1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี "ยายยิ้ม จันทร์พร" ความลำบากไม่ได้อยู่ที่ความยาก มันอยู่ที่ "ใจ" 


ยาย ยิ้ม หญิงร่างเล็ก หลังงุ้ม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสมชื่อ
อาศัยในบ้านไม้ที่เกือบ เสร็จท่ามกลางป่าเขา
จ.พิษณุโลก อยู่ลำพังอย่างเดียวดาย ห่างไกลผู้คนและเงียบสงัด

เมื่อ 20 ปี ก่อน ยายมีบ้านอยู่ที่อำเภอพรหมพิราม พร้อมลูกหลาน
ตอนนั้นลูกชายคนเล็ก ตั้งใจจะมาบุกเบิกทำมาหากินบริเวณที่อยู่ปัจจุบัน
แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้ง ความไกล ไข้ป่า และความลำบาก
ส่งผลให้ลูกชายของยาย เลือกที่จะไปขับรถแท๊กซี่ใน กทม.

และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ และการไม่อยากเป็นภาระลูกหลานหรือ อื่นๆ
ยายยิ้มจึงตัดสินครั้ง สำคัญ อาศัยอยู่ที่บ้านในป่าผืนนั้น เป็นต้นมา

ลูกหลานขอร้องให้ ยายกลับมาอยู่บ้านแต่ยายไม่กลับ
ลูกหลานจึงได้แต่มา เยี่ยมยายเป็นระยะรวมถึงการนำเสื้อผ้า ผ้าห่ม
ข้าวสารอาหารแห้งมาให้ ยาย ลูกชายคนที่ยังอยู่ในอำเภอพรหมพิรามบอกว่า
"แม่เขาจะบอกว่าไม่ต้องเอามา ให้มากนะ ในชีวิตเขา แม่เขาไม่เคยอยากได้อะไรเลย
เคยถามเขาก็บอกว่า เขาพอแล้ว สมัยยังเด็กบ้านเราจนกันมาก
พ่อก็ตายตอนที่เรายัง เล็ก ๆ แต่แม่คนเดียวก็หา
เลี้ยงลูกได้ มานึกดูแกต้องทำงานหนักมาก แม่ถึงเน้นสอนให้เข้มแข็ง
หนักเอาเบาสู้ไม่เลือก งาน"


ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาท่ามกลางขุนเขา ยายไม่มีนาฬิกา
แต่ทุกเวลาล้วนมีคุณค่า การมีชีวิตอยู่ของยายหมดไปกับการปลูก ต้นไม้
ทำฝายเล็ก ๆ ที่ยายได้อาศัยในยามหน้าแล้งและยังเป็นสายธาร
หล่อเลี้ยงบรรดาสัตว์ และต้นไม้บนผืนแผ่นดินนี้
และตั้งใจถวายในหลวงและ พระราชินี ยายรักในหลวงและพระราชินีมาก

กิจวัตรประจำวัน ตื่นแต่เช้า จุดธูปไหว้พระ เก็บมุ้ง กระย่องกระแย่งมาจุดฟืนหุงข้าว
ตักข้าวสุกแรกเก็บไว้ ตักข้าวกินกับน้ำพริก หรือ ปลาแห้งที่เก็บไว้
ลงมากวาดลานบ้าน ซักผ้า หาบน้ำที่ลำห้วย ออกไปหาฟืนหาไม้ มาเก็บไว้


ก่อนจะคดข้าวใส่กล่อง น้ำพริก ใส่ย่าม สวมที่ขาดวิ่น ใช้พร้าแทนไม้เท้าเวลาเดิน
ข้ามห้วย ข้ามหนอง เข้าไปในป่าลึก ผ่านฝายเล็กๆ หรือคันนาที่ยายทำไว้ 11 ฝาย
เป็นคันดินที่ยายใช้ "จอบกับใจ" ค่อยๆขุดขึ้นมา กลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆกักเก็บน้ำ
พอให้สัตว์เล็กได้มา อาศัย ต้นไม้ชุ่มชื่น ระหว่างนั้นก็เอาข้าวมาโปรยให้สัตว์
ในแอ่งดินกันทำคันดิน นี้เสร็จ ก็เข้าไปลึกเรื่อยๆ ที่ละฝาย ทีละฝาย
เวลาแต่ละวันผ่านไปเท่า ไหร่ไม่รู้ เหนื่อยก็พัก แล้วก็เดิน กลับบ้าน
ชีวิตยาย เป็นไปอย่างเรียบง่าย

ทุก ๆ วันพระ ยายจะเดินลงมาจากเขา ด้วยระยะทางเกือบ 8 กิโล
บวกกับวัยชราของยาย จึงทำให้ยายใช้เวลาใน การเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธา ของยายเสื่อมถอยลง ลำพังคนหนุ่มสาว
จะให้เดินขึ้นลงเขา สัก 7-8 กิโลเมตร ยังเล่นเอาเหงื่อตก
แต่สำหรับยายยิ้มถือ เป็นกิจวัตรสม่ำเสมอทุกวันโกน วันพระเพราะไม่ว่าฝนจะตก
ฟ้าจะร้อง ยายก็ต้องไปถึงวัดไม่เคยขาด

ระยะทางไกลที่เต็มไป ด้วยหล่มโคลน ถนนเป็นร่อง ขรุขระ ยายยิ้ม
จะออกเดินเท้าจากบ้าน ตั้งแต่เช้ามืด เหนื่อยก็พัก ถึงวัดกี่โมงไม่รู้
รู้แต่เมื่อถึงวัดก็ เปลี่ยนชุดชาว สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความสะอาดวัด
ทำบุญ เมื่อกลับจากวัด แกก็จะมานับวันหลังจากนั้นไปถึงวันโกน วันพระอีกที
ก่อนที่เดินกลับบ้านใน ป่า ยายเลือกใช้ชีวิตเพียงลำพัง
และใช้ชีวิตอย่างโดด เดี่ยวอย่างมีความสุขอีกครั้ง

เราขาดในสิ่งที่ยายยิ้ม มี นั่นคือ ความพอเพียง ความศรัทธา ความไม่โลภ
เรามีในสิ่งที่ยายขาด นั่นคือ ความทุกข์

 

พิธีกร : ข้าวสารอาหารแห้งเอามาจากไหน
ยายยิ้ม : ลูกหลานเข้าเอามาให้ เขาเอามาให้ก็ต้องกิน
เขา จะได้บุญและก็ต้องกินอย่างประหยัดๆ ไม่ฟุ่มเฟือย

พิธีกร : ฝนตกเปียกไหม
ยายยิ้ม : ก็หลบๆเอา ไม่ลำบาก อย่าคิดว่ามันลำบาก

พิธีกร : เสื้อผ้า ขาดแล้วยังใส่อยู่
ยายยิ้ม : ลูกหลานเข้าเอามาให้ ใส่ไว้เขาจะได้บุญ

พิธีกร : ลูกหลานอยากให้ไปอยู่ด้วยกัน
ยายยิ้ม : ไม่ใช่ว่าจะไม่พึ่ง แต่ให้หมดค่าก่อนค่อยพึ่ง ป่วยไม่สบายไม่มีแรงค่อยพึ่งเขา

พิธีกร : ทำฝายไปให้ใคร
ยายยิ้ม : ให้ในหลวงพระราชินี ท่านเป็นถึงเจ้าแผ่นดินยังทำงาน เราก็ต้องทำให้ท่านบ้าง..
ส่วน สิ่งที่ทำในหลวงไม่เห็นผีสางเทวดาก็เห็น

พิธีกร : ได้ประโยชน์อะไรจากฝาย
ยายยิ้ม : ในหลวงบอกมีฝายมีน้ำ มีป่า มีปลาเล็กเป็นอาหารนกอีกทีรวมถึงได้ใช้ยามหน้าแล้ง

พิธีกร : กลัวล้มไหมเวลาเดินไปไหน
ยายยิ้ม : กลัวแต่ก็ต้องทำ ทำแล้วมีความสุข

พิธีกร : เหนื่อยไหมที่ทำมา
ยายยิ้ม : เหนื่อย แต่ทำแล้วมีความสุข

พิธีกร : เดินไปวัดลำบาก เหนื่อยไหม
ยายยิ้ม : เหนื่อยก็พัก แล้วเดินต่อ ทางไปสวรรค์มันรก ทางไปนรกมันเรียบ เห็นพระก็หายเหนื่อย

พิธีกร : สรุปว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ยายยิ้ม : คนอื่นว่าลำบากแต่ถ้าเราคิดว่ามันเป็นสวรรค์มันก็ไม่ลำบาก

พิธีกร : ยายมาทำบุญทุกวันพระไหม
ชาวบ้าน : ยายมาประจำแหละ ยายแกชอบทำบุญ ได้เบี้ยเดือน 500 แกยังทำบุญหมดเลย

พระ (กางมุ้งให้ยายนอนในศาลาวัด) : ไม่บาปหรอกยาย ช่วยๆกัน ดูแลกัน
ยาย (นั่งยิ้มด้วยความจำนน)
ยาย เอาเงินที่เก็บๆรวมถึงเงินที่ชาวบ้านให้ไว้มาทำบุญ
ยาย อวยพรให้และภาวนาให้คนที่ทำบุญด้วย
พิธีกร : ยายรู้จักเขาเหรอ
ยายยิ้ม : (ยิ้ม) ไม่รู้จักหรอก เห็นบอกว่าจะบวชก็เลยทำบุญ
ให้ ยายทำบุญนะ (สงสัยคงจะเป็นเงินที่ทางรายการให้)
พิธีกร : ทำเถอะยาย ไม่ว่าอะไรหรอก

พิธีกร : ยายมีของแค่นี้เหรอ (หยิบกระเป๋าใบเล็กที่บรรจุ เสื้อผ้า หยูกยาที่จำเป็น บัตรประชาชน)
ยายยิ้ม : แค่นี้แหละเตรียมไว้ เวลาเจ็บป่วยขึ้นมา เอาไปใบเดียว คนอื่นจะได้ไม่ลำบากหา

พิธีกร : จะไม่เป็นการแช่งตัวเองหรือ
ยายยิ้ม : ยิ่งเจ็บ ยิ่งต้องพึ่งตัวเอง ยิ่งต้องเตรียมตัว

พิธีกร : เวลายายไปตัดไม้ไผ่ ทำฝายไม่เกินกำลังเหรอ เอาแรงมาจากไหน
ยายยิ้ม : หัวเราะเบาๆแล้วตอบว่า มันเกินกำลังอยู่แล้วล่ะ แต่ต้องมีความพยายามยายบอกวันนี้หมดแรง นอนพัก พรุ่งนี้แรงก็มาใหม่

พิธีกร : ยายยังขาดอะไรอีกในชีวิต
ยายยิ้ม : ยายยิ้มสมกับชื่อ แล้วตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ขาดความ ทุกข์

 

 ที่มา พลังจิต โพส โดย ๕๓๑๔๗๘๖

#เห็นด้วยช่วยแชร์ #หมอเมธี

วันนี้มีโอกาสเลี้ยวผ่านเข้าไปยัง ward ICU covid ที่รพ.แห่งหนึ่ง....ได้พบเหตุการณ์ที่หลายคนไม่มีโอกาสได้ทราบเลยเกี่ยวกับคนไข้ทุกรายที่ได้รับเชื้อร้ายนี้......ขอแบ่งปันให้คนที่ไม่มีโอกาสได้พบเห็นด้วยตาตนเองทราบ...และหากผู้กำกับหนังสั้นคนใดและสื่อมวลชนช่องทางใด อยากทำบุญ ก็น่าที่จะไปทำเป็นหนังสั้นไม่เกิน ๒ นาที เพื่อเผยแพร่ให้คนได้ทราบ....#BasedOnTheVeryTrueStory

บรรยากาศในห้องicu covid...เป็นห้องขนาดใหญ่ที่มีห้องย่อยเล็ก ๆ นับสิบห้อง เป็นห้องกั้นกระจกอย่างมิดชิดหลายห้องอยู่ล้อมรอบcounterพยาบาลที่อยู่ตรงกลางเหมือนไข่แดง อากาศภายในห้องเย็นยะเยือก สงบเงียบ แต่น่าพรั่นพรึงสำหรับคนอยู่กักไว้ในห้องแคบ ๆ ขนาดเพียงไม่ถึงสิบตรม. ไม่มีห้องน้ำแยก ไม่มีห้องนั่งเล่น มีเพียงเตียง๑เตียงพร้อมด้วยแสงวูบวาบและเสียงเตือนเป็นระยะๆ จากเครื่องมือแพทย์ที่ร้องระงม เพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุดตอนนี้คือโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องไว้ติดต่อกับคนที่รัก..ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหมดแรงจับโทรศัพท์ไว้ เพราะหากไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ โทรศัพท์ก็คงได้แต่กองอยู่ข้างเตียง

คนไข้แต่ละคนที่ถูกส่งมาที่icuแห่งนี้ได้ คล้ายจะเหมือนโชคดีที่มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด เพราะทุกห้องเป็นห้องicuเดี่ยวที่ได้มาตรฐานสูงสุด พรั่งพร้อมด้วยเครื่องมือกู้ชีพ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพ โดยเฉพาะการติดตามค่าออกซิเจนในเลือด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ สภาพคนไข้ในแต่ละห้องที่มีอาการมากน้อยต่างกันไป.... บางคนต้องอยู่ในสภาพนอนคว่ำเกือบตลอดเวลาเพื่อให้ปอดที่ยังพอเหลือน้อยนิดสามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนในการต่อชีวิตต่อไปได้ ....บางคนต้องใส่ท่อช่วยหายใจซึ่งเท่าที่ทราบ รายที่ต้องใส่ท่อนั้นมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก .....ส่วนรายที่โชคดีหน่อยก็คือ ยังสามารถหายใจได้เองหรืออาจใช้เครื่องอัดออกซิเจนแรงดันสูงผ่านรูจมูก (hiflow) ....แต่ไม่ว่าจะอาการหนักเบามากน้อยต่างกันแค่ไหน..สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ #แววตาจะแสดงความกังวลและความกลัวออกมาอย่างชัดเจน...และทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้แม้แต่จะลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ ...กิจกรรมทุกอย่างไม่ว่าจะส่วนตัวแค่ไหน ก็ต้องทำอยู่บนเตียง "เท่านั้น"

เหตุการณ์น่าประหลาดใจอันหนึ่งเมื่อเราเดินผ่านในห้องกลางของเจ้าหน้าที่ คือคนไข้ที่ยังรู้สึกตัวทุกคนเมื่อเห็นแพทย์พยาบาลชุดใหม่ที่ถูกส่งเข้ามารับไม้ต่อ มองเข้ามาในห้อง คนไข้จะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่าคงบังเอิญเป็นจังหวะที่เขาภาวนาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือซึ่งเขากุมอยู่ในมือ......จนเมื่อมีโอกาสได้ถามไถ่จากพยาบาล จึงได้ทราบความจริงว่า ที่คนไข้ยกมือไหว้เวลาเห็นเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "แพทย์" เข้าไปในห้องicuดังกล่าว ก็เพราะเขายกมือทั้งไหว้ขอบคุณและทั้งร้องขอ...เพื่อขอร้องว่าอย่าทิ้งเขาไปไหน..หลายรายพูดผ่านไมโครโฟนออกมายังcounterว่า "ยังไม่อยากตาย" "ยังไม่ร่ำลาใคร" !!! .....สอดคล้องกับคำบอกเล่าของคุณพยาบาลประจำตึกที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายเดือน..."หนูเห็นคนไข้ตายต่อหน้าต่อตาโดยช่วยอะไรไม่ได้แทบทุกวัน..แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ชิน...สะเทือนใจตลอด"....แล้วประสาอะไรกับคนไข้ที่ไม่คุ้นเคยกับความตายในห้อง ICU แล้วต้องมาเห็นความตายต่อหน้าต่อตาของคนข้าง ๆ ห้องทุกวันที่ผลัดกันเข้าออกไม่ซ้ำหน้า

ตลอดชีวิตที่ดูแลคนไข้หนักมาตลอด ไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ที่คนไข้จะยกมือไหว้ในแบบที่ไม่เชิงไหว้ขอบคุณแต่เป็นการไหว้เพื่อขอร้องให้ไม่ทอดทิ้งเขา...หากยังนึกไม่ออก ลองหลับตานึกภาพ เมื่อเราเดินเข้าไปห้องขนาดใหญ่ที่แต่ละคนจะถูกแยกออกไปอยู่ในห้องปิดของตนเอง แม้ระยะทางระหว่างประตูกั้นห้องมาถึงเคาน์เตอร์พยาบาลห่างกันเพียงแค่ก้าวสองก้าว แต่คนไข้ทุกคนกลับมีความรู้สึกถึงความห่างไกล โดดเดี่ยว ที่หากโชคดีก็จะอยู่ในห้องนี้ไม่เกิน ๑๔ วันก่อนจะกลับสู่ครอบครัวได้ โดยตลอดเวลา๑๔วันนี้ จะไม่ได้เจอญาติหรือเพื่อนฝูงแม้แต่คนเดียว มีเพียงแพทย์พยาบาลผลัดกันเข้ามาดูแลอยู่ห่าง ๆ ผ่านกระจกหรือจอมอนิเตอร์ ส่วนรายที่อยู่ห้องicuได้ไม่ถึง ๑๔ วัน อาจไม่ได้หมายถึงโชคดีหายเร็วกว่าคนอื่น แต่อาจหมายถึงการที่จะไม่ได้พบญาติอีกตลอดไป และญาติเองก็ไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้เห็นหน้าเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน......และแม้แต่คนที่รอดกลับบ้านไป หลายคนจะประสพกับเหตุการณ์ #PostTraumaticStressDisorder-PTSD เพราะได้เห็นความตายต่อหน้าต่อตาใน ICU หลายต่อหลายราย...รวมทั้งอีกหลายคนจะประสบกับปัญหาทางจิต ซึมเศร้า เพราะหลายคนทราบดีว่าตนเองเป็นต้นเหตุให้คนในครอบครัวอีกหลายคนต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันกับตน ..น่าที่ #ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ต้องออกมาให้คำแนะนำกับคนเหล่านี้ด้วย

หวังว่าบรรยากาศเช่นนี้ คงไม่เจอกับตัวเอง กับคนที่เรารัก หรือญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของทุกคน

สำหรับคนที่ยังได้รับโอกาสให้กลับไปบ้านได้ในทุก ๆ วัน....สถานการณ์ขณะนี้ต้องเลิกดราม่า...ฉีดวัคซีนอะไรดี ฉีดอะไรก่อนหลัง ฉีดแบบลูกผสมดีหรือไม่ และยิ่งกับประเภทกลัววัคซีนจนเกินเหตุ..ยิ่งต้องเลิกชุดความคิดแบบนี้ได้แล้ว.....คำพูดของครูแพทย์หลายท่านที่่พร่ำบอกว่า "#วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่เรามีโอกาสได้รับโดยเร็วที่สุดเป็นคำพูดที่ถูกต้อง"....ยกเว้นท่านมีโอกาสเลือกสิ่งที่ท่านคิดว่าดีที่สุด...ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ที่จะไขว่คว้าเอาไว้ก่อน...........แต่อย่าถึงขนาดปล่อยให้เรือจมแล้วค่อยร้องเรียกหาห่วงชูชีพ...และอย่ามัวแต่ถกว่าจะเลือกชูชีพเซิ่นเจิ้นดีหรือไม่ดี...ชูชีพอะไรที่เพิ่มโอกาสรอดให้ท่าน...คว้าไว้เลย ถ้ามีโอกาส ...แม้ชูชีพนั้นอาจทำให้ท่านจมน้ำไปครึ่งตัว แต่ก็ยังมีอีกครึ่งตัวที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ..เพราะหมายถึงโอกาสรอดชีวิตจะสูงกว่าคนที่มัวแต่ถกเถียงกันว่าจะเลือดชูชีพแบบไหนดี...

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กับตันเรือและต้นหน ...ต้องรีบจัดหาชูชีพให้พอกับจำนวนผู้โดยสาร มาโดยเร็วที่สุดดดดดด ...เพราะแพทย์พยาบาลหน้างานนั้นเหนื่อยสายตัวขาดไปหลายรอบแล้ว หลายคนจากเมื่อวานที่เป็นคนให้การรักษา วันนี้หรือวันพรุ่ง กลับต้องกลายเป็นคนที่ต้องไปอยู่ในห้องแทน !!!!

สำหรับใครที่ดราม่าว่า lockdownแล้วจะลงแดงตาย เพราะไม่ได้ออกไปเจอเพื่อนฝูง ไม่ได้ไปparty ไม่ได้ออกไปเดินเล่น ...ลองกลับไปอ่านข้างบนอีกรอบ..แล้วคิดใหม่ว่าจะเลือกแบบไหน...หากโชคดีก็เข้าถึงการรักษาในรพ.ได้ ...หากโชคร้ายอาจได้จากไปอย่างโดดเดี่ยวคนเดียวที่บ้าน....หรือแม้แต่ข้างถนน

***********

…… ขอให้ญาติมิตรทั้งหลายจงปลอดภัยจากโรคร้ายนี้เถิด

 
เลขาฯสมช.แย้มประกาศโควิดโรคประจำถิ่นเร็วขึ้น-เล็งเปิดสถานบันเทิง
เลขาฯสมช.เผยถกศบค.พรุ่งนี้แย้มประกาศโรคประจำถิ่นเร็วขึ้น ปรับพื้นที่โซนสีเขียวเพิ่ม เล็งถกเปิดสถานบันเทิง กระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศปก.ศบค.) กล่าวถึงการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ว่า ในที่ประชุมรายงานผลและประเมินทิศทางการทำงาน หลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการเปิดประเทศ และปรับพื้นที่โซนสีจังหวัด ให้มาตรการผ่อนคลายลง จากสีส้มเป็นสีเหลืองทั้งหมด และมีพื้นที่สีใช้มาตรการสีเขียว 17 จังหวัด

นอกจากนี้ที่ประชุมจะพิจารณาปรับพื้นที่โซนสีให้ผ่อนคลายมากขึ้นจากสีเหลืองเป็นสีเขียวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สีฟ้ามากขึ้น เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ในบรรยากาศที่สามารถจะผ่อนคลายมาตรการได้ และจะปรับมาตรการอื่น เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินได้สะดวกกว่าเดิม สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้คล่องตัว ลดภาระการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย
 

พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอของผู้ประกอบการ ให้เปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์คาราโอเกะ จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมในวันที่ 20 พฤษภาคมด้วย ที่ผ่านมาพิจารณามาหลายรอบ แต่ทางสาธารณสุข ยังมีความกังวลอยู่ แต่ในครั้งนี้น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยดูจากวิธีการจัดการตนเองเมื่อติดเชื้อเป็นไปด้วยดี คิดว่าน่าจะได้รับการพิจารณา

เมื่อถามว่า จะพิจารณาเปิดสถานบันเทิงทั่วประเทศหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนพิจารณา โดยจะดูพื้นที่ปลอดภัยเป็นหลัก และประเมินตามปัจจัยที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เรื่องนี้นายกฯมอบแนวทางไว้นานแล้วว่าจะต้องพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง หากพื้นที่ใดพร้อม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะพิจารณาจากปัจจัยที่วางหลักเกณฑ์ไว้
 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเพิ่มแค่ไหน หากมีการผ่อนคลายสถานบันเทิง พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า จากข้อมูลตัวเลขผู้ประกอบอาชีพกลางคืน มีหลายล้านคน ดังนั้นตัวเลขไม่ต้องกังวลเพราะจะเพิ่มขึ้นแน่นอน อีกทั้งพื้นที่ภาคการท่องเที่ยวก็จะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวด้วย สำคัญที่สุดคืออาชีพของคนไทยที่เกี่ยวข้อง 10 ล้านคน จะทำให้ธุรกิจจะขยับขยาย 

สำหรับการประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น ต้องดูการฉีดวัคซีนจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต การบริหารจัดการของแต่ละพื้นที่ การปรับตัวของประชาชน เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยนายกฯ ให้พิจารณาอย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อนจะประกาศ และมีโอกาสประกาศให้เร็วขึ้น หากสถานการณ์เป็นไปตามปัจจัยที่วางไว้

ข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/politics/1005241?anf=

 
ไทยป่วยใหม่ 2.2 พันราย   ดับ 20 คน ขยายเวลาผับตี 2 ส่อวืด นายกฯ ชี้ต้องดูกฎหมายเก่าด้วย สธ.ไฟเขียวยกเลิกเขตติดโรคติดต่ออันตราย "โควิด" นอกราชอาณาจักรทั้งหมด ยังไม่พิจารณาเป็นโรคเฝ้าระวัง ไร้ข้อสรุปถอดหน้ากาก รอประเมินเปิดผับบาร์ 2 สัปดาห์ เคาะ "ฝีดาษวานร" โรคติดต่อเฝ้าระวัง ลำดับที่ 56

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,224 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,224 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 2,224 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 4,824 ราย อยู่ระหว่างรักษา 26,889 ราย อาการหนัก 725 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 359 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 20 ราย เป็นชาย 9 ราย หญิง 11 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 17 ราย มีโรคเรื้อรัง 3 ราย มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,471,179 ราย มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,414,072 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 30,218 ราย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอขอขยายเวลาการเปิดสถานบริการถึงเวลา 02.00 น. ว่าได้มีการพิจารณาเป็นระยะๆ ซึ่งได้ให้แนวทางไปแล้วใน ศบค. วันนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งจะมีข้อยุติในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ การที่จะขยายเวลาไปมากกว่ากฎหมายเวลาเดิม ต้องย้อนไปดูกฎหมายเดิมว่าให้สถานบริการแต่ละสถานบริการก่อนหน้าโควิด-19 ให้เปิดไปจนถึงเวลาเท่าไหร่ มีทั้งเที่ยงคืน ตี 1 ตี 2 จะไปดูว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะกฎหมายเก่ายังมีผลบังคับใช้อยู่ ถ้าจะแก้ตรงนั้นใหญ่โตไปขอให้เข้าใจแล้วกัน

"ส่วนเรื่องของการถอดหน้ากากอนามัย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังพิจารณาอยู่ ผมคิดว่าหลายคนก็คงยังไม่อยากถอด หลายคนก็อยากถอด บางอย่างก็เป็นเรื่องของความสมัครใจ ไม่ใช่ประกาศให้ถอดแล้วทุกคนต้องถอดหมด เพราะหลายคนยังไม่ไว้ใจ เขาก็ยังไม่ถอดหน้ากากอนามัย" นายกฯ ระบุ

ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 4 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย 1.ยกเลิกท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคโควิด-19 ที่เคยประกาศไว้ทั้งหมด เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวก สอดคล้องกับสถานการณ์โรคที่ดีขึ้น ส่วนมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าไทยก่อนหน้านี้มีการลดระดับไปเยอะแล้ว โดยหากมีการฉีดวัคซีนครบโดส ไม่ต้องตรวจเชื้อด้วย RT-PCR หรือ ATK แต่หากยังฉีดวัคซีนไม่ครบ เข้าประเทศยังต้องตรวจ ATK

2.ที่ประชุมเห็นชอบกำหนดให้โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังลำดับที่ 56 พร้อมกำหนดชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ฝีดาษวานร” และกำหนดอาการของโรค 3.รับทราบสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย และสถานการณ์โลกดีขึ้น หลังเปิดเทอมยังไม่พบการระบาดที่น่ากังวล ส่วนการเปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ 6 วันแล้วยังไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติ แต่ต้องประเมินผลอีก 2 สัปดาห์ 4.เห็นชอบข้อเสนอแนะมาตรการควบคุมป้องกันโรคโควิด ในสถานบันเทิง ผับ บาร์ ตามที่กรมอนามัยเสนอ

ส่วนเรื่องการถอดหน้ากากนั้น ที่ประชุมมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่มีข้อสรุป จึงยังคงใช้มาตรการเหมือนเดิม ประเมินสถานการณ์อีกสักระยะ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าต้องใช้เวลาแค่ไหน ก่อนเสนอ ศบค.พิจารณา ซึ่ง ศบค.จะมีการประชุมสัปดาห์หน้า ขณะนี้ประเมินสถานการณ์ทุกวัน แม้ว่าสถานการณ์ค่อนข้างคงที่ แต่ต้องรอดูผลกระทบจากการเปิดผับบาร์ด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่พบผลกระทบใดๆ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการจัดหาวัคซีนฝีดาษวานร นพ.โอภาสกล่าวว่า รอง ผอ.ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (USCDC) ได้เข้าพบและหารือร่วมกันกับกรมควบคุมโรค แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเตรียมการเรื่องการจัดหาวัคซีนป้องกันฝีดาษวานรรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันทางองค์การเภสัชกรรมได้ประสานไปยังบริษัทผู้ผลิตเพื่อเตรียมการแล้ว แต่ขณะนี้ดูเหมือนความรุนแรงของโรคไม่ได้มาก ยังไม่มีผู้เสียชีวิต

วันเดียวกัน น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวเปิดการประชุมว่า สถานการณ์ภาพรวมดีขึ้น และพบว่ากิจกรรมซึ่งจัดขึ้นหลายกิจกรรม อาทิ งานดนตรีในสวน มีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนอยากใช้ชีวิตในรูปแบบปกติ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมข้อมูลการเตรียมพร้อม ศักยภาพการรองรับผู้ป่วยของ กทม. ทั้งผู้ป่วยโรคโควิด-19 และโรคฝีดาษลิง ก่อนนำเข้าที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ในสัปดาห์นี้ โดยจะเป็นการนำเสนอมาตรการที่จะทำให้คนกรุงเทพฯ ได้มีชีวิตที่สะดวก ภายใต้มาตรการความปลอดภัยและปลอดโรค

จากนั้น นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม  โดยได้กำชับให้สำนักอนามัย สำนักการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมหารือเตรียมมาตรการเพื่อเข้าสู่แนวทางการเป็นโรคประจำถิ่นของกรุงเทพมหานคร เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเข้าที่ประชุม ศปก.ศบค.พิจารณาต่อไป

นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวถึงกรณีการกระจายวัคซีนโควิด-19 จำนวน 16.8 ล้านโดส สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการวัคซีนของประชาชนว่า ขณะนี้มีการสื่อสารทำให้เข้าใจผิดว่าการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 ไป รพ.สต. ทำให้เกิดปัญหาวัคซีนล้นตู้เย็น และให้ รพ.สต.เป็นถังขยะทิ้งวัคซีนนั้น ไม่เป็นความจริง  ขอชี้แจงว่าการจัดสรรวัคซีนโควิดให้แก่ รพ.สต.เป็นไปตามแผนการเร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น ผ่านความเห็นชอบจากอีโอซี กระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. เมื่อวันที่ 20 พ.ค.65 เพิ่มความครอบคลุมในทุกกลุ่มเป้าหมายที่ครบกำหนด ซึ่งแผนการจัดสรรวัคซีน 16.8 ล้านโดสสำหรับ รพ.สต. ตัวเลขนี้เป็นโควตา จะทยอยส่งเป็นรอบๆ ไปที่คลังวัคซีนจังหวัด ขณะนี้มี 20 จังหวัดที่ได้รับครบตามโควตา โดยมีการประสานแจ้งแผนการจัดส่งให้หน่วยบริการทราบก่อนทุกครั้ง โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจะกระจายวัคซีนต่อไปที่ รพ.สต. ตามศักยภาพการฉีดและความจุของตู้เย็นแต่ละ รพ.สต. ซึ่งหากยังไม่พร้อม ก็สามารถปฏิเสธการรับวัคซีนตามโควตาได้.

 ข้อมูลจาก https://www.thaipost.net/one-newspaper/156935/

บริษัทเครื่องประดับอิสราเอลได้รับคำสั่งซื้อให้ทำ “หน้ากากป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่แพงที่สุดในโลก” โดยจะเป็นหน้ากากทองคำที่ฝังด้วยเพชร

เศรษฐีลึกลับสั่งทำ “หน้ากากอนามัยที่แพงที่สุดในโลก” ราคาเกือบ 47 ล้านบาท

ไอเวล (Yvel) บริษัทเครื่องประดับอิสราเอลกำลังดำเนินการสร้าง “หน้ากากป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่แพงที่สุดในโลก” โดยจะเป็นหน้ากากทองคำที่ฝังด้วยเพชร สนนราคา 1.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 46.8 ล้านบาทไอแซ็ก เลวี (Isaac Levy) นักออกแบบเครื่องประดับ กล่าวว่า หน้ากากดังกล่าวจะเป็นหน้ากาก N99 ซึ่งมีประสิทธิภาพสุงกว่า N95 ทำจากทองคำขาว 18 กะรัต และประดับด้วยเพชรสีขาวและดำ 3,600 เม็ด ตามคำร้องขอของผู้สั่งซื้อเลวีกล่าวว่า ผู้ซื้อมีความต้องการอีก 2 ประการคือ หน้ากากนี้ต้องแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และอีกประการ คือจะต้องเป็นหน้ากากกันโควิด-19 ที่มีราคาที่แพงที่สุดในโลก โดยเงื่อนไขสุดท้ายนั้น เลวีบอกว่า “เป็นเรื่องง่ายที่สุด”เขาปฏิเสธที่จะระบุตัวผู้ซื้อว่าเป็นใคร แต่เบื้องต้นเปิดเผยว่า เป็นนักธุรกิจชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างไรก็ตาม ด้วยน้ำหนัก 270 กรัม ซึ่งมากกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไปเกือบ 100 เท่า ทำให้เลวีคาดว่า ผู้ซื้อไม่น่าจะนำมันไปใช้เป็นเครื่องประดับที่สวมใส่ได้จริง“เงินอาจจะไม่สามารถซื้อได้ทุกอย่าง แต่มันสามารถซื้อหน้ากากป้องกันโควิด-19 ที่แพงมาก และถ้าคน ๆ นั้นต้องการสวมมันและเดินไปรอบ ๆ เพื่อให้ได้รับความสนใจ เขาก็ควรจะมีความสุขกับสิ่งนั้น” เลวี่กล่าวหน้ากากที่ดู “โอ้อวด” เช่นนี้อาจดูเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมในช่วงเวลาที่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกต้องออกจากงานหรือมีความทุกข์จากผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เลวีบอกว่า ขอบคุณสำหรับโอกาสนี้จากผู้ว่าจ้าง“ผมมีความสุข เพราะหน้ากากนี้ทำให้เรามีงานและรายได้สำหรับพนักงานของเรา ให้เราสามารถจัดสรรงานให้พวกเขาได้ในช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างนี้” เขากล่าว
 
เศรษฐีลึกลับสั่งทำ “หน้ากากอนามัยที่แพงที่สุดในโลก” ราคาเกือบ 47 ล้านบาท
 
 
เรียบเรียงจาก AP

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ