวีย

12.สวิซเซอร์แลด์

13.เวียดนาม

14.มาเลเซีย

15.นอร์เวย์

16.สโลวาเกีย

17.เยอรมัน

18.ออสเตรีย

19.ลักต์แซมเบิก

20.ฟินแลนด์

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.bangkokbiznews.com

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/884949