โรคความดันโลหิตสูง ระยะแรกอาจไม่แสดงอาการที่ชัดเจน เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียง เหนื่อยง่ายเป็นครั้งคราว ทำให้ผู้ป่วย ไม่ค่อยตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น

  1. “อายุ” เมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นตาม
  2. พันธุกรรม
  3. อารมณ์ และ ความเครียด
  4. “อาหาร” ผู้ที่กินเกลือมากจะส่งผลให้มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่กินเกลือน้อย

                องค์การอนามัยโรคกำหนดว่าผู้ที่มีระดับความดันโลหิตสูงกว่าระดับแรงดันของการบีบตัวของหัวใจ (systolic) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ แรงดันของการคลายตัวของหัวใจ (diastolic) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าป่วยเป็น โรคความดันโลหิตสูง ต้องไปพบแพทย์ และต้องมีการควบคุมอย่างจริงจังเนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังอาจนำไปสู่ อาการแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้หลายอย่างเช่น

  • ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
  • ภาวะหลอดเลือดแดงตีบที่กล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart failure) และหลอดเลือดสมองตีบเกิดอาการอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต รวมทั้งหลอดเลือดแดงในไตตีบเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง

                ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง มีโอกาสเสียชีวิตจากหัวใจวายร้อยละ 60-75 เสียชีวิตจากหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือ แตกร้อยละ 20-30 และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 เป็นต้น ข้อแนะนำใน

การควบคุมโรคความดันโลหิตสูง ไม่ให้ลุกลามเรื้อรังคือ

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้สูงเกินไป
  2. ควบคุมปริมาณโซเดียมหรือเกลือในอาหารให้ไม่เกิน 2,300 มิลลิกรรมต่อวัน  เช่น กินเกลือแกงวันละไม่เกิน 1 ช้อนชา (มีโซเดียมประมาณ 2,300 มิลลิกรรม) น้ำปลาหรือซีอิ้วไม่เกินวันละ 5-6 ช้อนชา
  3. กินผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช เป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสม
  4. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ งดบุหรี่ เป็นต้น

 bacteria

                      ถอยหลังไปประมาณ พ.ศ.2510 เป็นต้นมาวงการแพทย์เริ่มหันมาให้ความสนใจกับโรคเรื้อรังชนิดไม่ติดเชื้อ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น เนื่องจากเชื่อว่าจะสามารถใช้ความรู้ และเทคโนโลยีที่มีอยู่ ทั้งด้วยการรักษา และการป้องกันโรคด้วยยาปฏิชีวนะ และวัคซีนในการควบคุมโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสได้ แต่ปัจจุบันเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากในระยะ 30ปี ที่แล้วมีปรากฏการณ์ที่น่าวิตกเกิดขึ้น 2 อย่างคือ

1.   แบคทีเรียหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น โรคปอดบวม โรคอุจจาระร่วง และวัณโรค กำลังเป็นสาเหตุการตายของมนุษย์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากการที่เชื้อสามารถพัฒนาสายพันธ์ที่ดื้อยาขึ้นหลากหลายชนิดมากขึ้นทำให้ประสิทธิภาพของยาที่ใช้รักษาลดลงมาก ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคปอดบวม อุจจาระร่วง และวัณโรค ปีละประมาณ 8 ล้านคน

2.   มีการพัฒนาของเชื้อไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนหลายชนิดที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงแก่มนุษย์ เช่น โรคหวัดนก (Avian Influenza) โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสนิปาท์ (Nipah virus encephalitis) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (MERS-CoV) โรคเอดส์ (AIDS) โดยเฉพาะปัจจุบันโรคอีโบลา กำลังระบาดอย่างรุนแรงใน 4 ประเทศ ฝั่งตะวันตกของทวีป อาฟริกา ได้แก่ ไลบีเรีย เชียร์ราลีโอน ไนจีเรีย และกินี มีผู้ติดเชื้อกว่า 9000คน เสียชีวิตไปแล้วกว่าครึ่ง ไวรัสอีโบลา พัฒนามาจากการติดเชื้อในค้างคาว เข้ามาสู่สัตว์ใหญ่ เช่น ลิงชิมแปนซี ลิงกอริลลา กวาง และเม่น ดังนั้น เมื่อคนนำเนื้อสัตว์เหล่านี้มาปรุงเป็นอาหาร ไวรัสจึงเข้าสู่คนและพัฒนาต่อไปจนสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ และเนื่องจากไวรัสพัฒนาเร็วมากทำให้เราไม่มียา และวัคซีนที่จะใช้ในการรักษา และป้องกันโรคจึงมีการระบาดขึ้นอย่างเร็ว โรคอีโบลารุนแรงกว่าโรคเอดส์ เนื่องจากไวรัสจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ทำให้ผู้ได้รับเชื้อมีอาการทรุดหนักภายใน 5 – 7 วัน กว่าครึ่งของผู้ติดเชื้อเสียชีวิตในเวลาสั้นโดยไม่มีทางแก้ไขได้

โรคมะเร็งปากมดลูก CERVICAL CANCER และการตรวจปัสสาวะเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV

stages of cervical cancer

ข้อเท็จจริงของโรคมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่สำคัญของหญิงไทย เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งที่พบเป็นอันดับสองรองจากโรคมะเร็งเต้านม
ประมาณว่ามีผู้หญิงไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก14คน ในแต่ละวัน ปัจจุบันเรารู้แล้วว่า โรคมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุสำคัญจากการติดเชื้อไวรัส "เอชพีวี" (HPV) ซึ่งส่วนใหญ่จากการมีเพศสัมพันธ์ที่สำส่อน หรือมีคู่นอนหลายคน
ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็อาจติดเชื้อได้เช่นกัน จากการสัมผัสเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่บนของใช้ เช่น กระดาษชำระ กางเกงใน การใช้ห้องน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นต้น ผู้ติดเชื้อไวรัส HPV ส่วนใหญ่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อไปได้เอง ด้วยภูมิคุ้มกัน แต่จะมีเพียงประมาณ 10% ที่ไวรัสสามารถดำรงอยู่ได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจากการติดเชื้อไวรัส HPV ได้เช่นกัน เนื่องจากไวรัสสามารถก่อมะเร็งบริเวณอื่นได้ เช่น ทวารหนัก ปากช่องคลอด โพรงจมูก และลำคอ เป็นต้น

ข้อเท็จจริงของไวรัส HPV
เป็นที่ยืนยันแล้วว่าสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูกมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดมากกว่า 200 ชนิด (type) หรือสายพันธุ์ ในจำนวนนี้มี 40 ชนิด ที่ติดเชื้อทางอวัยวะเพศ และมีเพียง 2 ชนิด เท่านั้นที่ผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกคือ HPV-16 และ HPV-18 ที่นอกจากจะทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกแล้วยังอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งบริเวณอื่นๆ ได้ เช่น ช่องคลอด และทวารหนัก เป็นต้น และยังมี HPV อีก 2ชนิด คือ HPV-6 และ HPV-11 ที่เป็นสาเหตุของ "หูดหงอนไก่" บริเวณอวัยวะเพศทั้งในหญิงและชาย แต่ไม่มีอันตรายร้ายแรง ผู้ติดเชื้อ HPV-16 และHPV-18 ระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ แต่อาจต้องใช้เวลา 15-20 ปี หลังการติดเชื้อไวรัส จึงจะเกิดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกขึ้น

การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV
การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่ผ่านมาทำโดยการตรวจภายใน โดยแพทย์จะใช้อุปกรณ์สอดเข้าไปในอวัยวะเพศป้ายบริเวณปากมดลูกเพื่อนำสิ่งที่ได้ออกมาตรวจหาไวรัส HPV สายพันธุ์ HPV-16 และ HPV-18 การตรวจภายในมีขึ้นตอนที่ยุ่งยาก และไม่เหมาะสำหรับสตรีที่อายุยังน้อย ที่มักไม่ยินยอมให้มีการตรวจภายใน
ปัจจุบัน "กรุงเทพ-พยาธิแลป" ได้นำน้ำยาพิเศษที่สามารถตรวจเชื้อไวรัส HPV ได้จาก "ปัสสาวะ" ทำให้สามารถทำการตรวจได้สะดวก รวดเร็ว และประหยัด ช่วยลดขั้นตอนการตรวจต่างๆลงได้มากโดยทุกคนสามารถนำปัสสาวะมาตรวจได้โดยตรง โดยไม่ต้องมีการตรวจภายใน

ใครควรมาตรวจปัสสาวะเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV
ปัจจุบันมีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ทั้ง 4 ชนิด (HPV-16, HPV-18, HPV-6, HPV-11) ได้ผลดี ดังนั้นผู้สมควรได้รับการตรวจหาเชื้อ HPV ในปัสสาวะ คือ หญิง และชาย (ชายอาจจะเป็นพาหะของเชื้อไวรัส) ที่อยู่ในวัยต้นของการเจริญพันธุ์อายุประมาณ 12-16 ปี และผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วที่ต้องการทราบว่ามีการติดเชื้อไวรัสอยู่หรือไม่เพื่อให้ได้รับการป้องกันและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

ใครควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ได้ถูกพัฒนาขึ้น และถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2549 โดยผู้ที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันต้าน ไวรัส HPV จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน 3 ครั้ง เป็นช่วงๆติดต่อกันและสามารถฉีดได้ทั้งหญิงและชาย ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ มากกว่า 50 ประเทศ ที่มีนโยบายระดับชาติที่จะฉีดวัคซีนให้ทั้งเด็กหญิง และเด็กชาย

การตรวจปัสสาวะเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV
กรุงเทพ พยาธิ-แลป มีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO15189 ให้บริการตรวจปัสสาวะเพื่อหาเชื้อ HPV ด้วยน้ำยาที่มีคุณภาพสูง ให้บริการทุกวัน 7.00-20.00น. ดังนั้นท่านที่ต้องการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1. มาตรวจโดยตรงที่ห้องปฏิบัติการของกรุงเทพ พยาธิ-แลป
2. ไปที่โรงพยาบาล หรือคลินิค เพื่อขอรับการตรวจจากแพทย์ และเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจ โดยกรุงเทพ-พยาธิแลป จะมีเจ้าหน้าที่ไปรับเพื่อนำมาตรวจต่อไป

breastcancer

                โรคมะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุการตาย อันดับที่ 1 ของโรคมะเร็ง ในสตรีทั่วโลก รองลงมาอันดับที่ 2 คือโรคมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันเรารู้สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งทั้ง 2 ชนิด ค่อนข้างแน่ชัดแล้ว กล่าวคือ มะเร็งปากมดลูกมี่สาเหตุจากการติดเชื้อ ไวรัส HPV ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนมะเร็งเต้านมมีสาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

                ปัจจุบันมีการค้นพบแล้วว่ามี ยีน (gene) 2 ชนิด ที่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ (mutations) จะก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม ยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า BRCA1 และ BRCA2 ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่า สตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 มีโอกาส 50-70 % ที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านม ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA2 มีโอกาสเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม 40-60 % ทั้งนี้ประมาณการโดยใช้ช่วงอายุถึง 70 ปี โดยในประชากรทั่วๆไป สตรีมีความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพียง 12%

                เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานพบยีนใหม่อีกชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม ยีนนี้มีชื่อเรียกว่า PALB2 ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าสตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 35 เมื่อถึงอายุ 70 ปี ในทำนองเดียวกัน สตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ร้อยละ 50-70 เมื่ออายุถึง 70 ปี และผู้ที่การเปลี่ยนแปลงของยีน BCRA2 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมร้อยละ 40-60 เมื่ออายุถึง 70 ปี

                ผลการศึกษาต่อมาพบว่า สตรีที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าสตรีทั่วไป 8-9 เท่า อย่างไรก็ตามผู้วิจัยไม่แนะนำว่าสตรีทั่วไปจำเป็นต้องไปตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเต้านม ยกเว้นผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งถ้าตรวจไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง (mutation) ของยีน BRCA1 และ BRCA2 ควรตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 ไปด้วย

Image result for โรคสมองเสื่อม

 

          อาการหลงๆลืมๆอาจเกิดได้กับคนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงวัย แต่ถ้าอาการหลงๆลืมๆ มีสาเหตุจากภาวะสมองเสื่อม (dementia) ถือว่าเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่มีผลจากการทำงานของสมองผิดไป โดยมีลักษณะอาการหลักได้แก่ ความจำที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด มีภาวะเสื่อมถอยของทักษะต่างๆ จนเป็นปัญหาต่อชีวิตประจำวัน

          ภาวะสมองเสื่อมอาจเกิดจากสาเหตุหลากหลายแต่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ชนิดที่รักษาได้ มีประมาณ 20% และชนิดที่ต้องรักษาแบบประคับประคองประมาณ 80% ภาวะสมองเสื่อมที่อาจรักษาได้ เช่นการขาดวิตามิน B12 เนื้องอกในสมอง โรคต่อมไทรอยด์ รวมทั้งผลจากการใช้ยาบางชนิด แต่ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาดได้แก่โรคอัลไซเมอร์ (alzheimer)

          โรคอัลไซเมอร์ โดยทั่วไปมักเกิดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ในผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจเกิดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ เกิดจากมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบต้า อะไมลอยด์ (beta amyloid) เข้าไปจับกับเซลล์สมองทำให้สมองฝ่อและเสื่อมลงทีละน้อย จนกระทบกับความจำและการเรียนรู้ต่างๆ โรคอัลไซเมอร์ อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ

                ระยะที่ 1 ผู้ป่วยมีความจำลดลง อารมณ์เสียง่าย เครียด ซึมเศร้าจนสามารถสังเกตได้

                ระยะที่ 2 ผู้ป่วยมีความจำลดลงมาก จำคนในครอบครัวไม่ได้ จำชื่อตัวเองไม่ได้ มีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง

                ระยะที่ 3 ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง กินอาหารน้อยลง สุขภาพทรุดโทรม ไม่เคลื่อนไหวร่างกายหรือเคลื่อนไหวน้อยลง

 

 

 

 

               

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ