เอ่ยชื่อ “บัณฑูร ล่ำซำ” หรือคุณปั้น เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะบุรุษผู้นี้ทรงอิทธิพลมากทีเดียว ปัจจุบันคุณปั้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

ล่าสุด คุณปั้น แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบันรวมทั้งมุมมองต่างๆ ที่น่าสนใจไว้ดังนี้ ..!

1. นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปมากไม่ใช่เพราะเรือล่มอีกแล้ว แต่เป็นเพราะในประเทศจีนเองก็เจอปัญหาหนักมาก ทั้งคนที่เที่ยว และ ออกมาลงทุนหายไปจากปัจจัยใหญ่กว่าที่คนไทยเข้าใจมากนัก

2. อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะคอนโดที่เราก็เห็นว่ามันโอเวอร์ซัพพลาย มานานแล้ว เริ่มออกอาการชัดเจน เนื่องจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะที่มีพวกแนะนำให้คนไปหายนะ เช่น การไปสอนคนกู้เงินเกินมากๆ เพราะอยากได้นายหน้า ยกตัวอย่าง คนที่ไม่เคยมีเงินกู้คอนโดเลย ก็มีคนสอนให้กู้พร้อมกันห้าที่ เงินเดือนห้าหมื่น กู้พร้อมกันห้าคอนโดผ่าน เพราะยังไม่เคยมีประวัติ และ ก็จะผ่านพร้อมกัน ได้เงินเกินจำนวนหลายล้าน และมีหนี้ระดับสิบล้าน และมีคนเป็นแบบนี้จำนวนมาก คิดว่าจะเอาค่าเช่ามาผ่อน แต่ค่าเช่าก็ไม่พอ และไม่มีคนเช่า

3. Leverage ทางการเงิน แค่ใช้ไม่เป็นก็แย่แล้ว นี่กำลังจะเป็นขาขึ้นของดอกเบี้ยเต็มอัตราอีกไม่นาน

4. หนี้สินที่มีอยู่ตอนนี้ คือ หนี้สินที่ดอกเบี้ยต่ำสุด (bottom) ถ้าดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพียง หลักสตางค์ บาท สองบาท หายนะของคนเป็นหนี้ทันที เช่นบ้านเคยผ่อนต้น หมื่น ดอกเบี้ย สองหมื่น ในยอดผ่อนสามหมื่น จะกลายเป็นดอกเบี้ยแทบทั้งหมดในทันที

5. ที่เงินยังไหลเข้าในบอนด์ไทยที่เรทต่ำกว่า โลก อย่าดีใจ เพราะเขาต้องการถือเงินบาท เพื่ออะไรบางอย่างเท่านั้น

6. บริษัทใหญ่ๆ ช่วงที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ออกบอนด์กันบานตะไท มีสองอย่างคือ หนึ่งขาดสภาพคล่องจริง ซึ่งเรทติ้งจะตกอีกไม่ช้า จากผลประกอบการจึงต้องรีบ ออกบอนด์ในเรทที่ยังไม่เป็น junk bonds อีกอย่างคือ บริษัทที่ทราบว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้นแล้วจึง lock อัตราดอกเบี้ยระยะยาวไว้ เพราะ เมื่อดบ. ลอยตัว ต่อให้เป็น บลจ. ต้นทุนก็จะสูงขึ้นมากอยู่ดี

7. ใครทำงานแบงค์ให้รีบมองหางานใหม่ก่อนที่จะถูกลดคนพร้อมๆ กันจากระบบใหม่ และตอนนั้นจะหางานทำยากมาก เพราะจะมีคนที่ออกจาก sector นี้หลักหมื่นคนพร้อมๆ กัน

8. อาชีพขายประกันจะอันตรายมาก เนื่องจากจะถูก threads หลากหลายโดยเฉพาะ บริษัททุนจากจีน ที่สร้างระบบ ecosystem ครบวงจรมา โดยตัดตัวแทนทิ้งออกหมดต้องหาทิศทางให้เราอยู่ได้ดีๆ

9. คนทำธุรกิจ อย่า cut ตัวเองตอนที่ไม่เหลืออะไรให้คัท เหมือนหุ้น

10. หนี้เสีย NPL ที่ประกาศน้อยกว่าจริงมาก และ ต่อให้ประกาศจริง ของจริงก็มากกว่านั้นอีกเยอะมาก ซึ่งจะทำให้แบงค์เซได้ อย่างมีนัยยะ

11. อสังหาจีน ธุรกิจที่พึ่งประเทศจีน ตอนนี้ เหนื่อย เพราะจีนเองก็เหนื่อยมากจริงๆ

12. คอนโดดีๆ ที่เราชอบ ให้วนดูให้ถูกใจ และ รอซื้อตอนแฮคัทของแบงค์ต่างๆ ค่อยยื่นกู้ซื้อ ในเงื่อนไขที่ดีมาก เพราะคนที่ถือเก็งกำไรและไม่สามารถจ่ายได้มีจำนวนมากในขณะนี้

13. ที่ดินตอนนี้ ขายยากมาก เพราะเงินในระบบจาก M3 หายไปมากจริงๆ

14. Bitcoin และ เหรียญต่างๆ น่าจะออกแบบมาเพื่อทดสอบระบบและทำหน้าที่ Burn cash ทิ้งจากการพิมพ์เงินตลอดเวลา ​ซึ่งเป็นการ burn ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

15. Block Chain เป็นอะไรที่เจ๋งมากถ้าใช้ถูกจุดประสงค์ เช่นการระดมทุน เพราะ fraud ยากมาก

16. หุ้น softbank น่าซื้อเก็บไว้เป็นหุ้นแห่งอนาคต แต่ต้องใช้เงินที่ตัดลงทุนระยะยาว ไม่ควรเก็งกำไร

17. โลกแห่งหุ้น VI ในไทยจะหมดไปเรื่อยๆ เพราะแทบจะไม่มีธุรกิจที่ยั่งยืนในพื้นฐานโลกใหม่ที่กำลังจะดำเนินไป

18. จีนเร่งการใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมัน … ธุรกิจหุ้น Bluechip ในน้ำมันจึงควรพิจารณาให้ดี โดยเฉพาะคนที่ซื้อกองทุนเพื่อลดภาษี LTF LMF ลงในหุ้นพลังงานแทบทั้งนั้นแะลในแบงค์ใหญ่ ซึ่ง แบงค์กำลังจะมีปัญหาจากหนี้เสียจำนวนมากแบบควบคุมไม่ได้ … และ พลังงานจะเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่ปีอย่างมีนัยยะ … ให้มองการลงทุนมากกว่าการลดภาษี

19. ในปีหน้า จะมีการ Roll over Bonds ในไทยอย่างต่ำ ประมาณห้าแสนล้าน และ บางส่วนก็ไม่รู้จะ roll ผ่านหรือไม่ และ อาจจะมีการลด rating ในหลายบริษัทที่ไม่ผ่าน …

20. หนี้เสียแค่บริษัทใหญ่ๆ บริษัทเดียวกระเทือนไปทั้งตลาด ถ้ามีแบบนี้หลายบริษัท ไม่ต้องพูดถึง

21. AI จะเข้ามาแทนในสิ่งที่เราคิดไม่ถึงมาก อย่างไม่น่าเชื่อ และ การที่ไม่เชื่อว่ามันจะมาแทนขนาดนั้น ก็เหมือนกับที่รุ่นพ่อแม่เราไม่คิดว่าโลกทุกอย่างจะมารวมในมือถือเครื่องเดียวได้ขนาดนี้

22. ไม่ใช่เมืองไทยบริหารไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ระดับโลก ทรุดตัวลงพร้อมๆ กัน โดยที่ไม่มีภูมิภาคไหนดีเลย ซึ่งหมายความว่า จากที่เคยแย่ส่งออก ดีใน หรือแย่ในดีส่งออก แต่จะกลับเป็น แย่ในทั้งภาคบริโภคภายใน และ ส่งออกพร้อมกัน

23. สิ่งที่เราเจออยู่คือ Bubble ของ อสังหาริมทรัพย์, หุ้น, เดริเวอร์ทีฟ,หนี้ พร้อมๆ กันทุกอย่าง ซึ่งไม่รู้จะแก้ยังไง จึงค่อยๆ ซึมลง เพราะทุกปัญหาหากมีทางแก้ชัดเจน ก็จะ crash ลงและ correction ตัวมันเอง

24. ทุกอย่างที่จะเป็นโค้ช พารวย แล้วใช้ชีวิตดีหรูหรา พาเที่ยว … ถ้ามันมีจริง คงไม่มีใครอยากทำงานหนัก อย่าไปโลภมาก เพราะความเสียหายจากสิ่งเหล่านี้มันมาก และ ซ้ำไปมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

25. ให้ระวังการถือ Bonds ต่างๆ อย่างที่สุด เพราะพวกเราถูกสอนให้เชื่อใน credit rating แล้วให้ยืมเงิน และ เอาสิทธิ์เจ้าหนี้มาเฉยๆ … ในบริษัทที่ล้มหลายบริษัท ตอนออกหุ้นกู้ เรทติ้งก็ยังดีอยู่แต่ทำไมถึงล้ม ทั้งต่างประเทศ และในไทยเร็วๆนี้ (มีทั้งเจ้าหนี้ภายนอกด้วย) ให้รักษาเนื้อรักษาตัวระวังเงินต้นที่มีให้ดี บางทีหุ้นกับบอนด์ หุ้นยังปลอดภัยกว่า

26. ถ้ารอบนี้คนเก่ง ชอต แบงค์ใหญ่เป็น จะได้เงินก้อนใหญ่ เพราะเป็นที่แน่นอนว่าหนี้เสียในระบบไม่น่าจะควบคุมได้ และ ผิดนัดชำระบานตะไท

27. อีกไม่เกินสิบปี ในหลายประเทศไม่ได้เปลี่ยน รถเครื่องยนต์ธรรมดาเป็น EV car แต่จะเทิร์นไปสู่ ออโตโนมัสคาร์เลย โดยเฉพาะเมืองจีน จะเร่งวางระบบอินฟราสตัคเจอร์ใหม่ บนระบบ 7G ซึ่ง ฟังดูดี แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับ รถที่ไม่ใช้น้ำมัน เครื่องยนต์ประเภทเก่าจะถูกโละไปจะทำให้หลายอุตสาหกรรมหมดไปจากที่เห็นๆ เช่น โรงงานที่ทำส่วนประกอบทั้งหมดของรถยนต์ดีเซล, เต๊นรถ, ช่างทั่วไป, แม้แต่อุตสาหกรรมที่ใหญ่สุดๆ เช่น พลังงานน้ำมัน … มันมีโอกาสจะกระทบแบบ big impact มากๆ

28. ทองคำยังมีค่าเสมอ เวลาค่าเงินมีปัญหาให้เรียนรู้จากหลายๆ ประเทศที่ค่าเงินลดอย่างรุนแรง และคนที่มีทองคำอยู่ในมือ จะสามารถ ทรานเฟอร์ไปในค่าเงินใดก็ได้ในโลก …

29. นักลงทุนรายใหญ่ของโลกมากๆ หลายคน และ บริษัทเข้าไปถือ เหมืองทองอย่างมีนัยยะ ถ้ามันไม่ดีเขาจะถือไว้ด้วยเหตุอันใด โดยเฉพาะตระกูลยิว ใหญ่ๆ

30. ใครที่ฟุ้งเฟ้อ มากกว่ารายได้ที่มี … ขอให้ลองพิจารณาอย่าสร้างหนี้ เพราะดอกเบี้ย มันคือพลังทวีอย่างมาก อย่างที่ไอน์สไตน์ ได้กล่าวไว้ ทั้งทางบวกและลบ

31. เศรษฐกิจพอเพียง สามารถช่วยเราได้ ถ้าเราไม่สร้างหนี้มากเกินไป อย่างน้อยไทยก็มีวัดให้เราฝากท้อง … และที่ดินทุกจังหวัด ก็สามารถปลูกผัก ปลูกผลไม้ทานได้ … ไม่เหมือนในหลายๆ ประเทศ

32. บอนด์จะเป็นชนวนการเกิด crisisใหญ่ใน
รอบนี้อย่างมีนัย.

นายบัณฑูร ล่ำซำ

อาหารมื้อเย็นและความเจ็บป่วย เกี่ยวข้องกันอย่างไร

หากคุณอายุเกิน 60 ปี คุณควรที่จะสนใจอ่านบทความนี้

แค่หนึ่งในสี่ของปริมาณอาหารเย็นที่คนส่วนใหญ่บริโภคนั้นก็เพียงพอสำหรับการประทังชีวิต อีกสามส่วน ที่เหลือนั้น อาจเป็นที่มาของรายได้ในการดำรงชีพของหมอ

เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณอาจรู้สึกตื่นตะหนกและไม่กล้าที่จะตะกละตะกลามกับอาหารมื้อเย็นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเลี้ยงอาหารค่ำ!

ในชีวิตปกติ หากคุณไม่ได้รู้สึกหิวเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า นั่นหมายถึงว่า คุณสามารถดลดปริมาณอาหารเย็นลงได้ครึ่งหนึ่ง

อย่าคิดว่าการกินอาหารเย็นอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ จะไม่สร้างปัญหาให้คุณ ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไต้หวัน และประเทศอื่นๆ พบว่า สาเหตุหนึ่งของโรคต่างๆ เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมในตอนกลางคืน นั่นหมายถึงว่า หากคุณกินอาหารเย็นไม่ถูกหลัก โรคภัยก็จะเริ่มคืบคลานมาหาคุณ

☆ อาหารเย็นและโรคอ้วน

90% ของคนอ้วนกินอาหารดีเกินไปและมากเกินไป ประกอบกับช่วงกลางคืนไม่มีกิจกรรมให้ทำมากนัก ทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้น้อย แคลอรี่ส่วนเกินจะถูกสังเคราะห์เป็นไขมันโดยการทำงานของอินซูลิน โรคอ้วนจึงถามหา

☆ อาหารเย็นและโรคเบาหวาน

การรับประทานอาหารเย็นมากเกินพอดี มักจะกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ทำให้แก่เร็ว และกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่าย และการรับประทานอาหารมื้อเย็นเลิศรสที่มากเกินพอดี จะทำให้คุณอ้วน และอาจนำไปสู่โรคเบาหวานได้
☆ อาหารเย็นและโรคมะเร็งลำไส้

หากรับประทานอาหารเย็นมากเกินไป โปรตีนย่อยสลายได้ไม่หมด การทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ จะก่อให้เกิดสารพิษขึ้น ประกอบกับการเคลื่อนไหวของร่างกายในช่วงค่ำมีไม่มาก และเป็นช่วงเวลานอน การบีบตัวของผนังลำไส้ช้ากว่าปกติ จึงทำให้สารพิษตกค้างในลำไส้นานขึ้น เป็นเหตุให้เพิ่มอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่


☆ อาหารเย็นและโรคนิ่วทางเดินปัสสาวะ

การขับแคลเซียมออกจากร่างกายจะทำได้ดีที่สุดช่วงประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงหลังอาหาร หากรับประทานอาหารเย็นใกล้เวลาเข้านอน เมื่อถึงช่วงเวลาที่มีการขับแคลเซียมออกมา เราอาจจะเข้านอนแล้ว ดังนั้นปัสสาวะจึงอยู่ในท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ และทางเดินปัสสาวะอื่น ๆ ไม่สามารถขับออกได้ ส่งผลให้แคลเซียมในปัสสาวะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งง่ายต่อการตกตะกอนและก่อตัวเป็นผลึกขนาดเล็ก ซึ่งในระยะยาวจะทำให้ก่อตัวเป็นนิ่วได้


☆ อาหารเย็นและภาวะไขมันในเลือดสูง

หากมื้อเย็นของคุณเป็นอาหารที่มีโปรตีนและไขมันสูง แคลอรี่ก็สูง จะกระตุ้นให้ตับผลิตไลโปโปรตีน ทั้งที่มีความหนาแน่นต่ำและต่ำมากออกมา ไตรกลีเซอไรด์ก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้น จึงทำให้ไขมันในเลือดสูง


☆ อาหารเย็นและโรคความดันโลหิตสูง

หากคุณเน้นกินอาหารเย็นที่เป็นเนื้อสัตว์ โดยไม่สนใจว่าขณะนอนหลับ การไหลเวียนของเลือดจะช้าลง ไขมันในเลือดจำนวนมากจึงสะสมบนผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดแดงเล็กหดตัว ความดันของหลอดเลือดส่วนปลายจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน และเร่งให้เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง


☆ อาหารเย็นและโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ

หากอาหารมื้อเย็นของคุณเป็นอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่สูง อาจทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น ซึ่งจะสะสมในผนังหลอดเลือด เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจ

นอกจากนี้ สาเหตุหลักอีกประการหนึ่งของภาวะหลอดเลือดแข็งตัวคือ แคลเซียมที่ตกตะกอนในเส้นเลือด ดังนั้น การรับประทานอาหารเลิศรสอิ่มเกินไป และการรับประทานมื้อเย็นดึกเกินไป จึงเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด


☆ อาหารเย็นและภาวะไขมันพอกตับ

หากคุณเพลิดเพลินกับความเอร็ดอร่อยของอาหารเย็นมากเกินไป น้ำตาลในเลือดและกรดไขมันจะเร่งการสังเคราะห์ไขมัน ขณะที่กิจวัตรหรือกิจกรรมในช่วงค่ำและช่วงกลางคืนมีไม่มาก ก็จะทำให้ร่างกายเร่งสร้างไขมัน ส่งผลให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ


☆ อาหารเย็นและโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

หากมื้อเย็นของคุณมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและบ่อยครั้งเกินไป จะทำให้ เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้ง่าย และอาจรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้คุณช็อกและเสียชีวิตขณะ นอนหลับ


☆ มื้อเย็นและโรคสมองเสื่อม

หากคุณรับประทานอาหารเย็นมากเกินไปและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระบบทางเดินอาหารและอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ยังคงทำงานอยู่ในระหว่างการนอนหลับ ทำให้สมองไม่สามารถพักผ่อนได้ เลือดไปเลี้ยงสมองก็ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลต่อการซ่อมแซมของเซลล์สมอง เป็นเหตุให้สมองเสื่อมไวขึ้น และนี่เป็นที่มาของข้อสรุปที่ว่า 1 ใน 5 ของนักชิมที่รับประทานอาหารเย็นมากเกินไปในช่วง วัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีอายุมาก


☆ อาหารเย็นและคุณภาพการนอนหลับ

มื้อเย็นที่รับประทานจนอิ่มเกินไป ย่อมทำให้อวัยวะต่างๆ เช่นระบบทางเดินอาหาร ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ฯลฯ ทำงานในระหว่างการนอนหลับ และส่งข้อมูลไปยังสมอง ทำให้สมองอยู่ในภาวะตื่นอยู่เสมอ ทำให้นอนฝัน หรือนอนไม่หลับเป็นต้น ซึ่งในระยะยาว อาจทำให้เป็นโรคประสาทแบบ neurasthenia (เป็นโรคประสาทอย่างหนึ่งที่มีอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ และขาดความสามารถที่จะสนุกสนานรื่นเริง)


(thumbs up) ข้อแนะนำห้าประการ เพื่อการรับประทานอาหารเย็นที่ถูกสุขลักษณะ

1. รับประทานอาหารเย็นให้น้อยลง

2. รับประทานอาหารเย็นก่อน 4 หรือ 5 โมงเย็น เป็นผลดีต่อสุขภาพที่สุด

3. เน้นรับประทานอาหารมังสวิรัติให้มากขึ้น และรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง

4. ลด ละ เลิกอาหารเย็นที่มีไขมันสูง แคลอรี่สูง แคลเซียมสูง และอาหารที่ทำให้ท้องอืดง่าย (เกิดแก๊สง่าย)
-- *

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างอิงเอกสารภายในของซีดีซีระบุว่า ตัวกลายพันธุ์เดลตา ซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียและตอนนี้กลายเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลก สามารถติดต่อได้ง่ายพอๆ กับโรคอีสุกอีใส และสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วและง่ายกว่าไข้หวัด มันสามารถแพร่กระจายเชื้อได้แม้กระทั่งจากคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว และอาจเป็นต้นตอของอาการป่วยหนักกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้

เอกสารที่มีชื่อว่า "ปรับปรุงการสื่อสารเกี่ยวกับเคสฉีดวัคซีนครบแล้วแต่ยังติดเชื้อและประสิทธิภาพของวัคซีน (Improving communications around vaccine breakthrough and vaccine effectiveness)" ระบุว่า ด้วยตัวกลายพันธุ์นี้ จำเป็นต้องใช้แนวทางใหม่เพื่อช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงอันตราย ในนั้นรวมถึงส่งสารอย่างชัดเจนว่าบุคคลที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสป่วยหนักหรือเสียชีวิตมากกว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 10 เท่า

"ยอมรับว่าสงครามเปลี่ยนไปแล้ว" เอกสารระบุ "ปรับปรุงการสื่อสารเกี่ยวกับความเสี่ยงรายบุคคลในหมู่คนฉีดวัคซีนแล้ว"

ในคำแนะนำด้านมาตรการป้องกันไว้ก่อนต่างๆ นานานั้น รวมไปถึงการบังคับฉีดวัคซีนสำหรับผู้ประกอบอาชีพด้านสาธารณสุข เพื่อปกป้องกลุ่มคนอ่อนแอ และหวนกลับมาสวมหน้ากากป้องกันโดยทั่วไป

ซีดีซียอมรับว่า เอกสารฉบับนี้เป็นของจริง หลังจากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์นำเสนอรายงานข่าวนี้เป็นแห่งแรก

แม้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วมีความเป็นไปได้น้อยที่จะติดเชื้อ แต่ครั้งที่พวกเขาติดเชื้อตัวกลายพันธุ์เดลตาในลักษณะ breakthrough cases เวลานี้พวกเขาก็เหมือนกับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ที่สามารถแพร่เชื้อสู่คนอื่นๆ ได้เช่นกัน ซึ่งต่างจากตัวกลายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้

กรณีนี้นับว่าน่ากังวลมาก เพราะผู้ที่ได้รับวีคซีนแล้วติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา คือกลุ่มที่เป็นตัวแปรสำคัญในการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนแล้วได้รับเชื้อจากคนกลุ่มนี้ ยิ่งเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรง

เมื่อวันศุกร์ (30 ก.ค.) ซีดีซีเผยแพร่ข้อมูลจากผลการวิจัยหนึ่งซึ่งศึกษาการแพร่ระบาดในรัฐแมสซาชูเซตส์ พบว่า 3 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อ เป็นกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการตัดสินใจของซีดีซีเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่แนะนำให้บุคคลที่ฉีดวัคซีนแล้วกลับมาสวมหน้ากากในบางสถานการณ์ จากการเปิดเผยของโรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการซีดีซี

ซีดีซีรายงานว่า จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม มีเคสฉีดวัคซีนครบแล้วแต่ยังติดเชื้อ (breakthrough cases) อาการหนักหรือเสียชีวิต 6,587 ราย ในขณะที่ซีดีซีหยุดรายงานเคสฉีดวัคซีนครบแล้วแต่ยังติดเชื้ออาการเล็กๆ น้อยๆ มาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม แต่ในรายงานล่าสุด พวกเขาประมาณการว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการราวๆ 35,000 รายต่อสัปดาห์ในสหรัฐฯ
 
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของซีดีซียังชี้ให้เห็นว่า วัคซีนนั้นยังมีความสามารถในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิดสายพันธุ์เดลตา โดยที่นายจอห์น มัวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาจากนิวยอร์ก กล่าวว่า "โดยรวมแล้ว โควิดสายพันธุ์เดลตานั้นคือสายพันธุ์ที่สร้างความลำบากให้เรามากที่สุดเท่าที่เห็นมา แต่ฟ้าก็ยังไม่ถล่มเสียทีเดียว และวัคซีนนั้นยังสามารถป้องกันไม่ให้สถานการณ์มันแย่ไปมากกว่านี้"

เวลานี้มีประชากรวัยผู้ใหญ่สหรัฐฯ เกือบ 1 ใน 3 ที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้ว แต่พื้นที่ต่างๆ ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนระดับต่ำ พบเห็นเคสผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่เกรงว่าอีกไม่นานจำนวนผู้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยกับรอยเตอร์ คาดหวังว่าวัคซีนซึ่งเวลานี้เพิ่งอยู่ในขั้นได้รับอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉิน จะเริ่มได้รับอนุมัติจากคณะผู้ควบคุมกฎระเบียบโดยสมบูรณ์ในเดือนสิงหาคม ซึ่งมันน่าจะช่วยโน้มน้าวให้ประชาชนเข้าฉีดวัคซีนกันมากขึ้น

(ที่มา : รอยเตอร์/วอชิงตันโพสต์)
 
 

เอายังไง \"ไฟเซอร์นักเรียน\" ผู้ปกครองต้องยินยอมให้ฉีดไหม

ลูกใครๆ ก็รัก ผู้บริหาร ศธ. โยกเผือกร้อน ฉีดวัคซีน "ไฟเซอร์นักเรียน" วัย12-17 ปี เงื่อนไขเปิดเรียนเทอม2 เต็มรูปแบบ แต่ต้องได้รับการยินยอมจาก "ผู้ปกครอง" เจอแบบนี้พ่อแม่จะเลือกทางไหนดี

จะเปิดเรียนเต็มรูปแบบ ในภาคเรียนที่2/2564 หรือประมาณต้นเดือนพฤจิกายนนี้ นักเรียนอายุระหว่าง 12-17 ปี ต้องได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ครบ 2 โดส ในสัดส่วนร้อยละ 70 ของโรงเรียนที่จะเปิดเรียนตามปกติ ก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ครอบคลุมนักเรียน ทั้งสายสามัญตั้งแต่ระดับชั้นมัธยม.1-ม.6 นักเรียน นักศึกษา สายอาชีวศึกษา ในระดับปวช. และนักเรียนกศน.อายุไม่เกิน 17 ปี เรียกได้ว่าเด็กกลุ่มนี้ที่มีอยู่ประมาณ 4-5 ล้านคน อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต อนาคตพวกเขาคือกำลังสำคัญของประเทศไทย

ฉีดวัคซีนไฟเซอร์นักเรียน  จะต้องได้รับ “การยินยอม” จากพ่อแม่หรือ "ผู้ปกครอง"ของนักเรียนเป็นสำคัญ เป็นการกล่าวย้ำของผู้บริหารศธ. ไล่เรียงมาตั้งแต่ “ครูเหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)ตามด้วย ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) และดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการกพฐ.

ลูกใครๆก็รัก หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ "ผู้ปกครอง" ต้องคิดหนัก จะให้ลูกฉีดวัคซีนไฟเซอร์ดีไหม  ผู้ปกครองบางคนตอบชัดเจนตั้งแต่ผู้บริหารศธ.ออกแถลงข่าวผ่านทุกช่องทางสื่อสาร ว่าไม่ให้ลูกฉีดวัคซีน หวั่นพิการ หรือเสียชีวิต

จับพิรุธ การเตรียมการฉีดวัคซันไฟเซอร์ให้นักเรียนรับเปิดเทอม2/2564 ไม่มีใคร หรือหน่วยงานไหนมาการันตีความกังวลใจของพ่อแม่ "ผู้ปกครอง" ถึงความรับผิดชอบที่อาจจะเกิดจากผลข้างเคียงจากรับวัคซีน

“ ฉีดไปเลยองค์การอนามัยโลกให้การรับรอง และอย.ไทยก็รับรองวัคซีนไฟเซอร์” อนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข ตอบคำถามสื่อถึงความปลอดภัยเมื่อนักเรียนรับวัคซีนไฟเซอร์แล้ว

“คมชัดลึกออนไลน์”ได้ขอความรู้จากบรรดาหมอเด็กหลายสถาบัน ต่างลงความเห็นตรงกันว่าการฉีดวัคซีนในเด็กไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่  เนื่องจากว่ายังไม่ค่อยมีผลงานวิจัยที่เพียงพอ  จริงๆอยากจะสนับสนุนวัคซีนเชื้อตายมากกว่า 

"แต่ทุกวัคซีนก็มีผลข้างเคียง แม้ฉีดในผู้ใหญ่ ถ้าจะฉีดจริงๆควรจะฉีดในเด็กกลุ่มเสี่ยง และฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เพื่อลดผลข้างเคียง ถ้าเป็นลูกหลานหมอต้องรอดูสักระยะก่อนเพราะเชื้อโควิดยังกลายพันธุ์ต่อเนื่อง" หมอเด็ก รายหนึ่งระบุ

ขณะเดียวกันหมอเด็ก บางสถาบันก็แสดงความกังวลว่า จากการติดตามข่าวสารการวิจัยอยูตลอดเวลาเริ่มมีการแพร่ระบาดไวรัสโควิต-19 จนถึงปัจจุบันทั้งประเทศไทย และจากต่างประเทศ ข้อมูลจากUSA กลุ่มประเทศยุโรป Australia กลุ่มประเทศเอเซีย และ WHO ได้มีการวิเคราะห์ถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นของวัคซีนทุกยี่ห้อได้มาฉีดเข้าไปในร่างกายมนุษย์ทุกคน ซึ่งความไม่ปลอดภัยต่อระบบร่างกาย และการกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสโควิค-19 ในคนที่ได้รับการฉีดวัคซีน หน้าเป็นห่วงต่อระบอายุขัยในอนาคต

ทำความรู้จักวัคซีนไฟเซอร์ Pfizer ดีไหม ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร 

วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) เป็นวัคซีนที่ผลิตด้วยวิธีใหม่ล่าสุดที่เรียกว่าmRNAซึ่งไม่เคยมีการผลิตวัคซีนด้วยวิธีนี้มาก่อน เป็นการจำลองสารพันธุกรรมโมเลกุล คล้ายหนามของเชื้อไวรัส หนามของไวรัสมีหน้าที่จับเซลล์ในร่างกายทำให้ติดเชื้อ mRNA มีไขมันอนุภาคนาโนห่อหุ้มอยู่ เพื่อป้องกันการย่อยสลายจากเอนไซม์ หลังจากฉีดวัคซีน mRNA เข้าไป เซลล์ในร่างกายจะกินไขมันดังกล่าว ทำให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนที่คล้ายหนามของไวรัส โปรตีนก็จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อป้องกันไวรัส

วัคซีนโควิดไฟเซอร์ (Pfizer) หรือชื่อทางการว่า BNT162b2 เป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ชนิด mRNA ที่คิดค้นโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ร่วมกับบริษัทสัญชาติเยอรมันชื่อไอโบเอ็นเท็ค (BioNTech) ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 และ WHO ให้การรับรองเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 สำหรับในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการอนุมัติเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ให้สามารถใช้ได้ในประเทศไทย เมื่อวัน 24 มิถุนายน 2564

ประสิทธิภาพวัคซีนไฟเซอร์ สามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ หรือ อัลฟ่า ได้ถึง 89.5%ป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือ เบต้า ได้ถึง 75%หรืองานวิจัยของ หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ ก็ชี้ว่า ไฟเซอร์ มีประสิทธิภาพ 88% ในการป้องกันการป่วยแบบมีอาการจากไวรัส เดลต้าหรืออินเดีย

วัคซีนไฟเซอร์ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 21-28 วัน ใช้วิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อแขนด้านบน ภูมิคุ้มกันจะเริ่มเกิดหลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์ไปแล้ว 12 วัน แต่ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่หลังจากฉีดครบ 2 เข็ม 

อายุผู้ฉีด16 ปีขึ้นไป แต่มีผลข้างเคียงหลังฉีดไฟเซอร์ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่อ ท้องเสีย อ่อนเพลีย ปวด บวม มีรอยแดงบริเวณที่ฉีด ชาตามร่างกาย

ว่ากันว่า กระทรวงศึกษาธิการ เร่งมือให้เขตพื้นที่การศึกษา ส่งไม้ต่อให้โรงเรียนเร่งรัดสำรวจรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองลงชื่อแสดง “การยินยอม” เป็นลายลักษณ์อักษร ให้ลูกหลานฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน 2564 และกำหนดให้แต่ละโรงเรียนจัดสถานที่ฉีดวัคซีนภายในโรงเรียน รายละเอียดทั้งหมดตั้งเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อเริ่มฉีดเข็มแรกวันที่ 4 ตุลาคม2564

ถึงเวลาที่พ่อแม่ "ผู้ปกครอง" ต้องตัดสินใจ จะให้ลูกเลือกรับวัคซีนไฟเซอร์ หรือรอวัคซีนเชื้อตาย หรือเพียงปลูกฝึกฝังค่านิยมให้ลูกมีวินัยเข้มแข็ง ตามมาตราการของกระทรวงสาธารณสุข 

เช่น ไม่ไปพื้นที่เสี่ยง หรือชุมชน  เมื่อจำเป็นต้องออกไปพื้นที่เสี่ยง ต้องใส่หน้ากากอนามัย  หมั่นล้างทำความสะอาดมือทุกครั้งเมื่อมีการจับสิ่งของ และมีจิตสำนึกในเรื่องSocial Distending ก็มีความปลอดภัยแล้ว

กมลทิพย์ ใบเงิน เรียบเรียง

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/news/484018?adz=

 

กระนั้นก็ตาม การตัดสินใจของ 3 ชาติยักษ์ใหญ่สุดของสหภาพยุโรป ที่ระงับการฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ได้ฉุดให้โครงการฉีดวัคซีนที่มีปัญหาอยู่ก่อนแล้วของอียู ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 27 ชาติ เข้าสู่ความอลหม่านยิ่งขึ้นไปอีก

นอกเหนือจาก เยอรมนี ฝรั่งเศส และ อิตาลี แล้ว ในวันเดียวกัน โปรตุเกส ไซปรัส และ สโลเวเนีย ก็ระงับใช้วัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย

ก่อนหน้านี้ เดนมาร์ก และ นอร์เวย์ ได้หยุดวัคซีนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังมีรายงานเดียวกับเคสเลือดออกในสมอง ลิ่มเลือดอุดตัน และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ จากนั้นตามด้วย ไอซ์แลนด์ และ บัลแกเรีย ก่อนที่ ไอร์แลนด์ กับ เนเธอร์แลนด์ จะประกาศระงับใช้วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าในวันอาทิตย์ (14 มี.ค.)

สถานีวิทยุคาเดนา เซอร์ อ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า สเปนก็จะหยุดใช้วัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นเวลาอย่างน้อยๆ 15 วัน

ความเคลื่อนไหวของบรรดาชาติในยุโรป มีขึ้นแม้ว่านักวิทยาศาสตร์ระดับอาวุโสขององค์การอนามัยโลกออกมาเน้นย้ำอีกครั้งในวันจันทร์ (15 มี.ค.) ไม่มีหลักฐานความเชื่อมโยงเหตุเสียชีวิตกับวัคซีนโควิด-19

โสมญา สวามินาธาน (Soumya Swaminathan) รองผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ระบุระหว่างแถลงข่าวทางไกลว่า “เราไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก” พร้อมบอกว่า จนถึงตอนนี้ ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างเคสภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ได้รับรายงานในบางประเทศ กับวัคซีนโควิด-19

เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ระบุว่า คณะที่ปรึกษาชุดหนึ่งด้านวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะประชุมกันในวันอังคาร (16 มี.ค.) ส่วนสำนักงานยาแห่งยุโรป (EMA) จะประชุมกันในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน เพื่อประเมินข้อมูลที่รวบรวมมาได้ ว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในบรรดาผู้ได้รับวัคซีนหรือไม่

ความเคลื่อนไหวของเหล่าประเทศใหญ่ที่สุดของยุโรปบางชาติและบรรดาประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป จะก่อความกังวลยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความล่าช้าของโครงการฉีดวัคซีนในภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ ประสบปัญหากับภาวะอุปทานขาดแคลนอยู่ก่อนแล้ว สืบเนื่องจากปัญหาด้านการผลิตวัคซีน ในนั้นรวมถึงวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าด้วย

เยอรมนีเตือนเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่า พวกเขากำลังเผชิญระลอกที่ 3 ของการแพร่ระบาด อิตาลียกระดับล็อกดาวน์เข้มข้นขึ้น และโรงพยาบาลต่างๆ ในภูมิภาคปารีสของฝรั่งเศส ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว

เยนส์ สปาห์น รัฐมนตรีสาธารณสุขเยอรมนี บอกว่า แม้ความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ “มันเป็นการตัดสินใจโดยมืออาชีพ ไม่ได้เป็นการตัดสินใจทางการเมือง” เขากล่าว พร้อมระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามคำแนะนำของสถาบันพอล เอห์ลิก (Paul Ehrlich Institute--PEI) ผู้ควบคุมกฎระเบียบด้านวัคซีนของเยอรมนี

ฝรั่งเศสบอกว่าจะระงับใช้วัคซีนระหว่างรอผลการประเมินของสำนักงานยาแห่งยุโรป “เราตัดสินใจระงับใช้วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันไว้ก่อน หวังว่า เราจะสามารถกลับมาฉีดวัคซีนโดยเร็ว หากได้รับอนุญาตตามคำแนะนำของสำนักงานยาแห่งยุโรป
 
อิตาลีบอกว่าพวกเขาระงับฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ในมาตรการป้องกันไว้ก่อนและเป็นมาตรการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของทางสำนักงานยาแห่งยุโรป “EMA จะประชุมกันเร็วๆ นี้ เพื่อคลี่คลายความสงสัยใดๆ เพื่อที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะสามารถกลับมาพร้อมกับความปลอดภัยในโครงการฉีดวัคซีน เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จิอันนี เรซซา ผู้อำนวยการทั่วไปของศูนย์ป้องกันโรคแห่งกระทรวงสาธารณสุขอิตาลี ระบุ

ออสเตรียและสเปน หยุดใช้วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าบางล็อต ส่วนคณะอัยการในแคว้นปีเยมอนเต ทางเหนือของอิตาลี ก่อนหน้านี้สั่งอายัดวัคซีน 393,600 โดส หลังมีชายคนหนึ่งเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมงหลังฉัดวัคซีน โดยแคว้นแห่งนี้ถือเป็นแคว้นที่ 2 ที่อายัดวัคซีน ต่อจากแคว้นซิซิลี ดินแดนที่พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ไม่นานหลังจากเข้ารับวัคซีน

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง สหราชอาณาจักรบอกว่า ไม่มีความกังวล ส่วนโปแลนด์ ระบุพวกเขาเชื่อว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงทั้งหลาย

สำนักงานยาแห่งยุโรป ระบุว่า จนถึงวันที่ 10 มีนาคม ได้รับรายงานเคสลิ่มเลือดอุดตันทั้งหมด 30 เคส จากบรรดาประชาชนเกือบ 5 ล้านคนที่ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเขตเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งมีสมาชิก 30 ชาติ

(ที่มา: รอยเตอร์)
 
 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ