การทูตวัคซีน และ ส้วม

 
ตั้งแต่เกิดมาก็โดนฉีด "วัคซีนโควิด" ไปไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้ว แต่ละครั้งไม่เคยรู้จักชื่อบริษัทผลิตวัคซีน และไม่รู้ว่ามีกี่ตัวให้เลือก แต่มาครั้งโควิดนี้โลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

อิทธิฤทธิ์ของ "วัคซีนโควิด" แต่ละตัวถูกนำมาประกวดกันราวเลือกนางสาวจักรวาลและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ที่น่าตื่นเต้นก็คือญี่ปุ่นกำลังคิดจะใช้ ส้วม เป็น เครื่องมือทางการทูต (Toilet Diplomacy) อีกทางหนึ่งด้วย

แต่ละวันเราได้รับข้อมูลด้านบวกและลบของ วัคซีนโควิด-19 แต่ละตัวอย่างไม่รู้จะเชื่อใครดี และก็ไม่ควรจะเชื่อง่าย ๆ ด้วยเพราะมันได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งระหว่างประเทศและในประเทศไปแล้ว ข้อมูลมีทั้งของจริง ตั้งใจลวง เกินเลยความจริง บิดเบือน เท็จล้วนๆ ฯลฯ ของวัคซีนเต็มไปหมดในโลกไซเบอร์อย่างมีวัตถุประสงค์ดีและชั่วร้ายแอบแฝงอยู่

สหรัฐ ที่ขัดแย้งกับจีนและรัสเซียไม่พูดถึงและไม่ยอมรับ Sinovac (เอกชนจีนเป็นเจ้าของ) Sinopharm (เอกชนจีนกับรัฐวิสาหกิจร่วมงานกัน) และ Gamaleya (สถาบันวิจัยของรัฐของรัสเซียผลิตวัคซีน ชื่อ Suptnik V)

แต่สหรัฐเชียร์ Pfizer (เอกชนสหรัฐร่วมมือกับเอกชนเยอรมัน) Johnson and Johnson ซึ่งเป็นของบริษัทเอกชนสหรัฐ และ Moderna (บริษัทเอกชนสหรัฐร่วมกับสถาบันของรัฐสองแห่ง)

ส่วน อังกฤษ ก็เชียร์ Astra Zeneca (เอกชนอังกฤษร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Oxford) ยุโรปก็เฉย ๆ กับวัคซีนจีน และจีนก็เช่นเดียวกันกับวัคซีนตัวอื่น ๆ ด้วย

จีน เป็นผู้ใช้ Vaccine Diplomacy (การทูตวัคซีน) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่งประเทศที่แข็งขันที่สุด ทำก่อนใครเพื่อนและกว้างขวางด้วย จีนช่วย 97 ประเทศทั่วโลก (ทั้งโลกมี 195 ประเทศ ปัจจุบันเริ่มมีการฉีดวัคซีนแล้วใน 181 ประเทศ) โดยมอบให้ฟรี 69 ประเทศ และขายในราคามิตรภาพ 28 ประเทศ นับถึงปลายมีนาคม 2021 จีนส่งออกนอกประเทศไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส และมีแผนอีกนับพันล้านโดส

ถึงแม้ในปัจจุบันจีนจะมีปัญหาบ้างในการผลิต แต่เชื่อว่าในเวลาไม่นานก็คงแก้ไขได้ เพราะเพียง Sinovac ก็สามารถผลิตได้ 2 พันล้านโดสต่อปี

อินเดีย ก็มีแผนการเดียวกัน ก่อนหน้าระบาดรอบสองที่รุนแรง อินเดียส่งออกให้ 84 ประเทศไปแล้วกว่า 55 ล้านโดส รัสเซีย ก็มีแผนส่งให้ 20 ประเทศ

สหรัฐ หลังจากหลงใหลคำขวัญ "America First" อยู่พักใหญ่ ก็เริ่มขยับให้การสนับสนุน WHO มากขึ้น และมีแผนการมอบ 2 พันล้านโดสให้ประเทศกำลังพัฒนา

กลุ่มใหม่ที่เรียกว่า QUAD คือ อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐ และออสเตรเลียนั้นมีแผนการจะมอบ 1 พันล้านโดสให้กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อไป (ขณะนี้จีนได้มอบให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ล้านโดส)

คราวนี้กลับมาเรื่อง Toilet Diplomacy (การทูตส้วม) ถึงแม้คำว่าส้วมจะฟังแล้วสะดุดหู แต่ดีกว่าใช้ “ห้องน้ำ” เพราะอาจเข้าใจผิดได้เรื่องมีการอาบน้ำด้วย ว่ากันตรง ๆ เป็น “ส้วม” สำหรับถ่ายเบาและหนักให้เห็นภาพชัด ๆ เลย เรื่องนี้เริ่มจาก Nippon Foundation ร่วมมือกับเขต Shibuya ในโตเกียว สร้างโครงการ “The Tokyo Toilet” กล่าวคือสร้างส้วมสาธารณะใหม่ 17 ห้องที่พิเศษล้ำสมัยเพื่อแก้ปัญหาของการใช้ส้วมสาธารณะคือความสะอาดและการรู้ว่าห้องว่างหรือไม่

ส้วมอัศจรรย์นี้ ยามที่คนผ่านไปมาจะเห็นไฟสว่างชัดเจนเข้าไปถึงในห้องส้วมว่า มีว่างกี่ห้อง ห้องไม่ว่างก็จะทึบแสงมองเข้าไปและมองออกมาไม่เห็น (เมื่อมีผู้ใช้ห้องน้ำ ทันทีที่ปิดประตู กระจกที่เห็นโปร่งใสนั้นก็จะทึบแสงขึ้นทันที)

โตเกียวโอลิมปิก 2021 จะเป็นโอกาสของการส่งออกวัฒนธรรมความสะอาดของญี่ปุ่นที่ถูกจุดประกายขึ้นโดยโครงการนี้เพื่อเป็นเครื่องมือทางการทูตแนวใหม่ที่น่าสนใจ

การออกแบบทำกันละเอียดละออมากเพราะต้องการแสดงให้เห็นความล้ำหน้าของเทคโนโลยีญี่ปุ่นและค่านิยมความสะอาดของคนญี่ปุ่นแก่ชาวโลก ปัจจุบันทำเสร็จไปแล้ว 7 ห้อง ที่เหลืออยู่จะเสร็จในต้นปี 2022 ในปลายเดือนกรกฎาคม 2021 โตเกียวโอลิมปิก 2021 (เลื่อนมาหนึ่งปีและจะจัดแปลกที่สุดในโลกคือวางแผนว่าไม่ให้มีคนดู) จะเป็นโอกาสของการส่งออกวัฒนธรรมความสะอาดของญี่ปุ่นที่ถูกจุดประกายขึ้นโดยโครงการนี้เพื่อเป็นเครื่องมือทางการทูตแนวใหม่ที่น่าสนใจ

เรื่องการมีส้วมและมีระบบสนับสนุนความสะอาดไม่ว่าจะเป็นการมีน้ำ การรักษาความสะอาด สบู่ล้างมือ กระดาษชำระ ฯลฯ เป็นเรื่องสำคัญทางสุขาภิบาล(sanitation)อย่างยิ่ง การไม่มีหรือไม่อยากใช้ส้วมเพราะสกปรกจนไปถ่ายในที่โล่งแจ้งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้สารพัด เช่น โรคอหิวาต์ โรคไทฟอยด์ โปลิโอ โรคพยาธิ ไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ เพราะเมื่ออุจจาระแห้งก็จะกลายเป็นผงฝุ่นฟุ้งกระจายไปในอากาศ

ในประชากรโลก 7 พันล้านกว่าคน มีส้วมเป็นเรื่องเป็นราวแบบขั้นพื้นฐานประมาณ 3 พันล้านคน มีแต่ขาดมาตรฐาน 3 พันล้านเศษ และ ถ่ายในที่โล่งแจ้งประมาณเกือบหนึ่งพันล้านคน ในภาพรวมก็คือผู้คน 4.6 พันล้านคนทั่วโลกหรือกว่าครึ่งของโลก ไม่สามารถเข้าถึงระบบสุขาภิบาลที่มีมาตรฐานซึ่งการมีห้องส้วมที่มีมาตรฐานเป็นหัวใจสำคัญได้

ในจำนวนหนึ่งพันล้านคนที่ถ่ายกลางทุ่งนั้น 3 ใน 4 อยู่ในประเทศเอเชียกลางและเอเชียใต้ ในปีจจุบันอินเดียมีประชากรประมาณ 50 ล้านคนที่ไม่มีส้วมใช้เลย ตัวเลขนี้ลดลงมากใน 5-6 ปีที่ผ่านมาเมื่อมีการแก้ไขอย่างจริงจังเนื่องจากพบว่าเป็นสาเหตุของอัตราการตายที่สูงของทารก

ปากีสถานซึ่งมีประชากร 216 ล้านคนดูจะหนักสุดเพราะ 42% ของประชากรไม่มีส้วมใช้ และขาดระบบสุขาภิบาลพื้นฐาน

ความสะอาดของบ้านเรือนและของสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน (ถึงแม้จะมีส้วมสมัยใหม่ใช้กันจริงจังทุกบ้านเมื่อไม่เกิน 40 ปีมานี้ก็ตาม) ส้วมสาธารณะในญี่ปุ่นสะอาดอย่างประทับใจผู้ไปเยือน ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่คิด shower toilet คือเมื่อเสร็จกิจก็กดปุ่มข้าง ๆ ก็จะมีน้ำอุ่นฉีดขึ้นมาชำระล้างอย่างแม่นยำจนไม่เกิดปัญหาสุขาภิบาลจากการใช้มือสัมผัส

ชื่อเสียงของส้วมญี่ปุ่นจึงเป็นพื้นฐานที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ “การทูตส้วม” ได้เป็นอย่างดี บางคนอาจรู้สึกขำ แต่ถ้ามองลึก ๆ แล้วจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องลึกซึ้งกว่าแค่ส้วม

ชื่อเสียงของส้วมญี่ปุ่นจึงเป็นพื้นฐานที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ “การทูตส้วม” ได้เป็นอย่างดี บางคนอาจรู้สึกขำ แต่ถ้ามองลึก ๆ แล้วจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องลึกซึ้งกว่าแค่ส้วม การมีสุขาภิบาลที่ดีเป็นรากฐานของการสาธารณสุขและการมีสุขภาวะที่ดีของมนุษย์ (ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและใจด้วย) การริเริ่มประเด็นและให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการมีส้วมที่มีมาตรฐานจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาหรือหยาบคายหากเป็นเรื่องที่แยบยลเสียด้วยซ้ำ

ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนเด็กตอบคำถามในวันเด็กว่าสิ่งที่อยากได้มากที่สุดคือส้วมโรงเรียนที่สะอาด จึงมีคนกลุ่มหนึ่งที่นำโดยคุณหญิงชัชนี จาติกวณิช ระดมทุนและสร้างส้วมให้เด็กหลายโรงเรียนในหลายจังหวัด ผู้เขียนสนใจและได้มีโอกาสติดตามก็พบว่าระบบสนับสนุนการมีส้วมที่สะอาดนั้นมีปัญหาในเกือบทุกแห่ง พอสร้างแล้วก็ขาดคนดูแลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

อีกชื่อของห้องส้วมคือห้องสุขา เพราะมันช่วยปลดทุกข์ประจำวันให้บรรลุความสุขส่วนตัวเราควรมาช่วยกันผลักดันให้ชาวโลกมี “ความสุขา” อย่างแท้จริงและไม่เป็นภัยแก่คนอื่นด้วยครับ.

ข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/938677?anf=

 

เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ - การวิจัยชิ้นใหม่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสัปดาห์นี้ โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตท เปิดเผยว่า ส่วนประกอบในกัญชา 2 ตัวสามารถป้องกันไม่ให้ร่างกายติดไวรัสโควิด-19 ได้ และยังทำให้การติดเชื้อสั้นลง

ฟ็อร์บส์ สื่อธุรกิจรายงานเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) ว่า การศึกษาชิ้นใหม่จากทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตท (Oregon State University) ภายใต้ชื่อ “Cannabinoids Block Cellular Entry of SARS-CoV-2 and the Emerging Variants” ถูกตีพิมพ์ทางออนไลน์ในวันจันทร์ (10) ลงในวารสารวิชาการชื่อดัง "วารสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ" (Journal of Natural Products)

ทีมนักวิจัยค้นพบว่า มีกรดแคนนาบินอยด์ (cannabinoid acid) 2 ตัวที่มักพบในหลายตระกูลของเฮมพ์ (Hemp) หรือ “กัญชง” ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกันกับพืชกัญชา (cannabis) ซึ่งกรดแคนนาบิเจอโรลิก (cannabigerolic acid : CBGA) และกรดแคนนาบิดิโอลิก (cannabidiolic acid : CBDA) ที่สามารถพันรอบโปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส SARS-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคโควิด-19

และจากการที่สามารถห่อ spike protein ไว้ทำให้ส่วนประกอบทางเคมีของกัญชาสามารถป้องกันไว้รัสจากการเข้าสู่เซลล์ร่างกาย และทำให้เกิดการติดเชื้อและทำให้เป็นการค้นพบวิธีใหม่ในการป้องกันและการรักษาโรคโควิด-19 ได้

“ชีวปริมาณออกฤทธิ์ที่เข้าสู่ทางปากและประวัติอย่างยาวนานในความปลอดภัยสำหรับใช้ในมนุษย์ทำให้กลุ่มกรดแคนนาบินอยด์เหล่านี้ที่เป็นลักษณะแบบเดี่ยว หรืออยู่แบบอยู่ในสารเฮมพ์สกัดมีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ดีมากเท่ากับการรักษาการติดเชื้อจากไวรัส SARS-CoV-2” จากบทคัดย่อของผลงานวิจัยที่ทีมนักวิจัยได้ระบุไว้

 
 

ฟ็อร์บส์รายงานว่า ผู้นำทีมการศึกษาคือ ริชาร์ด แวน บรีแมน (Richard van Breemen) นักวิจัยประจำศูนย์นวัตกรรมเฮมพ์ระหว่างประเทศ (Global Hemp Innovation Center) ของคณะเภสัชศาสตร์และสถาบันลินัส พอลลิง (Linus Pauling Institute) ในมหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตท ในความร่วมมือกับทีมนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์โอเรกอน (Oregon Health & Science University) โดย แวน บรีแมน กล่าวว่า การศึกษากรดแคนนาบินอยด์นั้นถือเป็นเรื่องปกติและสามารถหาได้ทั่วไป

และได้ชี้ต่อว่า “กรดแคนนาบินอยด์นั้นมีมากในเฮมพ์และในสารสกัดจากเฮมพ์เป็นจำนวนมาก” และกล่าวอีกว่า “กรดเหล่านี้ไม่ถูกควบคุมโดยสสารเป็นต้นว่า THC ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ทางจิตประสาทในกัญชาและมีประวัติการใช้ที่ปลอดภัยในมนุษย์”หัวหน้าทีมวิจัยการศึกษาระบุต่อว่า CBDA และ CBGA สามารถปิดกั้นการทำงานของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เกิดใหม่ได้ “การวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าส่วนประกอบของเฮมพ์มีประสิทธิภาพเท่าเทียมในการต่อต้านไวรัสกลายพันธุ์โควิด-19 ที่รวมไปถึงสายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7) ที่ถูกพบเป็นครั้งแรกในอังกฤษและสายพันธุ์เบตา (B.1.351) ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้"

แวน บรีแมน กล่าวว่า การเข้าสู่เซลล์เป็นต้นว่ามาจากกรดจากเฮมพ์สามารถใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังมีผลเลิศที่ช่วยทำให้การติดเชื้อนั้นสั้นลงอีกด้วยการป้องกันอนุภาคไวรัสจากการทำให้เซลล์ร่างกายติดเชื้อ

ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จำเป็นยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อในอนาคต แต่หัวหน้าทีมนักวิจัยกล่าวว่า งานวิจัยของเขาชี้ได้ว่าสามารถผลิตกรดแคนนาบินอยด์เพื่ออเป็นยาเพื่อป้องกัน หรือรักษาโควิด-19 ได้ และอีกทั้งในงานวิจัยยังค้นพบว่าเป็นครั้งแรกที่ส่วนประกอบจากกัญชาที่เรียกว่ากรดแคนนาบินอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งต่อไวรัสกลายพันธุ์ 2 สายพันธุ์ ได้แก่สายพันธุ์อัลฟาและสายพันธุ์เบตา และเขายังตั้งความหวังต่อว่า การศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตจะสามารถขยายไปสู่การศึกษาครอบคลุมสายพันธุ์อื่นๆ ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต

แวน บรีแมน แสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่ไวรัสดื้อยาจะเกิดขึ้นท่ามกลางการใช้กลุ่มแคนนาบินอยด์อย่างแพร่หลาย แต่ทว่าหากว่ามีการใช้แคนนาบินอยด์ร่วมกับวัคซีนโควิด-19 และการรักษาด้วยการใช้ CBDA/CBGA เข้าร่วมนั้นเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้การกำจัดโรคโควิด-19 หมดไปจากโลกได้โดยไว
 


นักวิชาการพบว่ามีปัญหาสุขภาพประมาณสองครั้งต่อเดือนสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 70 ถึง 79 ปีที่น่าแปลกใจคือภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีอายุ 80-89 คงที่เท่ากับกลุ่มอายุ 60-69 ปี!

70-79 ปีเป็นช่วงอันตราย ในช่วงนี้อวัยวะต่างๆลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่มักเกิดโรคผู้สูงอายุหลาย ๆ โรคและมักมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคไขมันในเลือดสูงเส้นเลือดอุดตันความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน

หลังจากเข้าสู่อายุ 80 ปีโรคเหล่านี้จะลดลงและสุขภาพจิตและร่างกายอาจกลับมาอยู่ในระดับ 60-69 ปี!

ดังนั้นช่วงอายุ 70 ​​ถึง 79 ปีจึงถูกเรียกว่า“ กลุ่มวัยอันตราย” ในขณะที่คนเราอายุมากขึ้นหลาย ๆ คนก็ต้องการที่จะมีสุขภาพที่ดี พวกเขาตระหนักดีว่า“ สุขภาพคือความมั่งคั่ง”

การดูแลสุขภาพ 10 ปีของผู้สูงอายุ 70 ​​ถึง 79 ปีเป็นสิ่งสำคัญ

นี่คือขั้นตอนง่ายๆที่เรียกว่า
“ ทำ * สิบคน * ทุกวัน”

วิธีนี้จะช่วยให้คุณนำทางผ่านช่วง "กลุ่มวัยอันตราย" ในชีวิตได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

เมื่อผู้สูงอายุอายุ 70 ​​ถึง 79 ปีพวกเขาอาจต้องการทำ "สิบอย่าง" เหล่านี้ทุกวัน เคล็ดลับ 10 ข้อมีดังนี้

* 1. หม้อใส่น้ำ *

น้ำเปล่าคือ "เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดและถูกที่สุด"
คุณต้องดื่มน้ำหนึ่งแก้วในสามครั้ง / ครั้งต่อไปนี้ในแต่ละวัน:

ถ้วยแรก:
หลังจากลุกจากเตียงคุณสามารถดื่มน้ำสักแก้วในขณะท้องว่าง

เนื่องจากการขับเหงื่อและการหลั่งปัสสาวะที่มองไม่เห็นระหว่างการนอนหลับทำให้เราสูญเสียน้ำไปมาก แม้ว่าเราจะไม่รู้สึกกระหายน้ำหลังจากตื่นนอน แต่ของเหลวในร่างกายก็ยังคงข้นเนื่องจากขาดน้ำ ดังนั้นหลังจากลุกจากเตียงคุณต้องค่อยๆเติมน้ำให้เร็วที่สุด

ถ้วยที่สอง:
น้ำหนึ่งแก้วหลังออกกำลังกาย

การออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของการมีชีวิตที่ยืนยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและควรให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามหลังออกกำลังกายควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในการเติมน้ำ ในระหว่างการออกกำลังกายเหงื่อจะดึงอิเล็กโทรไลต์ออกไปและใช้พลังงานมากขึ้น หากคุณไม่ใส่ใจก็มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังออกกำลังกายและอาจทำให้เป็นลมหมดสติได้ ดังนั้นหลังออกกำลังกายขอแนะนำให้คนชราดื่มน้ำที่สามารถเติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อยได้หากต้องการ

ถ้วยที่สาม:
น้ำสักแก้วก่อนนอน ....

เมื่อคนเราหลับต่อมเหงื่อยังคงระบายน้ำออก เมื่อน้ำในร่างกายลดลงมากเกินไปความหนืดของเลือดก็เพิ่มขึ้น น้ำหนึ่งแก้วก่อนเข้านอนสามารถลดความหนืดของเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพและอาจชะลอการเกิดริ้วรอยได้ ช่วยต่อต้านอาการแน่นหน้าอกกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคอื่น ๆ

* 2. ชามโจ๊ก *

ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายให้ดื่มโจ๊กสักชาม! Wang Shixiong นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ชิงเรียกโจ๊กว่า "ส่วนประกอบแรกของโลก" ในหนังสือของเขา

China Daily Online เผยแพร่ผลการศึกษา 14 ปีที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกับผู้คน 100,000 คน พบว่าโจ๊กธัญพืชเต็มเมล็ดประมาณ 28 กรัมต่อวันสามารถลดอัตราการตายได้ 9% และลดโอกาสในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

อาสาสมัครแต่ละคนมีสภาพร่างกายที่ดีเมื่อเข้าร่วมการศึกษาในปี 1984 แต่ในการสำรวจความคิดเห็นในปี 2010 อาสาสมัครมากกว่า 26,000 คนเสียชีวิต

พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานเมล็ดธัญพืชเป็นประจำเช่นโจ๊กข้าวกล้องข้าวโพดและบัควีทดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงโรคส่วนใหญ่โดยเฉพาะโรคหัวใจ

* 3. นม 1 ถ้วย *

นมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เลือดขาว" และมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ คุณค่าทางโภชนาการเป็นที่รู้จักกันดีมีแคลเซียมไขมันและโปรตีนจำนวนมาก

ปริมาณนมและผลิตภัณฑ์นมที่แนะนำต่อวันคือ 300 กรัม

* 4. ไข่*

ไข่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบริโภคของมนุษย์ ร่างกายดูดซึมโปรตีนจากไข่ได้สูงถึง 98% !!

* 5. แอปเปิ้ล*

งานวิจัยสมัยใหม่เชื่อว่าแอปเปิ้ลมีผลในการลดคอเลสเตอรอลลดน้ำหนักป้องกันมะเร็งป้องกันความชราเพิ่มความจำและทำให้ผิวเนียนนุ่ม

ประโยชน์ต่อสุขภาพของแอปเปิ้ลหลากสีแตกต่างกัน:

แอปเปิ้ลแดงมีฤทธิ์ในการลดไขมันในเลือดและทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว

แอปเปิ้ลเขียวมีฤทธิ์ในการบำรุงตับและขับสารพิษและสามารถต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าได้ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะรับประทาน

แอปเปิ้ลสีเหลืองมีผลดีในการปกป้องการมองเห็น

* 6. หัวหอม*

หัวหอมมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากและมีหน้าที่มากมายเช่นช่วยลดน้ำตาลในเลือดลดคอเลสเตอรอลป้องกันมะเร็งป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองและยังต่อต้านแบคทีเรียป้องกันหวัดและเสริมแคลเซียมและกระดูก กินหัวหอมอย่างน้อยสัปดาห์ละสามหรือสี่ครั้ง

* 7. ปลาชิ้นหนึ่ง *

นักโภชนาการจีนเตือนว่า "การกิน" สี่ขา "แย่กว่าการกิน" สองขา "การกิน" สองขา "แย่กว่าการกิน" ไม่มีขา "

"สี่ขา" ส่วนใหญ่หมายถึงหมูวัวควายและเนื้อแกะ การกินเนื้อสัตว์เหล่านี้มากเกินไปไม่เอื้อต่อการลดน้ำหนักและลดไขมันในเลือด

"สองขา" ส่วนใหญ่หมายถึงสัตว์ปีกเช่นไก่เป็ดห่านเป็นต้นซึ่งเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ดี

"ไม่มีขา" ส่วนใหญ่หมายถึงปลาและผักต่างๆ โปรตีนที่มีอยู่ในเนื้อปลาย่อยและดูดซึมได้ง่าย ปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวในไขมันโดยเฉพาะกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนค่อนข้างดีต่อร่างกาย

* 8. เดินเบา ๆ *

สิ่งนี้มีฤทธิ์ต่อต้านริ้วรอยอย่างมหัศจรรย์ เมื่อผู้ใหญ่เดิน (ประมาณ 1 กิโลเมตรหรือน้อยกว่า) เป็นประจำนานกว่า 12 สัปดาห์พวกเขาจะบรรลุผลของท่าทางและรอบเอวที่ถูกต้องและร่างกายจะแข็งแรงและไม่เหนื่อยง่าย

นอกจากนี้การออกกำลังกายด้วยการเดินยังมีประโยชน์ในการรักษาอาการปวดศีรษะปวดหลังปวดไหล่ ฯลฯ และสามารถส่งเสริมการนอนหลับ

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเดิน 30 นาทีต่อวันสามารถกำจัดอันตรายของ“ โรคในผู้ใหญ่” ได้ คนที่ทำ 10,000 ก้าวต่อวันจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองลดลง

* 9. งานอดิเรก *

การมีงานอดิเรกไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดอกไม้เลี้ยงนกสะสมแสตมป์ตกปลาหรือวาดภาพร้องเพลงเล่นหมากรุกและท่องเที่ยวสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถติดต่อกับสังคมและธรรมชาติได้อย่างกว้างขวาง สิ่งนี้จะขยายขอบเขตความสนใจของผู้สูงอายุ พวกเขาจะรักและหวงแหนชีวิต

* 10. อารมณ์ดี*

ผู้สูงอายุควรรักษาอารมณ์ให้ดีเนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของพวกเขา โรคเรื้อรังทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอารมณ์เชิงลบของผู้สูงอายุ:

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจจำนวนมากมีอาการแน่นหน้าอกและกล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากการกระตุ้นของอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ส่งผลให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน

อารมณ์ "ไม่ดี" นำไปสู่ความดันโลหิตสูง ในกรณีที่เป็นเวลานานและรุนแรงอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองหัวใจล้มเหลวเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ฯลฯ

อารมณ์เชิงลบเช่นความโกรธความวิตกกังวลและความเศร้าโศกอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดความผิดปกติของการเผาผลาญในร่างกาย

นี่แสดงให้เห็นว่าการมีอารมณ์ดีนั้นสำคัญเพียงใด!

ความชราภาพทางร่างกายเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในการอุทิศชีวิตให้เต็มที่และใช้ชีวิตให้ดีที่สุดในทุกๆวัน!

* หากคุณรู้สึกว่าบทความนี้มีประโยชน์โปรดแบ่งปันให้เพื่อน ๆ มากขึ้น ......... *

1. สองวันก่อนและหลังการฉีด
งดออกกำลังกายหนักหรือยกน้ำหนัก
นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

2. วันที่ ฉีด ควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี
งดชากาแฟหรือของที่มีคาเฟ่อีน

3. เลือกการฉีดวัคซีนตอนช่วงเช้า

4. ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น เกร็งยกของหนัก. จะทำให้ระบมมาก

5. หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้ดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที
เราก็อยู่แถวโรงพยาบาลนั้นอีก 30 นาที

6. ถ้ามีไข้หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว
ก็สามารถทานพาราเซตตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม. ครั้งละหนึ่งเม็ด
ซ้ำได้ถ้าจำเป็นห่าง 6 ชั่วโมง

ห้ามกินยาพวก Brufen ,Arcoxia ,Celebrex

7. การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อย่างน้อยสองถึงสี่สัปดาห์ค่ะ
โดยส่วนตัวมักจะแนะนำให้ฉีดโควิดให้ครบก่อนค่ะ.
เพราะโควิดอันตรายกว่าใครหวัดใหญ่ค่ะ

8. ถ้ากินยาละลายลิมเลือดอยู่
ก็กินยาตามปกติ
แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาทีค่ะ

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ