"วัคซีนโควิดไร้เข็ม" นวัตกรรมใหม่สำหรับคนกลัวเข็ม ลุ้นฉีดในไทยปี 65
 
 

โควิเจน "วัคซีนโควิดไร้เข็ม" นวัตกรรมใหม่เหมาะสำหรับคนกลัวเข็มฉีดยา เตรียมขออนุมัติขึ้นทะเบียนกับ อย. ลุ้นฉีดในไทยปี 2565

"วัคซีนไร้เข็ม" เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น และได้ใช้จริงแล้วในหลายประเทศ  โควิเจน (COVIGEN) เป็น "วัคซีนโควิดไร้เข็ม" ชนิด DNA พัฒนาโดยบริษัทไบโอเนท-เอเชีย (จำกัด) ร่วมทุนกับไทย-ฝรั่งเศส และบริษัทเทคโนวาเลีย กำลังยื่นขออนุมัติขึ้นทะเบียนกับ อย. หากผ่านแล้วก็จะได้ใช้จริงในปี 2565 นี้ โดยการให้วัคซีนโควิเจน (COVIGEN) ให้วัคซีน 2 โดส ฉีดห่างกัน 28 วัน

"วัคซีนไร้เข็ม" โควิเจน ผ่านการทดสอบในขั้นตอนฉีดเข้ามนุษย์ในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยทำการทดลองกับอาสาสมัครในออสเตรเลีย ช่วงอายุ 18-75 ปี โควิเจน เป็นการฉีดยาไร้เข็ม พัฒนาโดย มหาวิทยาลัยซิดนีย์ (University of Sydney) ร่วมกับมหาวิทยาอื่นๆ โดยใช้วัคซีนโควิดประเภทดีเอ็นเอ (DNA) ที่พัฒนาโดยบริษัท BioNet และบริษัท Technovalia ส่วนอุปกรณ์ฉีดยาเป็นของบริษัทฟาร์มาเจ็ต

อุปกรณ์ฉีดโควิดไร้เข็ม จะอัดของเหลวเข้าผิวหนัง ใช้เวลาส่งวัคซีนเข้าสู่เซลล์ประมาณ 0.1 วินาที ซึ่งเพียงพอที่จะกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน "วัคซีนโควิดไร้เข็ม" โควิเจน นี้จะใช้เป็นวัคซีนทางเลือกในประเทศที่ขึ้นทะเบียนแล้ว โดยเริ่มใช้ที่ออสเตรเลียในปีนี้ และหากผ่านการอนุมัติจาก อย. ของไทยก็จะได้ใช้ในปีนี้เช่นกัน

โควิเจน ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลไทย 650 ล้านบาท จากงบเงินกู้ปี 2563 ความคืบหน้าล่าสุดอยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 ในประเทศไทย

"วัคซีนโควิดไร้เข็ม" มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด19 ที่ได้รับมาตรฐานเช่นเดียวกับวัคซีนโควิดแบบฉีดชนิดอื่น แตกต่างกันตรงวิธีใช้ ลดอาการเจ็บปวดที่เกิดจากเข็ม ทั้งแผลบวมแดง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบมากอันดับต้นๆ ของการฉีดวัคซีนโควิดในปัจจุบัน

ภาพ : https://bionet-asia.com/

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/covid-19/516611?adz=

"วัคซีนไฟเซอร์" ฉีดเด็ก 5 ปีขึ้นไป ดีเดย์ ก.พ. ส่วนเชื้อตาย รอ อย.อีกรอบ 

ศบค.ยัน "วัคซีนไฟเซอร์" ฉีดเด็ก 5 ปีขึ้นไป จะเข้าไทยไม่เกินเดือนกพ.นี้ ด้านวัคซีนเชื้อตาย กำลังอยู่ระหว่างรออนุจากอย. คาดจะสามารถเลือกวัคซีนให้บุตรหลานได้ตามความสมัครใจ เร็วๆนี้

 

"วัคซีนไฟเซอร์" ฉีดเด็ก 5 ปีขึ้นไป ดีเดย์ ก.พ. ส่วนเชื้อตาย รอ อย.อีกรอบ

สำหรับ "วัคซีนในเด็ก" ฝาสีส้มตอนนี้ได้มีการสั่งซื้อเข้ามาในประเทศไทยแล้ว โดยจะทยอยเข้ามาในช่วงปลายเดือนนี้หรือไม่เกิน ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งถือว่าเร็วมากเพราะขนาดนี้วัคซีนในโดสของเด็กกำลังเป็นที่ต้องการ ของทั่วโลกและในประเทศเรา การฉีด "วัคซีนในเด็ก" ก็ถือว่าเป็นประเทศอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย ที่ได้วัคซีนในเด็ก และได้มีการจัดเตรียมแผนการฉีด "วัคซีนในเด็ก" 5-11 ปี โดยใช้การฉีดแบบ School base ไล่จากเด็ก 11 ปีลงไป 9ปี ขณะนี้มีการเตรียมการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับวัคซีนเชื้อตายทั้ง Sinovac และ Sinopham ขณะนี้ อย.กำลังเร่งขึ้นทะเบียนวัคซีนเชื้อตายอยู่ และต้องรอผ่านมติคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วย ซึ่งขณะนี้ก็มีการทำคู่ขนานกันไป ซึ่งหลังจากผ่านแล้วผู้ปกครองก็จะสามารถเลือกสูตรวัคซีนที่จะฉีดให้กับบุตรหลาน ของท่านได้ด้วยความสมัครใจ

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/covid-19/500850?adz=

 
"วิจัยออสเตรเลีย" พบวัคซีน "แผ่นแปะ" อาจต้านโควิด-19 ดีกว่าแบบฉีด
 
คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เชื่อมั่นว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แบบ “แผ่นแปะ” ตัวใหม่จะมีประสิทธิภาพป้องกันไวรัสโควิด ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์ใหม่ ๆ มากกว่าวัคซีนเข็มฉีดแบบดั้งเดิม

การศึกษาในหนูทดลองที่เผยแพร่ในวารสารวัคซีน (Vaccine) เมื่อวันพฤหัสบดี (28 ก.ค.) พบว่า วัคซีนแบบแผ่นแปะชนิดที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มความคงสภาพของโปรตีนส่วนหนามของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ เฮกซะโปร (Hexapro) มีประสิทธิภาพต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน สูงถึง 11 เท่า เมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดเดียวกันที่ฉีดด้วยเข็ม

ดร.คริส แมคมิลแลน เจ้าหน้าที่วิจัยจากสถาบันเคมีและอณูชีววิทยาของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ เปิดเผยว่า แผ่นแปะวัคซีนที่ประกอบด้วยเข็มจิ๋วขนาดเล็กความหนาแน่นสูง (microarray patch) จะสามารถส่งวัคซีนเข้าสู่ชั้นผิวหนังที่อุดมไปด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันได้อย่างแม่นยำ

"วิจัยออสเตรเลีย" พบวัคซีน "แผ่นแปะ" อาจต้านโควิด-19 ดีกว่าแบบฉีด


- แผ่นแปะวัคซีน Hexapro (เครดิตรูป : มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์) -

แผ่นแปะวัคซีนเฮกซะโปร ซึ่งคิดค้นขึ้นโดยมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ร่วมกับ แวกซ์แซส (Vaxxas) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพในเมืองบริสเบน จะส่งวัคซีนทางผิวหนังเข้าสู่ร่างกายผ่านเข็มขนาดเล็กนับพันเข็ม

ระหว่างการทดลอง คณะนักวิจัยได้ทดลองให้วัคซีนเฮกซะโปรทั้งแบบเข็มฉีดหรือแผ่นแปะในหนูทดลอง 8 ตัว ก่อนจะนำเลือดของพวกมันไปทดสอบกับตัวอย่างโรคโควิด-19 หลายตัวอย่าง ซึ่งรวมถึงตัวอย่างสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์อัลฟา เดลตา และโอมิครอน

ผลวิจัยพบว่า วัคซีนแบบแผ่นแปะกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด ทั้งสายพันธุ์โอมิครอนและเดลตา สูงกว่าวัคซีนแบบเข็มฉีด

ดร.เดวิด มุลเลอร์ หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวว่า ผลวิจัยครั้งนี้เป็นหลักฐานเบื้องต้นว่าวัคซีนแบบแผ่นแปะอาจช่วยต่อต้านการกลายพันธุ์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากที่วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันจะพิสูจน์ได้

มุลเลอร์กล่าวว่า ประสิทธิภาพที่ลดลงของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเห็นได้ชัดจากสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งสามารถกลายพันธุ์ได้มากกว่า 30 ตำแหน่งบนโปรตีนหนาม และว่า สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า วัคซีนแบบเข็มที่มีอยู่ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอาการรุนแรงจากโรคโควิด-19

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีแผ่นแปะวัคซีนจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และวัคซีนอื่น ๆ ในอนาคต เนื่องจากสามารถขนส่งและใช้งานได้ง่าย รวมทั้งสามารถรักษาความคงตัวที่อุณหภูมิห้องได้นานถึง 30 วัน

ด้านนายเดวิด โฮอีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแวกซ์แซส กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทกำลังขยายขนาดการผลิตขณะที่วัคซีนเข้าสู่การทดลองทางคลินิกขนานใหญ่ ก่อนจะนำเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ โดยบริษัทจะก่อตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกในบริสเบน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การค้าวัคซีนเชิงพาณิชย์

--------

ที่มา: XinhuaUniversity of Queensland

ข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/world/1018263?anf=

 

"ศบค." เคาะ ปรับพื้นที่สีเขียว ทั่วประเทศ เปิดสถานบันเทิง ถึงตี2
 
"ชัชชาติ" ร่วมถก "ศบค." เผย "นายกฯ" เน้นย้ำ ใช้งบฯ คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ เร่งงาน ประชาสัมพันธ์ ปรับ ระดับพื้นที่สีเขียว ทั่วประเทศ เปิดสถานบันเทิง ถึงตี2 เคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวตามปกติ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 9/2565 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

โดย นายกฯ มีปรารภและข้อสั่งการ ดังนี้ 

1. นายก ฯ กล่าวแนะนำและต้อนรับ ผู้ว่าฯ กทม และนายกเมืองพัทยา ที่เข้าร่วมการประชุม ศบค  นัดแรก ซึ่งที่ประชุม ศบค. ปรบมทอให้การต้อนรับ 

2.  นายกฯ เน้นย้ำ มาตรการ Universal Vaccination วัคซีนเข็มกระตุ้นให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 60  เป็น 1 ในเงี่อนไข การเข้าสู่ "โรคประจำถิ่น" 

3. นายกฯ เน้นย้ำ โควิด-19 ได้มีการใช้จ่ายงบประมาณ งบกลาง งบเงินกู้ ขอหน่วยงาน ช่วยพิจารณาการใช้งบประมาณในช่วงปลายปีงบประมาณนี้ อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ 

4. นายกฯ แนะ สถานการณ์โควิด 19 ปรับตัวดีขึ้น ฝากหน่วยงานกลับไปพิจารณาปรับลดการใช้งบในส่วนที่การรองรับ(ผู้ป่วย) เช่น โรงพยาบาลสนาม  จะช่วยทำให้ลด ประหยัดงบประมาณลงได้

5. มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมความพร้อม ประเมินการท่องเที่ยว พัฒนาการท่องเที่ยว (วัฒนธรรม กีฬา สุขภาพ ฯลฯ) เป็นรายได้ประเทศ เพื่อส่งต่อไปช่วง high Season ในปลายปี โดยเฉพาะการรักษาตลาดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศเพี่อนบ้าน รอบบ้าน เพื่อรักษาการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเศรษฐกิจฐานราก ต้องยอมรับรายได้การท่องเที่ยวหายไป ยังไม่กลับมา  

6. หลายประเทศชี่นชมการแก้ปัญหาโควิด พร้อมร่วมมือกับไทย สำคัญไทยต้องรักษามาตรฐานการควบคุม ดูแล โควิด-19 

7. รัฐบาลเดินหน้าจัดเก็บ big data สมบูรณ์ ทันสมัย เก็บรักษาข้อมูลคามหลักการของ กฏหมายเพื่อประโยชน์ในการบริหารประเทศ อำนวยความสะดวกประชาชน

8. บูรณาการประชาสัมพันธ์  การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และขอให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารแล้ว ช่วยประเมินว่า ประชาชน มีการเข้าถึงมากน้อยเพียงใด

9. ปรับพื้นที่ "สีเขียว" 77 จังหวัดทั้งประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้สวมหน้าอนามัยในกลุ่ม 608 และในพื้นที่แออัด  เปิดสถานบันเทิงดี่มแอลกอฮอล์ ตามกฎหมายกำหนด(02.00 น.) เคลี่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ตามปกติ จำกัดรวมกลุ่ม หากเกิน 2,000 คน ต้องแจ้งคณะกรรมการ โดยนายก เน้นย้ำ แม้ปรับพื้นที่สี ต้องเน้น 2 U คือ universal prevention และuniversal vaccination

ข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/politics/1010535?anf=

"หมอจุ๊บ" ผ่าดวงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หลัง "ดาวมฤตยู" ย้าย
 

อีกไม่กี่วัน “ดาวมฤตยู” หรือ ดาวยูเรนัส จะย้ายเข้าสู่ราศีพฤษภ ในวันที่ 7 เดือน 7 นี้ วันนี้ "หมอจุ๊บ ไพ่เทพ ผ่าดวง" จะมาผ่าดวงเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หลัง "ดาวมฤตยู” ย้ายกัน เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวรับสถานการณ์กันค่ะ

หลัง "ดาวมฤตยู" ย้าย เป็นจังหวะแห่งการปรับเปลี่ยน เริ่มต้นการเรียนรู้ของคนในประเทศ เหมือนว่าทุกคนต้องหาเแนวคิดหนทางที่จะต้องเอาตัวรอด เพราะสถานการณ์ในโลกนี้ที่มีการปรัปเปลี่ยนด้วยเช่นกัน คนที่วางแผนดีปรับตัวเก่งถึงจะผ่านพ้นทุกปัญหาไปเจอทางรอดได้แน่นอน แต่คนที่ไม่ปรับก็อาจจะอยู่ยากในครึ่งปีหลังนี้สภาวะเศรษฐกิจการเงินของประเทศที่ยังดำเนินต่อไปแบบระมัดระวังตามกระแสเศรษฐกิจโลก ธุรกิจด้านความรู้เทคโนโลยี การท่องเที่ยว การนำเข้าส่งออก งานและธุรกิจด้านอาหาร ยังมีโอกาสขยับขยายได้ แต่การลงทุน ทุกๆ อย่างต้องมีความรอบคอบและวางแผนให้ดีมากขึ้นกว่าปกติ

หลัง "ดาวมฤตยู" ย้าย คนในประเทศจะอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่  ต่างเอาตัวรอด แต่ยังมีคนเก่งและมีความคิดใหม่ๆ เข้ากับสภาะต่างๆ อยู่ได้แต่สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนไป งานและธุรกิจรูปแบบเก่าๆ บางตัวถ้าไม่พัฒนาก็มีโอกาสปิดตัวลง มีงานใหม่ที่ตรงกระแสเกิดขึ้นแบบเห็นได้ชัดเจน

 

หลัง "ดาวมฤตยู" ย้าย ดวงการเมืองอยู่ระหว่างรอยต่อในยุคของการปรับเปลี่ยนระหว่างแนวคิดต่าง มุมมองใหม่นักการเมืองใหม่ที่มีเป็นตัวเองอย่างชัดเจน จะมีคนที่มีความรู้ ความสามารถโดดเด่นขึ้นมาสร้างกระแสให้คนเริ่มสนใจ และอยากให้คนที่มีความรู้ใหม่ๆ มาบริหารประเทศ และเปลี่ยนรูปแบบการเมืองได้อย่างแท้จริง เป็นอิสระทางความคิดไม่ขึ้นตรงกับใครมากขึ้น

โรคระบาดที่ยังมีอยู่ยังต่อไป แต่คนในประเทศจะเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตไปด้วยกัน มีแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีนที่ดีขึ้นตามลำดับ เชื่อว่าคนที่มีความขยัน มีความรู้ปรับตัวเก่ง และมีแนวคิดใหม่ๆ หาหนทางสร้างตัว สร้างเงินยังมีอยู่ ยิ่งมีแนวคิดบวกและมีคุณธรรมในชีวิตจะผ่านพ้นทุกปัญหาและอุปสรรคไปได้อย่างแน่นอน

 

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/520885?adz=

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ