thai-pan

 

            เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) รายงานผลการสุ่มสำรวจตัวอย่างผักและผลไม้ ปี 2559 พบว่าจากการสำรวจ ผัก 10 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด รวม 138 ตัวอย่าง จากตลาดสดและห้างสรรพสินค้า 7 แห่งในเขต กทม. และปริมณฑล เชียงใหม่  และอุบลราชธานี โดยส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่ประเทศอังกฤษ พบว่ามีผักและผลไม้ที่มีสารเคมีปนเปื้อนเกินระดับมาตรฐานดังนี้

 

พริกแดง       

กะเพรา        

ถั่วฝักยาว     

คะน้า          

ผักกาดขาว

ผักบุ้งจีน

มะเขือเทศ

มะเขือเปราะ

กะหล่ำปลี

100%

66.7%

66.7%

55.6%

33.3%

22.2%

11.1%

0%

0%

ส้มสายน้ำผึ้ง

ฝรั่ง

แก้วมังกร

มะละกอ

มะม่วงน้ำดอกไม้

แตงโม

100%

100%

71.4%

66.7%

44.4%

0%

 

รายงานโดยสรุปพบว่า

1.อัตราสารพิษตกค้างในผัก และผลไม้เกินค่ามาตรฐานสูงถึง 46.4 %

2.ผักและผลไม้ซื้อจากตลาดสด และห้างสรรพสินค้า มีอัตราส่วนสารพิษตกค้างไม่แตกต่างกันมาก คือ 48% และ 46% ตามลำดับ

3.ผักและผลไม้ที่มีตราคุณภาพ “Q” จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พบสารเคมีสูงถึง 57.1%

4.แม้แต่ผักและผลไม้อินทรีย์ก็ยังมีสารเคมีตกค้างถึง 25%

 

               ต่อมา สำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ออกมาโต้แย้งว่าผลการสุ่มตัวอย่างของ ไทยแพน ไม่ได้มาตรฐานและข้อมูลที่ได้มาผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตามเราในฐานะผู้บริโภคก็ควรตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ เพื่อหาทางดูแลสุขภาพของตัวเองไม่ว่าข้อมูลของใครจะถูกผิดหรือผิดอย่างไร 

 

 

 

redmeet

 

            มีรายงานเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้วมาจากองค์การอนามัยโลก โดยหน่วยงาน International Agency for Research on Cancer (TARC) แจ้งว่า เนื้อแดงปรุงแต่ง (processed meats) เช่นไส้กรอก แฮม เบคอน รวมทั้งอาหารไทยจำพวก กุนเชียงและ แหนมเป็นต้น มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยยะสำคัญกับ โรคมะเร็งในผู้ที่บริโภคเกินความเหมาะสม

            เนื้อสัตว์ไม่เป็นเหตุโดยตรงของการกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง แต่สารเคมีที่ใช้ในการปรุงแต่งอาหาร ในขบวนการผลิตเป็นสาเหตุหลัก สารปรุงแต่งที่ใช้ในอาหารเหล่านี้คือสารในเตรต (nitrate) และในไตร  (nitrite) ซึ่งใส่ในอาหารในรูปของโปแตสเซี่ยมในเตรต โปแตสเซี่ยมในไตร  โซเดียมในเตรต และ โซเดียมในไตร  ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะทำให้เนื้อมีสีแดงน่ากิน และกำจัดจุลินทรีย์ทำให้เนื้อไม่เน่าเสีย

            องค์การอนามัยโลกกำหนดปริมาณของในเตรตและในไตร ที่เหมาะสมในปริมาณที่ร่างกายได้รับไม่เกินวันละ 3.7 มิลลิกรัม สำหรับในเตรตและ 0.07 มิลลิกรัม สำหรับในไตร  ถ้าร่างกายได้รับเกินระดับความปลอดภัยก็จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ร่างกายได้รับด้วย

            ผู้ได้รับสารในเตรตและในไตร เกินระดับความเหมาะสมจะก่อให้เกิดอาการเฉียบพลัน โดยสารจะเข้าไปขัดขวางเม็ดเลือดแดงไม่ให้นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย มีอาการหายใจลำบาก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และถ้าได้รับมากอาจถึงกับเสียชีวิตได้ สำหรับอาการเรื้อรังมีสาเหตุจากสารในไตร  เมื่อทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร และสารเอมีน (amines) ในเนื้อสัตว์ จะเปลี่ยนสภาวะเป็นสารในไตร ซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogenic) นอกเหนือจากนี้ สารในเตรตและในไตร ในเนื้อที่ถูกความร้อนจากการประกอบอาหาร ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารในไตร ซามีน อีกด้วย

            ตามมาตรฐานสากลกำหนดไว้ว่าสารในเตรต ในไตร  หรือสารกันบูดต้องผสมในอาหารได้ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม แต่สำหรับประเทศไทย ได้มีการกำหนดมาตรฐานไว้ว่า สารในเตรตต้องมีปริมาณไม่เกิน 500 มิลลิกรัม และสารในไตร ต้องมีปริมาณไม่เกิน 125 มิลลิกรัม ต่อเนื้อ 1 กิโลกรัม

            รายงานของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ) ผลการสำรวจไส้กรอก 15 ยี่ห้อที่วางขายในท้องตลาด พบว่ามี 11 ตัวอย่างที่ผสมสารทั้ง 2 ชนิดในระดับไม่เกินมาตรฐานมี 3 ตัวอย่างที่ผสมเกินมาตรฐาน มีเพียง 1 ตัวอย่างที่พบว่าไม่มีการผสมสารในเตรตหรือในไตร  ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภคคือต้องเลือกซื้ออาหารที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือตรวจสอบข้อมูลบนสลากให้ชัดเจน แต่ปัญหาที่พบคือผู้ผลิตมักใส่ข้อมูลเป็นรหัสตัวเลข ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป

 

 

 

            ธุรกิจการล้างพิษลำไส้ใหญ่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง มีศูนย์ให้บริการทั่วประเทศมากกว่า 7,000 แห่ง มีรายได้รวมกับมากกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีแพทย์ มีการจัดทัวร์ธรรมมะ (detox tours) กันอย่างกว้างขวาง มีราคาตั้งแต่เป็นหมื่นหรือเป็นพันบาท ควบคู่กับผลดีที่ได้รับการอ้างถึงก็อาจมีผลเสียที่ตามมาด้วย เช่น ท่อที่ใช้สอดล้างลำไส้ผ่านทวารหนักเข้าไปอาจทำให้ลำไส้ฉีกขาดและติดเชื้อตามมา รวมทั้งทำให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และอาศัยอยู่ในลำไส้ลดจำนวนลง หรือกรณีที่ใช้ น้ำกาแฟอุ่นหรือร้อนฉีดเข้าไปในลำไส้ ทำให้มีการทำลายเซลล์บุผนังลำไส้และเมื่อมีการทำซ้ำๆ ทำให้ผนังบุลำไส้มีการอักเสบเรื้อรังและติดเชื้อได้เป็นต้น เมื่อเร็วๆนี้ มีผู้ที่ได้รับการล้างพิษลำไส้ใหญ่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่ามีสาเหตุจากการเสียน้ำอย่างรุนแรง ปริมาณโปแตสเซียมในเลือดลดลงเฉียบพลัน นำไปสู่อาการหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต

            ทางการแพทย์ถือว่า การล้างพิษลำไส้ใหญ่คือการสวนอุจจาระตามปกติ (enema) ซึ่งควรทำเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น เช่นผู้ที่มีท้องผูกเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียง ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ลำไส้ไม่เคลื่อนไหวตามปกติ รวมทั้งผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์จะฉีดน้ำเกลือปริมาณมากเข้าไปในลำไส้ใหญ่เพื่อให้อุจจาระเหลวและกระตุ้นให้ลำไส้ขยับตัวขับอุจจาระออกจนหมด

            การล้างลำไส้ใหญ่บ่อยๆ จะทำให้ลำไส้ไม่ทำงานตามปกติ ถ้าไม่ถูกกระตุ้น การถ่ายตามธรรมชาติจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถทำได้โดยการกินอาหารที่มีกากใยสูงจำพวกผักและผลไม้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งการดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยให้ลำไส้ทำงานตามปกติ จะส่งผลดีมากกว่าวิธีอื่น

 

             

            Dr.Alois  Alzheimer เป็นผู้ที่พบว่าโรคนี้มีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว แม้จะมีความพยายามอย่างมากที่จะหาสาเหตุที่แท้จริง ของความผิดปกติของสมองและลดความเสียหายของเซลล์ประสาทของสมองและลดความเสียหายของเซลล์ประสาทของสมองให้ช้าลง แต่ก็ไม่ได้ผลดีมากนัก ยังคงมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นของมนุษย์ และการวินิจฉัยโรคที่มีความถูกต้องมากขึ้น

            อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วมาก็ได้มีการพบว่า สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์เกิดขึ้นจากการสะสมของโปรตีน Amyloid Beta-Amyloid (1-40) และ Beta-Amyloid (1-42)เพิ่มขึ้นในสมอง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ โปรตีน Amyloid จะเข้าไปเกาะติดกับเซลล์ประสาทในสมอง ในปริมาณที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง เซลล์ประสาทค่อยๆเสื่อมลง หมดสภาพการทำหน้าที่ตามปกติในที่สุด ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความจำ และสภาวะการเรียนรู้ไป องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณ 36 ล้านคนทั่วโลก และจำนวนอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในเวลา 14-15 ปีอาการของโรคจะเริ่มจากผู้ป่วยมีความจำสั้น มีความเสื่อมของการเรียนรู้ สูญเสียความจำ จนช่วงท้ายของโรคผู้ป่วยจะไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติได้ ไม่สามารถทำงานได้ ต้องพึ่งพาการดูแลอย่างใกล้ชิด

            ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านวิชาการ ภาพทางการแพทย์ ทำให้แพทย์สามารถค้นหาโปรตีน Amyloid ที่เข้าไปเกาะบนเซลล์ประสาทได้ตั้งแต่ระยะแรกของการสะสม แต่ก็ยังไม่มีวิธีการที่จะเข้าไปยับยั้งการสะสมของโปรตีนนี้ได้ ดังนั้นเป้าหมายของการแก้ไขโรคนี้คือ การผลิตวัคซีนที่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปทำลาย โปรตีน Amyloid ก่อนที่จะเข้าไปเกาะเซลล์ประสาท และการพัฒนายาที่จะเข้าไปป้องกันไม่ให้โปรตีน Amyloid เข้าไปเกาะบนเซลล์ประสาท รวมทั้งช่วยให้เซลล์ประสาทสามารถทำงานได้ท่ามกลางการสะสมของโปรตีน Amyloid ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาวิจัยกันอย่างเข้มข้นซึ่งคาดว่าอาจได้ผล อย่างใดอย่างหนึ่งในเร็วๆนี้

            การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำปัจจุบันทำได้โดยการตรวจหาโปรตีน Amyloid ที่เกาะอยู่บนเซลล์ประสาทในสมองหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว สำหรับการวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการที่ผู้ป่วยสูญเสียความจำ ร่วมกับการใช้เครื่องมือด้านภาพทางการแพทย์ MRT,SPECT หรือ PET เป็นต้น ปัจจุบันมีเทคนิคที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยการตรวจหาปริมาณ Beta-Amyloid โปรตีนชนิด (1-40) และ (1-42) ในน้ำไขสันหลัง (CSF) ด้วยวิธี ELISA แต่วิธีนี้ยังเป็นวิธีใหม่ที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก

            สำหรับการป้องกันและลดความเสี่ยงของสมองให้ช้าลง ในปัจจุบันที่ได้ผลดีพอสมควรคือ การกินอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย และการมีกิจกรรมทางสังคมที่สม่ำเสมอจะทำให้โรคพัฒนาช้าลง รวมทั้งจะช่วยให้อาการบางอย่างกลับคืนดีขึ้นได้

 

โรคไข้เลือดออก  Crimean-Congo

 flea-01

                โรคนี้มีการระบาดรุนแรงตั้งแต่ช่วงปี  1944 – 1945 ที่คาบสมุทร  Crimean  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 10 % ต่อมาจึงพบว่า เป็นไวรัสชนิดเดียวกับชนิดที่แยกได้จากประเทศ Congo จึงเป็นที่มาของชื่อ  Crimean – Congo  Hemorrhagic Fever (CCHFV) โรค  CCHFV มีรายงานพบในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา  ตะวันออกกลาง  ยุโรป และ เอเชีย  ปัจจุบัน มีรายงานโรค  CCHFV ในหลายประเทศ  อาทิเช่น  ปากีสถาน  อิหร่าน  อินเดีย  เป็นต้น  รวมทั้งมีรายงานตรวจพบแอนตีบอดีต่อ CCHFV  ในหลายประเทศ ในทวีปยุโรป

 

                CCHFV  เป็น Single standard RNA ไวรัส  เป็นไวรัสที่อยู่ในสัตว์เลี้ยง และ สัตว์ป่า  จำพวก โค  กระบือ  แพะ  แกะ  กระต่าย  โดยสัตว์ไม่แสดงอาการเกิดโรค  คนได้รับเชื้อไวรัสโดยการกัดของเห็บซึ่งติดเชื้อ (Tickborne) และ การได้รับเชื้อจากเลือดของสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง  อาการของโรคช่วงแรกจะมีอาการมีไข้  หนาวสั่น  ปวดท้อง  ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้  ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง  หลังอาการช่วงแรก  3 – 6 วัน  จะมีอาการของเลือดออกเป็นจุดๆ ใต้ผิวหนัง  เหงือก  จมูก  และ อวัยวะภายใน   อัตราการเสียชีวิต  อาจสูงถึง  50 %

 

               การวินิจฉัยอาจทำได้หลายวิธี  เช่น  ตรวจหาแอนตี้บอดี้ต่อไวรัส  ตรวจหาไวรัส  RNA โดยวิธี  RT – PCR  รวมทั้งการแยกเชื้อของผู้ป่วยโดยตรง  ที่สำคัญ คือ  จะต้องวิเคราะห์ แยกโรค  จากการติดเชื้อชนิดอื่น เช่น  Leptospirosis, dengue hemorrhagic  fever, typhoid fever, Ricket tsia  infection    etc .,

 

                การป้องกันและการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่ได้ผลดี  การพัฒนาวัคซีนกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการสำหรับการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่ชัดเจน  โดยมีการพยายามใช้การรักษา โดยใช้ เซรั่มจากผู้ที่หายจากโรค รวมทั้งใช้ยาต้านไวรัสทั่วๆไป  แต่ผลการรักษาปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอน

 

                ยังไม่เคยมีรายงานโรค CCHFV  ในประเทศไทย แต่ควรจะมีการเฝ้าระวังที่เข้มงวด เพราะโรคนี้มีโอกาสแพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทย ได้เช่นเดียวกับโรคติดต่อระหว่างสัตว์  และ  คน ชนิดอื่นๆ

โรคไข้เลือดออก Dengue  hemorrhagic fever

 Aedes-aegypti

 

              โรคไข้เลือดออกมีสาเหตุจากการติดเชื้อ  Dengue Virus โดยมียุงเป็นพาหะ  ยุงลาย (Aedes aegypti)  เป็นยุงที่แพร่พันธุ์ได้ดีในเขตเมืองและเขตชุมชน โรคไข้เลือดออกจึงแพร่กระจายในเขตชุมชนทั่วไป  ไวรัสไข้เลือดออกมี  4  สายพันธุ์  คือ  DENV -1 ,DENV – 2,DENV – 3 และ DENV – 4  แต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน ดังนั้น  การติดเชื้อไวรัสใด สายพันธุ์หนึ่งแล้ว  จึงไม่มีผลต่อการที่ร่างกายจะมีภูมิต้านทาน ต่อไวรัสสายพันธุ์อื่นจึงเป็นโรคไข้เลือดออกซ้ำได้  ซึ่งข้อมูลพบว่า การติดเชื้อนี้ อาการของโรคจะรุนแรงกว่าการติดเชื้อครั้งแรกมาก

 

         ประเทศไทยเป็นแหล่งระบาดของโรคไข้เลือดออกแห่งหนึ่งโดยมีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข  พบว่า  ปี พศ. 2557  มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก  36,404 ราย  เสียชีวิต  30 ราย  แต่ในปี 2558  พบผู้ป่วย สูงถึง  111,826 ราย  เสียชีวิตไปแล้ว  108 ราย และมีข้อมูลว่าโรคนี้มักมีการระบาดใหญ่ โดยจะมีผู้ติดเชื้อมาก ช่วงฤดูฝน เนื่องจากยุงลายมีการแพร่พันธุ์มาก

 

         ปัจจุบันโรคไข้เลือดออกระบาดอยู่ในมากกว่า  100  ประเทศ  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตร้อน  และ เขตอบอุ่นของโลก  รายงานขององค์การอนามัยโลก  (WHO) พบว่า  แต่ละปีมีผู้ติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกไม่น้อยกว่า  400 ล้านคน  เสียชีวิตไม่น้อยกว่า  22,000 คน  ได้มีความพยายามที่จะผลิตวัคซีน ป้องกันโรคไข้เลือดออก มานานกว่า  40  ปี  จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้  ผลจากการวิจัยของบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศฝรั่งเศส (Sanofi)  ได้ประกาศผลสำเร็จของวัคซีน  โดยใช้ชื่อว่า “Dengvaxia” ผลจากการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 40,000 คน  ใน  15 ประเทศ  ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ  โดยวัคซีนให้ผลดีในอาสาสมัครอายุ  9  ปีหรือสูงกว่า ถึง จำนวน 2 ใน 3  และ เพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า  90 % ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง  โดยบริษัท  Sanofi ใช้เวลานานถึงกว่า  20  ปี  ใช้เงินไปทั้งสิ้น  59,000 ล้านบาท  ขณะนี้วัคซีนกำลังถูกนำไปใช้ใน มากกว่า  20  ประเทศทั่วโลก  

 

 

Munica

             หมามุ่ยได้รับความสนใจจากการที่นายกรัฐมนตรีแนะชาวนาให้หันมาปลูกหมามุ่ยแทนปลูกข้าว เพื่อ ลดความเสียหายจากความแห้งแล้ง เนื่องจากเมล็ดจากฝักของหมามุ่ยได้ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลายอย่าง และ เป็นที่นิยมในประเทศอินเดียมานาน หมามุ่ยเป็นวัชพืชที่ลำต้นเป็นเถาชอบขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าละเมาะ และป่าโดยทั่วไป หมามุ่ยเป็นพืชทนความแห้งแล้งได้ดี มีฝักขนาดยาว 5 – 10 ซม. มีขนเล็กๆ โดยรอบ เป็นที่รู้กันว่า ขนของฝักหมามุ่ย จะก่อให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง ถ้ามากระทบผิวหนัง หมามุ่ยเป็นพืชที่พบได้ทุกภาคในประเทศไทย

   เมล็ดของหมามุ่ย มีคุณสมบัติเป็นยารักษาได้หลายโรค เป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางในประเทศอินเดีย และ ประเทศอื่นๆอีกกว่า 100 ประเทศ คุณสมบัติทางยาที่สำคัญของเมล็ดหมามุ่ย คือ

-          ใช้ควบคุมอาการของผู้ป่วยโรค พาร์คินสัน (Parkinson’s disease) ช่วยลดอาการสั่นเนื่องจากเมล็ดหมามุ่ยมีสาร L-dopa ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอยู่ค่อนข้างสูง

-          ใช้แก้ปัญหาอวัยวะเพศ ไม่แข็งตัวในผู้ชาย (erectile dysfunction) ช่วยให้มีการแข็งตัวได้นาน ช่วยเพิ่มปริมาณ และ ความแข็งแรงของสเปิร์ม

           ในต่างประเทศผลิตภัณฑ์จากเมล็ดหมามุ่ยถูกบรรจุไว้ในแคปซูลทำให้สะดวกในการกิน แต่ประเทศไทยคุณสมบัติทางยาของเมล็ดหมามุ่ย ยังไม่ได้การรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทย แต่ผู้สนใจอาจทำกินเองในรูปของเมล็ดหมามุ่ยคั่ว บดเป็นผงละลายกินในน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลอภัยภูเบศ แนะนำว่า ไม่ควรกินวันละเกินกว่า 15 เมล็ด หรือ ปริมาณผงประมาณ 5 กรัม

    reproduction tech

         ปกติสตรีแต่ละคนจะผลิตไข่ประมาณ 1 – 2 ล้านใบตลอดชีวิต ไข่ของคนเป็นเซลล์เดี่ยวขนาดเล็ก เท่าปลายเข็มหมุด คุณภาพ และ ประสิทธิภาพการเจริญพันธุ์ของไข่ จะลดลงตามอายุของเจ้าของที่เพิ่มขึ้น เป็นที่รับรู้กันว่า หญิงที่มีอายุเกิน 40 ปี มีความเสี่ยงสูงต่อการมีบุตร ที่อาจมีความผิดปกติของพันธุกรรม หรือ มีปัญหาผิดปกติในการเกิดของเด็ก ปัจจุบันเทคโนโลยีการแช่แข็งไข่ที่อุณหภูมิต่ำมาก (freezing eggs) มีความก้าวหน้ามากขึ้น จนมั่นใจได้ว่าจะสามารถรักษาคุณภาพ และ ประสิทธิภาพของไข่ ให้คงสภาพได้นานเท่าที่ต้องการ ทำให้สตรีที่ยังไม่ประสงค์จะมีบุตรสามารถเลือกที่จะแช่แข็งไข่ เอาไว้เมื่ออายุยังน้อยเก็บไว้จนกว่าจะพร้อมที่จะมีบุตร จึงนำไปผสมกับสเปิร์ม ก่อนนำกลับไปในมดลูกต่อไป เทคโนโลยีนี้ทำให้สตรีที่กำลังประสบความสำเร็จขณะอายุยังน้อย สามารถเลื่อนการมีบุตรออกไปจนกว่าตัวเองจะมีความพร้อม อัตราค่าแช่แข็งไข่ ในสหรัฐอเมริกา ประมาณ US$ 10,000 – 15,000 โดยมีค่าดูแลรักษาปีละ US$ 500 – 1,000 โดยขั้นตอนโดยทั่วไปเป็นดังนี้

  1. ฉีดฮอร์โมน เพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกทุกวันติดต่อกัน 2 สัปดาห์
  2. แพทย์จะสอดเครื่องมือเข้าไปเก็บไข่ในรังไข่จำนวนครั้งละ 5 – 25 ใบ
  3. ไข่จะถูกนำมาแช่แข็งอย่างเร็วตามกระบวนการ โดยจะสามารถเก็บไว้นานจนกว่าต้องการจะนำมาใช้
  4. เมื่อต้องการมีบุตร ไข่จะถูกนำมาทำให้น้ำแข็งละลาย ซึ่งไข่จะมีโอกาสรอดประมาณ 75 – 80%
  5. แพทย์จะนำสเปิร์มมาผสมกับไข่ในหลอดแก้ว ก่อนนำไปฝังตัวในมดลูกของแม่ และ ทดสอบการเจริญพันธุ์ จนกว่าจะพบว่ามีการตั้งครรภ์
  6. อย่างไรก็ตามข้อมูลของปี 2012 และ 2013 พบว่า โอกาสที่จะสำเร็จจนกระทั่งเกิดเด็กขึ้น มีเพียง 24%

       ข้อมูลที่ต้องเข้าใจ คือ ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ไข่ที่ถูกแช่แข็งจะคงสภาวะปกติอยู่ได้โดยไม่จำกัดระยะเวลา และ ถ้ารอจนอายุ 40 ปี ขณะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีลูก ตามธรรมชาติที่มีพันธุกรรมผิดปกติแล้ว การนำที่แช่แข็งมาผสมในหลอดแก้วก็มีความเสี่ยงต่อความไม่สำเร็จสูงด้วยเช่นกัน

red meat with cancer

                  มีข้อมูลรายงานทางวิชาการจำนวนมาก ที่เชื่อมโยงการกินเนื้อแดง (red meat) เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ เนื้อแกะ โดยเฉพาะในรูปแบบของเนื้อแปรรูป (processed meats) มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ เนื้อแดงแปรรูปเหล่านี้ ได้แก่ แฮม ไส้กรอก เบคอน ซาลามี ซึ่งน่าจะรวมถึง แหนม กุนเชียง และไส้กรอกอิสานของไทยด้วย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าอาหารแปรรูปเหล่านี้มีสารเคมี ไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งซึ่งเมื่อมีการสะสมในร่างกายทำปฏิกิริยากับปัจจัยอื่นในร่างกาย เช่นการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร หรือสารอื่นที่ร่างกายได้รับผ่านทางอาหาร ก็จะทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารบางชนิด เช่นมะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นต้น นอกเหนือจากนี้เนื้อแดงแปรรูปยังประกอบไปด้วย ไขมันอิ่มตัว โซเดียม และสารอื่นในขบวนการผลิต ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจร่วมด้วย

                ล่าสุดศูนย์วิจัยโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลก WHO International Agency for Research on Cancer (IARC) รายงานผลการศึกษาจาก 800 โครงการทั่วโลก จัดให้เนื้อแดงแปรรูป อยู่ใน กลุ่มที่ 1 (Group 1) ของอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในคน (carcinogenic to human) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับบุหรี่ เหล้า แร่ใยหิน และเบนซิน และจัดให้เนื้อแดงปกติอยู่ในกลุ่ม 2A (Group 2A) หมายถึงอาหารที่อาจก่อมะเร็งในคน (probably carcinogenic to human) ซึ่งได้แก่เนื้อแดง ที่ได้รับความร้อนสูงจากการ ปิ้ง ย่าง หรือ อบ

                สำหรับในประทศไทย มีรายงานจาก สถาบันวิจัยโรคมะเร็ง พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 1 ของคนไทย โดยมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น ปีละไม่น้อยกว่า 120,000 คน สาเหตุสำคัญคืออุปนิสัยของการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไป เริ่มกินอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าโรคมะเร็งทางเดินอาหารเป็นโรคมะเร็ง อันดับที่ 3 ของผู้ชาย รองจากมะเร็งตับ และมะเร็งปอด ส่วนผู้หญิง โรคมะเร็งลำไส้เป็นอันดับ 5 รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด

                อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโรคชี้แจงว่า รายงานนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหยุดกิน เนื้อแดงแปรรูป แต่ควรควบคุมให้กินเนื้อแดง เนื้อแดงแปรรูป แต่พอประมาณ เช่นสัปดาห์ละ ประมาณ 5 ขีด เป็นต้น โดยหันมากินอาหารโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้น เช่น ไข่ เต้าหู้ และถั่ว รวมทั้งการกินอาหารให้หลากหลายมากขึ้น