นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy)

สำหรับ การบริการ Online Applications

 

บริษัท กรุงเทพ พยาธิ-แลปจำกัด (“บริษัท”)ให้ความสำคัญ กับความเป็นส่วนตัวและมุ่งมั่น ที่จะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน“ข้อมูลส่วนบุคคล”) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) พ.ร.บ.ฯ”) บริษัท”) จึงได้จัดทำประกาศความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ขึ้น เพื่อแจ้งให้ท่านทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การใช้และ/หรือเปิดเผยข้อส่วนบุคคลของท่าน

1. วัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

          บริษัท เก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเฉพาะเมื่อมีเหตุผลที่เหมาะสมในการดำ เนินการ และ/หรือ ที่กฎหมายกำหนดให้กระทำการได้ ซึ่งรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบุคคลภายนอกด้วย โดยมีวตัถุประสงค์หลัก ดังต่อไปนี้

1.1 เพื่อการบริการ Online Applications

1.2 เพื่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ในการปฏิบัติตามกฎหมายภาระข้อผูกพันตามกฎหมาย

1.3 เพื่อประโยชน์อันชอบธรรมตามกฎหมายของบริษัท ที่จะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยยังคงคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของท่านไม่เหนือไปกว่าประโยชน์ของบริษัท

1.4 เพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งโดยเฉพาะ ตามความยินยอมที่ท่านให้แก่บริษัทในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

2. ฐานในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ บริษัท อาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และฐานทางกฎหมาย โดยบริษัท ได้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว โดยใช้ฐานทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์ของการเก็บรวมรวบ การใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

ฐานกฎหมายที่ใช้

เพื่อแจ้งข้อมูลการเปิดสิทธิ์ผู้ใช้งาน

สัญญา

เพื่อดูรายงานผลการตรวจวิเคราะห์

สัญญา

3. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท เก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลหลากหลายประเภท โดยประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมใช้และเปิดเผยข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

3.1 ประเภทของข้อส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย

ประเภทของ“ข้อมูลส่วนบุคคล”ของท่านที่บริษัท เก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผย (รวมเรียกว่า “ประมวลผล”) ภายใต้ พรบ. ฉบับนี้ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

  • ชื่อ-นามสกุล (ผู้ใช้งานหลัก)
  • ชื่อ-นามสกุล (ผู้ใช้งานย่อย)
  • หน่วยงาน
  • เบอร์โทรหน่วยงาน
  • USER / Password (ผู้ใช้งานหลัก)
  • USER / Password (ผู้ใช้งานย่อย)
  • Register Number/ Hn/ Name-Lastname/ Hospital/ Register Date
  • ผลการตรวจวิเคราะห์

3.2 การปฏิเสธให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัท

ในกรณีที่บริษัทจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อส่วนบุคคลของท่าน และท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านแก่บริษัท บริษัท อาจปฏิเสธการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท อาจเปิดเผยหรือส่งต่อข้อส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อให้บุคคลเหล่านี้ประมวลผลข้อส่วนบุคคลของท่าน ดังต่อไปนี้

4.1 การเปิดเผยข้อส่วนบุคคลให้แก่บุคคลอื่น ได้แก่

-  โรงพยาบาลคู่สัญญา

4.2 การส่งหรือโอนข้อส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ

บริษัท อาจต้องส่งหรือโอนข้อส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศเพื่อจัดเก็บ และ/หรือประมวลผลในการปฏิบัติตามสัญญาที่ทำ ขึ้นระหว่างท่าน และบริษัท โดยบริษัท จะไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวและจะกำหนดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม

 

5. การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท จะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม และประมวลผลข้อมูลดังกล่าว โดยบริษัท จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้นโดยบริษัท จะลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้เว้นบริษัทอาจจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปเป็นระยะเวลาสัญญาการบริการ หรือในกรณีที่มีเหตุจำเป็นทางกฎหมาย หรือเหตุผลทางเทคนิครองรับ บริษัท อาจเก็บรักษาข้อส่วนบุคคลของท่านไว้นานกว่านั้น

 

6. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ท่านมีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยบริษัท จะเคารพสิทธิของท่านและจะดำเนินการตามกฎหมายกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวขอ้งกับการประมวลผลข้อมูลของท่านภายใต้สถานการณ์บางประการอย่างทันท่วงที

ท่านมีสิทธิดำเนินการเกี่ยวกับข้อส่วนบุคคลของท่านดังต่อไปนี้

6.1 สิทธิในการขอถอนความยินยอม: ในกรณีที่บริษัท ประมวลผล ข้อส่วนบุคคลของท่านโดยอาศัยความยินยอมของท่าน ท่านมีสิทธิที่จะเพิกถอนความยินยอมที่จะให้บริษัท ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ตลอดเวลา ทั้งนี้บริษัท อาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไป หากบริษัท สามารถใช้ฐานอื่นในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

6.2 สิทธิในการขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล : ท่านมีสิทธิในการขอสำเนาข้อส่วนบุคคลของท่านจากบริษัท

6.3 สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล:  ท่านมีสิทธิขอแก้ไขข้อส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน และสมบูรณ์

6.4 สิทธิในการขอลบข้อมูลส่วนบุคคล:  ท่านมีสิทธิร้องขอให้บริษัท ลบ ทำ ลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไม่สามารถระบุตัวตนของท่านได้ในกรณีที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรให้บริษัท ประมวลผลข้อส่วนบุคคลของท่านต่อไป โดยท่านสามารถใช้สิทธิในการขอให้บริษัท ลบข้อมูลส่วนบุคคลนี้ควบคู่ไปกับสิทธิในการคัดค้านในข้อถัดไป อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธินี้จะต้องไม่เป็นการใช้สิทธิเพื่อขอให้ลบข้อส่วนบุคคลทั้งหมด โดยบริษัทจะพิจารณาแต่ละคำข้อด้วยความระมัดระวังตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

6.5 สิทธิในการขอให้มีการระงับการประมวลผล:  ท่านมีสิทธิขอให้บริษัท ระงับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านชั่วคราว เช่น เมื่อท่านต้องการให้บริษัท แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง หรือเมื่อท่านร้องขอให้บริษัท พิสูจน์เหตุผล หรือฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อส่วนบุคคลของท่าน

6.6 สิทธิในการส่งหรือโอนย้ายข้อมูล: ในบางกรณี ท่านสามารถขอให้บริษัท ส่งหรือโอนข้อส่วนบุคคลของท่านที่สามารถใช้งานโดยทั่วไปได้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น สิทธิดังกล่าวนี้จะใช้ได้เฉพาะในกรณีของข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านส่งมอบให้แก่บริษัท และการประมวลผลข้อส่วนบุคคลดังกล่าวได้กระทำ โดยอาศัยความยินยอมของท่าน หรือในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการประมวลผลเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามภาระข้อผูกพันภายใต้สัญญาได้

6.7 สิทธิในการยื่นข้อร้องเรียน: ท่านมีสิทธิยื่นข้อร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่ท่านเห็นว่าบริษัท หรือพนักงานของบริษัท หรือผู้ให้บริการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตาม พรบ.หรือประกาศอื่น ๆ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พรบ. ดังกล่าว

ท่านอาจใช้สิทธิข้างต้นของท่านได้ตลอดเวลา โดยติดต่อบริษัท ผ่านทางช่องทางการติดต่อตามที่ระบุไว้ในข้อ 7 ด้านล่าง

บริษัท อาจมีความจำเป็นต้องขอข้อมูลบางประการจากท่านเพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนของท่านและรับรองสิทธิของท่านในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล(หรือเพื่อใช้สิทธิอื่นใด) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการความปลอดภัยที่จะทา ให้ท่านมั่น ใจได้ว่าข้อส่วนบุคคลของท่านจะไม่ถูกเปิดเผยต่อบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

บริษัท จะใช้ความพยายามในการตอบกลับคำขอที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมดภายใน 30 วัน ในบางกรณีบริษัท อาจใช้เวลามากกว่า 30 วัน หากคำขอของท่านมีความซับซ้อน หรือท่านยื่นคำขอเข้ามาเป็นจำนวนมากกว่า หนึ่งคำขอในกรณีดังกล่าว บริษัท จะแจ้งให้ท่านทราบและจะทำการแจ้งสถานะของคำขอให้ท่านทราบอยู่เสมอ

7. ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

บริษัทให้ความสำคัญ กับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นอย่างยิ่ง บริษัท จะตรวจสอบและใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยขององค์กร ทั้งทางกายภาพ และทางเทคนิคที่เหมาะสมอยู่เสมอ ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจะไม่สูญหายถูกทำลายโดยไม่ตั้งใจถูกเปิดเผย และนำไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์หรือเข้าถึงโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงานหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ของบริษัท

8.การเพิกถอนความยินยอม

          หากท่านไม่ประสงค์ให้บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผล หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอีกต่อไป ท่านสามารถเพิกถอนความยินยอมได้โดยการทำคำร้องแจ้งมายังเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท

          ทั้งนี้ การเพิกถอนความยินยอมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท และหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่บริษัทกำหนด ประกาศใช้

9. การจัดการกับเรื่องร้องเรียน หรือข้อสงสัย

ท่านสามารถติดต่อบริษัท เพื่อร้องเรียนเกี่ยวกับ วิธีการที่บริษัท จัดเก็บ ใช้ประมวลผลและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือสอบถามข้อสงสัยได้ที่ช่องทาง ดังต่อไปนี้

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: นายสิทธิชัย  เลิศชัยเพชร

ที่อยู่     :บริษัท กรุงเทพ พยาธิ-แลป จำกัด

167 ซอย ระนอง 1 ถนนพระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไทกรุงเทพฯ 10400

เบอร์โทร :026192909 ต่อ 2181

อีเมล    :This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ประกาศ วันที่ 1 ธันวาคม 2566

 

 

หมอธีระเผย 4 จุดอ่อน ‘ใส่แมสก์ตลอดเวลา’ แต่เหตุใดยังป่วยติดเชื้อโควิด-19 พร้อมย้ำตอนนี้สถานการณ์ระบาดหนัก

วันนี้(  8  ก.ค.65) ศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด ผ่านทางเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat โดยระบุว่า จุดตายเรื่องการติดเชื้อนั้นคือ "การใส่หน้ากาก"

1. ใส่ให้ถูกต้อง ปิดปาก ปิดจมูก ไม่มีร่องข้างจมูกและข้างแก้ม

2. หากหน้ากากอนามัยไม่แนบสนิทกับใบหน้า ต้องใส่หน้ากากผ้าทับไว้ข้างนอก เพื่อกดให้หน้ากากอนามัยด้านในชิดกับใบหน้า

3. คนที่ทำงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาก ควรใช้ N95 หรือเทียบเท่า และตรวจสอบความฟิตกับใบหน้าก่อนใช้

4. ส่วนใหญ่ตกม้าตายด้วยเหตุผลเพียง 2 เรื่องคือ ใส่ไม่ถูกต้องและมีพฤติกรรมเสี่ยงขณะนั้น และถอดหน้ากากตอนอยู่ใกล้ชิดกับคนอื่น เช่น กินอาหาร/ดื่มร่วมกันทั้งในและนอกที่ทำงาน ไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ออกกำลังกาย สนทนาชิทแชท ฯลฯ

ส่วนการติดในครัวเรือนนั้นป้องกันได้ยาก ทำได้เพียงคอยสังเกตอาการผิดปกติ หรือใครไปมีประวัติเสี่ยงมา ก็ควรตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วรีบแยกจากสมาชิกในครัวเรือน

ย้ำว่าระบาดหนักมากตอนนี้ ติดกันได้หมดทั้งในอาคาร หรือในที่สาธารณะ

การฉีดวัคซีนช่วยเรื่องลดโอกาสป่วยรุนแรง และเสียชีวิต แต่ไม่การันตี 100% หากไม่ป้องกันตัว จะติดเชื้อได้ ป่วยได้ ตายได้ และเสี่ยงต่อ Long COVID

การใส่หน้ากากคือหัวใจสำคัญที่สุด

 

ข้อมูลจาก  :เฟซบุ๊ก Thira Woratanarat 

ภาพจาก  : เฟซบุ๊ก Thira Woratanarat

 

ข้อมูลจาก https://www.tnnthailand.com/news/covid19/118724/

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์ 

อย่าเป็นซะดีกว่า "หมอนิธิพัฒน์" เผย ติด "โควิด" เจออาการตกค้างทางสมอง เปิด 2 ช่องทางก่อโรคสร้างความผิดปกติ กระทบชีวิตและจิตใจ

"หมอนิธิพัฒน์" รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊ค นิธิพัฒน์ เจียรกุล ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ "โควิด" สายพันธุ์ "โอไมครอน" หรือ "โอมิครอน" ระบุว่า ชักลังเลว่าเอาอยู่จริงไหม เพราะตัวเลขผู้ป่วยหนัก และใส่เครื่องช่วยหายใจยังคงไปต่อ ส่วนผู้เสียชีวิตยังทรง แต่อาจเพราะเปลี่ยนวิธีการสรุปสาเหตุตาย ถ้าไม่ได้เป็นผลจากโควิดโดยตรง หรือเป็นการติดเชื้อแบบไม่รู้ตัวขณะป่วยหนักจากโรคเรื้อรังที่มีอยู่เดิม

"หมอนิธิพัฒน์" ระบุว่า สำหรับในแต่ละวัน เท่าที่ทราบมีประมาณ 15-20% ของผลการตรวจ "โควิด" RT-PCR เป็นผลจากการตรวจยืนยันผลจาก ATK ก่อนหน้า ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ ถ้าต้องเข้าโรงพยาบาลหลัก และเหตุผลต้องการยืนยันเพื่อหยุดงาน หรือการประกัน สำหรับผลตรวจนั้นกว่า 95% ผลก็เป็นบวกจริง แสดงว่าช่วงนี้ผลบวก ATK เชื่อถือได้ น่าคิดจะใช้ทดแทน RT-PCR ในบางกรณีกันบ้างจะได้ประหยัดเงินประเทศ

สำหรับสายพันธุ์ย่อยแปลกไปจาก BA.2 ที่ครองตลาด ยังพบน้อยในบ้านเรา ส่วนตัวแชมป์ใหม่นั้นก็ไม่พบว่ารุนแรงกว่าเจ้าของพื้นที่เดิม สามวันก่อนมีสื่อขอสัมภาษณ์เรื่องอาการ "ลองโควิด" ทางระบบประสาทและสมอง ต้องขอบายเขาไป เพราะไม่ชำนาญและไม่มีข้อมูลด้านนี้มาก เพียงแต่ประสบการณ์ส่วนตัวที่ดูแลรักษาผู้ป่วยที่ฟื้นตัวจากปอดอักเสบโควิดแล้ว นอกจากอาการตกค้างในระบบการหายใจแล้ว อาการตกค้างในระบบประสาทก็พบได้บ่อยไม่แพ้กัน แถมยังรบกวนชีวิตประจำวันได้มาก โดยเฉพาะรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน  ดูเหมือนว่าเจ้าโควิดจะทำร้ายร่างกายเราโดยไม่แยกแยะอวัยวะ มีสองช่องทางที่เชื้อไวรัสก่อโรคทำให้เกิดความผิดปกติต่อสมอง
และจิตใจของเรา 

ติด "โควิด" Omicron เจออาการตกค้างหนักแบบนี้ เปิด 2 ช่องทางก่อโรคกระทบชีวิต

"หมอนิธิพัฒน์" ระบุว่า ผลกระทบทางตรงเป็นผลจากการอักเสบโดยตรงของเนื้อสมอง และเนื้อเยื่อประสาท (encephalitis/encephalopathy) ทำให้แสดงอาการออกมาในรูปของการสับสนวุ่นวาย (altered mental status and delirium) ในระยะแรกของการเจ็บป่วย และเมื่อดีขึ้นหรือหายแล้ว บางคนอาจมีอาการหลงเหลือ เช่น เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น นอกจากผลการอักเสบจากไวรัสแล้ว การกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อไวรัสผิดปกติ (cytokine network dysregulation and peripheral immune cell transmigration) รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หลังหายจากการติดเชื้อ (post-infectious autoimmunity)

ส่วนทางอ้อม เป็นผลกระทบมาจากความเครียดในระหว่างการเจ็บป่วย ไปช่วยกระตุ้นให้ปัญหาทางสมองและจิตใจที่อาจมีอยู่เดิมกำเริบขึ้น หรือเป็นของใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะต้องถูกแยกตัวทั้งในทางกายภาพและทางสังคม (physical and social isolation) ยิ่งถ้าป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยแล้ว การต้องถูกแยกตัว ห้ามญาติเยี่ยม แถมจำกัดบุคลากรที่จะเข้าไปดูแล ทำให้เกิดความแปลกแยกและยิ่งซ้ำเติมปัญหาที่เป็นผลทางตรงจากโรคเข้าไปใหญ่ นี่ยังไม่นับปัญหาการตกงาน หรือขาดงาน การขาดแคลนอาหารและเครื่องอุปโภคและอุปโภค รวมไปถึงฐานะทางเศรษฐกิจที่อาจถูกสั่นคลอน ล้วนแล้วแต่ช่วยซ้ำเติมให้ผลกระทบทางตรงจากตัวโรคแย่หนักขึ้นอีก


คลิกอ่านต้นฉบับ 

ถ้าโชคดีบ้านเราเข้าสู่การเป็น "โรคประจำถิ่น" ของโควิดได้เร็ว คงมีผลหลงเหลือทางร่างกายและจิตใจของคนป่วย และคนที่ไม่ได้ป่วยจากโควิดจำนวนมากมาย ในระหว่างที่ยังไม่ถึงจุดนั้น สายด่วน 1323 คงช่วยผ่อนคลายความทุกข์ของท่านได้บ้าง ในยามที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร
 

ติด "โควิด" Omicron เจออาการตกค้างหนักแบบนี้ เปิด 2 ช่องทางก่อโรคกระทบชีวิต

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/covid-19/509501?adz=

 

 

 
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ เผยผลวิจัยหากได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าตามด้วยไฟเซอร์ได้ผลดีมีประสิทธิภาพสูง แนะรัฐควรนำมาใช้เพราะปลายปีจะมีไฟเซอร์ทยอยมารวม 20 ล้านโดส ถ้าปรับสูตรจะฉีดให้ประชาชนได้ถึง 20 ล้านคน

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. เฟซบุ๊ก “มานพ พิทักษ์ภากร” หรือ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ประสิทธิผลของวัคซีนสูตรสลับระหว่าง AstraZeneca กับ mRNA vaccine จากประเทศเดนมาร์ก รวมกันกว่า 136,000 คน ออกมาดูดีมากครับ คือมี vaccine effectiveness สูงถึง 88 เปอร์เซ็นต์ สอดคล้องกับระดับ neutralizing antibody ที่มีการศึกษาก่อนหน้านี้ว่าสูตรนี้ทำได้ใกล้เคียงกับการฉีด mRNA vaccine 2 เข็ม”

 
เป็นหลักฐานทางคลินิกชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่าการฉีด AstraZeneca เข็มหนึ่ง และใช้ Pfizer หรือ Moderna เป็นเข็มสอง มีประสิทธิผลดีทัดเทียม mRNA vaccine สมควรนำมาใช้แทนการฉีด AstraZeneca vaccine เหมือนกันทั้งสองเข็ม ในกรณีต้องการกระตุ้นระดับ antibody ให้สูงเพื่อป้องกันการป่วยจาก COVID และเป็นข้อมูลยืนยันว่าระดับ antibody สัมพันธ์กับประสิทธิผลของวัคซีนจริงๆ
 

โดยคุณหมอได้ให้ความเห็นปิดท้ายว่า “บ้านเราก็ควรนำมาใช้ได้เช่นกัน ในช่วงปลายปีเราจะมี Pfizer vaccine ทยอยมารวม 20 ล้านโดส ถ้าปรับมาใช้สูตรเข็มแรก AstraZeneca เข็มสองเป็น Pfizer เราจะฉีดให้ประชาชนได้ถึง 20 ล้านคน แทนที่จะเลือก Pfizer ทั้งสองเข็มสำหรับประชาชนแค่ 10 ล้านคน”

ข้อมูลจาก https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000075191
 

ให้กำลังใจเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ศรัทธาท่านต้องร่วมด้วยช่วยกันทุกคนอยู่แล้ว

แต่นอกจากลงชื่อให้กำลังใจ(ซึ่งลงไปแล้ว)แล้ว

ส่วนตัวผมมีเหตุผลและความชอบธรรม(บทความข้างล่าง)ในการเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความเห็นของท่านที่ประสงค์ต้องการแชร์เพื่อให้ ผู้เห็นต่างได้มีความเข้าใจในความต้องการใช้สัมมาทิษฐิควบคู่กับวิชาการ เป็นเข็มทิศชี้นำช่วยชาติ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางวิชาการ เพียงอย่างเดียว ด้วยวัตถุประสงค์ที่ใสสะอาดของท่าน จนถูกศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลนำมาเล่นงาน มุ่งทำลายล้างตีกระทบชิ่งภาครัฐ

โดยไม่สนใจโดยสิ้นเชิงต่อผลกระทบที่เลวร้ายที่จะตามของชาติบ้านเมือง
ผมเห็นด้วยกับ หมอยง เป็นอย่างยิ่ง ผมว่าหมอยง ให้ความเห็นถูกต้องแล้วครับ
เพราะ

การให้ความเห็น ทางการแพทย์ใดๆ มิใช่เหตุผลทางวิชาการ เพียงอย่างเดียวที่จะใช้นำมาตัดสินว่าควรเลือกวิธีใด มันขึ้นกับ ไทม์มิ่ง สภาพแวดล้อม และโอกาสทางรอดของชาติ โดยภาพรวมด้วยครับ

หากเราเป็นคนไทยรักชาติ รักแผ่นดิน การตัดสินใจในทุกเรื่องมิใช่ต้องใช้หลัก ถูกหรือผิดใช่หรือไม่ใช่ เพียงเท่านั้น

ต้องคิดถึงผลกระทบต่อชาติและ ปชช โดยรวมด้วย

ผมเองก็ไม่ชอบประยุทธ หากประยุทธเป็นนายท้ายเรือ กำลังเผชิญมรสุม สิ่งที่ควรทำสิ่งแรกคือประคับประคองเรือไม่ให้ล่ม ไม่จำเป็นต้องแสดงความเป็นฮีโร่ฉลาดกว่าคนอื่นในทุกเรื่อง ในสภาพที่ไม่มีทางเลือกมากนัก และไม่พร้อมเสี่ยงเนื่องจากไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า ชาติต้องมาก่อน

วัคซีนทุกตัวข้อมูลยังไม่นิ่งแล้วแต่จะเชื่อเหตุผลของใคร

แต่ใครๆที่เป็นนักวิจัยก็รู้ว่า วัคซีนเชื้อตายปลอดภัยที่สุด แต่ไม่ใช่ดีที่สุด

แต่ไม่ทุกคนที่จะรู้ว่า จุดตายของผปโควิด ไม่ใช่ป้องกัน การติดเชื้อไม่ได้ หากแต่ป้องกันการเป็นจนลงปอดแล้วถึงตายไม่ได้ หรือตายน้อยที่สุดไม่ได้ต่างหาก

มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่า รพ สนาม ไม่ใช่ทางรอดของ ผป โควิด หากแต่ บังคับโควิดไม่ให้ลงปอดต่างหากจึงจะทำให้คนไข้รอด

มีไม่กี่คนที่รู้ว่าต้องอาศัยแท้งค์ออกซิเจนเหลวขนาดยักษ์จึงจะรันเครื่องช่วยหายใจไฮโฟลว ไฮฟรีเควนซี่รักษาโควิดได้ ในประเทศเครื่องมือแบบที่ว่า จะรันพร้อมกันทั้งประเทศได้รวมไม่กี่พันคน

มีแต่ป่วยแล้วลงปอดน้อยที่สุดเท่านั้นที่ระบบสาธารณสุขจะไม่ล่ม

วัคซีนเชื้อตายเป็นคำตอบของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

การสนับสนุนวัคซีนเชื้อตายและแอสตร้าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เพราะเทคโนโลยีทั้งสองอย่างปลอดภัยกว่าเอ็มอาร์เอ็นเอซึ่งแม้ประสิทธิภาพสูงกว่าแต่ไม่ปลอดภัย

ถ้าถามว่าคุณหมอจะเลือกวัคซีนไหน

หมอที่เป็นนักวิจัยรักชาติและจริงใจต่อตนเองและคนไข้เท่านั้นที่จะตอบว่า

ตนจะฉีดซิโนแว่ก แอสตราเพราะเข้าถึงเร็วสุด(แก้ปัญหาล่มสลายของระบบ สธ )ปลอดภัยสุด(เทคโนนี้เคยใช้ในมนุษย์มาก่อน) ที่สำคัญแสดงถึงความจริงใจในเรื่องนี้คือหมอเองก็ฉีดตัวนี้(เพราะแสดงว่าที่ตนพูดนั้นตนทำตามที่ตนเชื่อด้วย)

ไม่ได้พูดเอาใจใคร แต่พูดและทำทุกอย่างให้คนเชื่อมั่นและทำตามผู้นำที่ไม่พร้อมเปลี่ยนม้ากลางศึก ต้องเอาชนะศึกให้ได้ก่อนเป็นเฉพาะหน้า ถ้าทุกคนเชื่ออาจารย์ฉีดแอสตราซิโนแว่ค แม้ไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่เครื่องช่วยหายใจจะไม่ล้น คนไม่ตายเกลื่อนเมือง ชาติรอดครับ

ผม + หมอธีระวัฒน์เพื่อนผม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโรคอุบัติใหม่จากไวรัส+ ศจ ยง ผอ ศูนย์ไวรัสวิทยา ฉีดซิโนแว่คทุกคน ไม่ใช่ฉีดเพื่อสร้างภาพเลียนักการเมือง ไม่มีเหตุผลที่ต้องไปทำอย่างนั้น

แต่ฉีดเพื่อชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนในชาติให้เชื่อมั่นและฉีดตามเพื่อเวลาเป็นไม่เป็นถึงขั้นลงปอดเพื่อระบบ สธ จะไม่ล่มสลาย เพื่อชาติครับ

หากเป็นแล้วไม่มีอาการนอนที่บ้านไม่กี่วันก็หาย

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เป็นวัคซีนที่ยืนบนขาตนเอง และสร้าง โอกาสพึ่งตนเองในระยะยาวได้เพราะเราเป็นโรงงานผลิต หากทั่วโลกขาดวัคซีนเมื่อไร ของเราจะขาดหลังสุด

การรบที่ชนะอเมริกา คือการรบแบบกองโจร (ซิโนแว่คแอสตรา)ครับไม่ได้ใช้อาวุธประสิทธิภาพสูง(ไฟเซอร์โมเดอน่า)อะไรเลย หากเป็นความเสียสละของชนชาติเวียตนามที่ยอมรบอยู่ในรูที่ขุดด้วยสองมือของทหารกล้าขึ้นเอง(เชื่อมั่นและยอมฉีดทุกคนผลิตเองได้)ต่างหากที่ทำให้พวกเขาชนะ ไอ้กัน

เวียตนามเวียตกงก็ฆ่างัยก็ไม่ตาย(ป่วยแล้วไม่ลงปอด)เพราะมันมุดลงรู ในที่สุดชาติรอดรวมชาติได้

ใครในประเทศไทยก็เป็นหวัดทุกครัวเรือนไม่เห็นต้องฉีดวัคซีน เพราะอะไรทราบมั้ย เพราะมันไม่ตาย ไม่พิการ มันหายเอง

วัคซีนอะไร ที่ชาติไทยพึ่งตนเองได้ ฉีดแล้วเป็นโรคที่ไม่ตายไม่พิการ ก็ตอบโจทย์แล้วครับจริงมั้ย โควิดถ้าไม่ลงปอด ไม่ตาย ไม่พิการก็หายเองเหมือนหวัดครับ

ไฟเซอร์โมเดอน่าฉีดแล้วก็ไม่ตายเหมือนกันแต่ไม่พิการนี่ยังไม่มีอะไรรับรองครับ น่าจะมีโรคแฝงไปตลอดชีวิต”


Cr.นพ.มนัส แพทย์จุฬา ซีมะโด่ง 2515

 

 

นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา แชร์ประสบการณ์ใช้วิธีลุกนั่ง sit to stand test เป็นเวลา 1 นาที ช่วยชีวิตพี่สาวซึ่งมีอาการเหนื่อยหอบ มีไข้ต่ำๆ หนาวสั่น หายใจไม่เจ็บ หลังทำพบพี่สาวเหนื่อยหอบมาก สุดท้ายจึงแนะนำให้รีบเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลด่วน ก่อนพบติดเชื้อโควิด-19

วันนี้ (25 เม.ย.) เฟซบุ๊ก “Somros MD Phonglamai” หรือ นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์ประจำศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้ออกมาเผยประสบการณ์หลังพี่สาวของคุณหมอที่อยู่บ้านคนละจังหวัดรู้สึกเหนื่อยหอบ มีไข้ต่ำๆ โดยการทดสอบลุกนั่ง sit to stand test เป็นเวลา 1 นาที

โดยระบุข้อความว่า “การทดสอบลุกนั่ง 1 นาที ช่วยชีวิตพี่สาวหมอ เหตุการณ์​เกิดขึ้นหมาดๆ หมอ โดยวิดีโอคอลกับพี่สาวที่อยู่บ้านคนละจังหวัดกัน เขาบอกว่าเดินไปห้องน้ำก็เหนื่อยแล้ว มีไข้ต่ำๆ หนาวสั่น หายใจไม่เจ็บ แต่เค้าไม่มีที่วัดออกซิเจนปลายนิ้วมือ ผมก็เลยให้ลูกสาวเขาช่วยดูแลทำการทดสอบลุกนั่ง sit to stand test เป็นเวลา 1 นาที หลังลุกนั่ง 1 นาที พี่สาวเหนื่อยหอบมาก หน้าตาแบบรูปเลย เขาพูดไม่ได้ เหนื่อยหอบ แม้ว่าชีพจรจะเต้นไม่เร็วมากแค่ 88 ครั้ง/นาที แต่เหมือนเริ่มมี air hunger หายใจไม่ทันแล้ว ผมบอกรีบไปโรงพยาบาลตอนนี้เลย แล้วเก็บของพร้อมไปอยู่ 14 วัน อาจเป็นหรือไม่เป็นโควิดก็ได้ แต่ x-ray น่าจะมีปอดบวมแล้ว

แต่ผลตรวจ สดๆ ร้อนๆ พบเป็นโควิด และปอดบวม ตอนนี้ที่บ้านผมวุ่นวายมาก ญาติๆ ผม สัมผัสเสี่ยงสูงหลายคน และมีผู้สูงอายุด้วย ญาติๆ ผมเสี่ยงหมด โควิดอังกฤษ โหดจริงๆ ไม่รวมโควิดอินเดียกับแอฟริกาที่กำลังจะเข้ามาไทย

การทดสอบลุกนั่ง sit to stand test เป็นเวลา 1 นาที มีวิธีการดังนี้
1. วัดออกซิเจนปลายนิ้วก่อน ถ้าไม่มีก็จับชีพร 1 นาที
2. ลุกนั่งกับเก้าอี้ โดยห้ามเอามือจับตัวเก้าอี้ มีคนคอยดูหน้า พร้อมกันล้มหัวฟาด
3. ทำไปเรื่อยๆ 1 นาที เอาเท่าที่เร็วที่สุดที่พอไหว
4. วัดออกซิเจน ถ้าตกลงเกิน 3 เปอร์เซ็นต์ หรือ ชีพจร ถ้าเกิน 120 ครั้งต่อนาที หรือคนไข้หายใจหอบเหนื่อยมาก พูดเป็นคำไม่ได้ แสดงว่าน่าจะมีปัญหาในปอดแล้วล่ะ ทำให้ออกซิเจนไม่พอ
 
ทั้งนี้ การลุกนั่ง 1 นาที Sit to stand test แบบใช้จริง แนะนำโดย อ.นิธิพัฒน์ อาจารย์หมอโรคปอด เมื่อวานตอนเช้าและตอนค่ำ ผมได้ใช้เลย ขอบพระคุณ​อาจารย์​มากครับ รายละเอียด ข้อห้ามให้ครบถ้วน อ่านช้าๆ ประชาชนเข้าใจได้ เช่น ของหมอ ก่อนเริ่ม ออกซิเจน 99% ชีพจร 64 หลังทำ ออกซิเจน 98-99% ชีพจร 88 แสดงว่าปอดน่าจะยังดี แต่ไม่ได้การันตีว่าไม่เป็นโควิดนะ ประชาชนทั่วไป ก็ทดสอบตัวเองได้ คนเป็นโควิดทำได้ คนไม่เป็นก็ทำดี ทำตอนแข็งแรงๆ จะได้เอาไว้เป็นมาตรฐานตัวเอง เอาไว้ช่วยชีวิตตัวเอง ก่อนเป็นปอดบวม แชร์ได้เลย ไม่ต้องขออนุญาต​นะครับ”
 

ดื่มกาแฟเป็นประจำช่วยยื้อชีวิตได้

                ผลการวิจัยเสนอในการประชุม The European Society of Cardiology Congress ในประเทศ Spain

พบว่าผู้ใหญ่ที่ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 4 ถ้วยมีโอกาสความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่มหรือไม่ดื่มเลยถึง

ร้อยละ 64 ซึ่งเป็นผลการศึกษาที่ได้ติดตามนานถึง 1 ปี

ชะลอความแก่เพื่อยืดชีวิต

         มนุษย์พยายามที่จะหาทางยืดชีวิตตัวเอง ด้วยวิธีต่างๆมาหลายพันปี โดยใช้วิธีการต่างๆ ทั้งใช้พืชสมุนไพร

ใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งวิธีการต่างๆเท่าที่จะคิดได้ ปัจจุบันมีบริษัทในต่างประเทศหลายแห่งให้บริการชะลอ

ความแก่โดยใช้ขบวนการทางวิทยาศาสตรหลากหลายวิธี เช่น

  1. โดยการให้สารประกอบของเลือดส่วนที่เป็นน้ำหรือพลาสม่า(plasma)ของคนหนุ่มสาวแก่คนชรา ผู้ให้บริการอ้างว่า                                                                                             ผู้ชราที่ได้รับสารนี้ของเลือดในปริมาณครั้งละ 2 ลิตร จะมีอายุยืนขึ้นชัดเจน เนื่องจากเลือดของหนุ่มสาวจะมีสารที่                                                                                      จำเป็นต่อการยืดอายุของเซลล์ ทดแทนเลือดของผู้ชราที่จะผลิตสารที่จำเป็นเหล่านี้ได้น้อยลง ค่าบริการครั้งละ 8,000 USD
  2. มีการผลิตอาหารเสริมที่จะช่วยยืดอายุเซลล์ให้ยืดยาวโดยสารในอาหารเสริมจะไปเร่งการสร้าง NAD+ ซึ่งเป็นสารที่จำเป็น                                                                           หลายร้อยอย่างในร่างกายที่ช่วยยืดชีวิตของเซลล์ ค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารเสริมนี้อยู่ที่ประมาณ 50 USD /เดือน
  3. มีความเชื่อมานานแล้วว่าการควบคุมอาหารจำพวกที่ให้พลังงานอย่างเข้มข้น เช่นการดื่มเฉพาะน้ำโดยงดอาหารทั้งวัน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์                                                          จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและ ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงซึ่งจะส่งผลให้อายุยืนจึงทำให้มีบริษัทหนึ่งผลิตอาหารชุดที่มีพลังงานต่ำขาย                                                                     โดยมีราคาชุดละ 299 USD สามารถใช้ได้ 5 วัน

ถึงแม้ว่าวิธีการดังกล่าวนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนแต่ปัจจุบันที่มีคนจำนวนมากทดลองใช้อยู่ซึ่งจะได้ผลจริงจังแค่ไหนคงต้องรอต่อไป

อย่างไรก็ดีมนุษย์ก็คงจะไม่เลิกหาวิธียืดอายุตัวเองอย่างแน่นอน 

รายงานจากการตรวจสารปนเปื้อน จำพวกสารกันบูดกรดเบนโซอิกแอซิด ในเส้นก๋วยเตี๋ยว

  1. ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก                 17,mg/kg
  2. เส้นหมี่                                 7,mg/kg
  3. ก๋วยจับเส้นใหญ่                    7,mg/kg
  4. ก๋วยจับเส้นเล็ก                      6,mg/kg
  5. บะหมี่โซบะ                           4,mg/kg
  6. ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่                  4,mg/kg

เส้นเหล่านั้นทำจากแป้งข้าวจ้าว อมความชื้นสูงทำให้เชื้อราขึ้นง่าย จึงต้องใช้สารกันบูดมาก ส่วนบะหมี่เหลืองทำจากแป้งสาลี และไข่ จึงไม่จำเป็นต้องใช้และมีความปลอดภัยสูงกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวปกติ

การได้รับสารกันบูดมากจนเกินไปเป็นอันตรายต่อตับและไตถ้าได้รับในปริมาณมากหรือเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้ตับและไตถูกทำลาย