ปรอท (Mercury)

            ปรอทมีรูปแบบปรากฏอยู่ 3 ลักษณะ คือ (1) รูปของโลหะ (metallic mercury) ซึ่งเป็นของเหลวในอุณหภูมิปกติ (2) รูปแบบที่ปรอทจับตัวกับ chlorine, sulfur หรือ oxygen เกิดเป็นสารประกอบอนินทรีย์ หรือเกลือ และ (3) ปรอทที่อยู่ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ เช่น methylmercury และ ethylmercury ได้เคยมีการนำปรอทมาใช้ในรูปแบบของ ของใช้ประจำวันหลายอย่าง เช่น ยา วัคซีน เครื่องสำอาง และในทาง  ทันตกรรม เป็นต้น

            ปรอทเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ไอละเหยของโลหะปรอท ผ่านเข้าทางการหายใจ หรือผ่านทางผิวหนังโดยตรง รวมทั้งปรอทที่อยู่ในสารอุดฟันเป็นต้น แต่การเข้าสู่ร่างกายวิธีนี้ของปรอทถือว่าไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก ทางที่ปรอทเข้าสู่ร่างกายที่ถือว่าสำคัญที่สุดคือผ่านทางอาหาร โดยเฉพาะ จากปลาทะเล ชนิดกินเนื้อที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารระดับสูง เช่น ปลาฉลาม ปลาดาบ ปลาแมคาดอร์เรล และปลาทูน่า เป็นต้น เคยมีรายงานพบปริมาณปรอทในเนื้อปลาฉลาม สูงถึง 4.540 ppm ซึ่งถือว่าสูงมาก มีคำแนะนำว่าไม่ควรกินปลาทูน่ากระป๋องเกินกว่าสัปดาห์ละ 170 กรัม สารประกอบปรอทในเนื้อปลาที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพสูงคือ methylmercury ซึ่งมีอยู่ในเนื้อสัตว์น้ำโดยเฉพาะ เนื้อปลา ซึ่งแม้ทำให้สุกแล้วก็ไม่สามารถกำจัดออกไปให้หมดได้

            สำหรับ ไอปรอท ที่ผ่านเข้าทางระบบหายใจมีความเป็นพิษสูงมาก สามารถผ่านเข้าสู่สมอง ผ่านเข้าสู่เด็กในครรภ์ ก่อให้เกิดอาการพิษ และอาจถึงแก่ชีวิตถ้าได้รับในปริมาณมาก อาการพิษจากไอปรอท แบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 เกิดขึ้น 1-3 วันหลังจากการได้รับไอปรอท อาการที่พบคล้ายกับโรคหวัด ช่วงที่ 2 จะมีอาการทางระบบหายใจและปอด ช่วงที่ 3 จะมีอาการอักเสบของเยื่อบุในปากและคอ สูญเสียความทรงจำ นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อกระตุก และตัวสั่นเป็นต้น

           Methyl mercury (MeHg) ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายจากการกินปลา หรือสัตว์น้ำที่มีสารปรอทอยู่ในเนื้อ อาการพิษที่พบระยะแรกมักไม่ชัดเจน แต่อาจเสียชีวิตได้แม้ได้รับในปริมาณไม่มากนัก ปรอทเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้มีการทำลาย เซลล์ประสาทในสมองส่งผลให้ควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ มีอาการตัวสั่น สูญเสียการมองเห็นและการได้ยิน และยังสามารถถ่ายทอดไปถึงลูกในครรภ์ได้

           สำหรับ Mercuric chloride (HgC2) แม้จะเป็นพิษต่อระบบประสาทเช่นกัน แต่การดูดซึมผ่านทางระบบทางเดินอาหารเป็นไปได้น้อยมาก จึงไม่มีความสำคัญมากนัก เช่นเดียวกับ ethylmercury ที่ปัจจุบันยังไม่รู้ถึงความเป็นพิษมากนัก เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์

ผู้ป่วยรายแรกและรายเดียวของโลกที่หายจากโรคเอดส์และการรักษาโรคเอดส์ในอนาคต

tumblr ln02opECkz1qccxdd

         ผู้ติดเชื้อ HIV ที่หายขาดจากโรคเอดส์รายนี้ชื่อ Timothy Ray Brown ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า Berlin Patient เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน นาย Brown ติดเชื้อ HIV และเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว(Leukemia) จึงได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในปี 2007 แต่ปรากฏว่าไขกระดูกที่ได้รับนั้นได้มาจากผู้บริจาคที่มีการแปรผันของยีนที่พบได้ยากมาก(rare mutation)ยีนหนึ่งคือ CCR5 โดยยีนนี้ทำหน้าที่ สร้างโปรตีน CCR5 ที่อยู่บนผิวของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งโปรตีนนี้มีความสำคัญมากต่อไวรัส HIV เนื่องจากไวรัสต้องอาศัยโปรตีน CCR5 เป็นตัวจับและส่งไวรัสให้เข้าไปภายในเซลล์ ดังนั้นถ้าไม่มีโปรตีน CCR5 อยู่บนผิวของเซลล์ภูมิคุ้มกันไวรัสก็ไม่สามารถเข้าไปทำลายภายในเซลล์ได้ ผลจากการที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกของนาย Timothy Ray Brown จึงทำให้ไวรัส HIV หมดไปจากกระแสเลือดและถือได้ว่าหายจากโรคเอดส์อย่างสมบูรณ์มีหลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนเป็นรายแรกและรายเดียวในโลก

         ผลจากการค้นพบนี้ทำให้มีความหวังในการที่จะรักษาโรคเอดส์ได้ โดยอาจทำได้ 2 วิธีคือการปลูกถ่ายไขกระดูกดังกล่าว และการหาวิธีการที่จะให้ยีน CCR5 ของผู้ป่วยหยุดทำงาน (knock gene) เพื่อไม่ให้มีโปรตีน CCR5 บนผิวของเซลล์ภูมิคุ้มกัน

         วิธีแรกเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีราคาสูง และมีความเสี่ยงต่ออันตรายสูง จึงไม่เหมาะที่จะทำกับผู้ป่วยจำนวนมาก ส่วนวิธีที่สอง ถ้าสามารถพัฒนาเทคนิคการหยุดการทำงานของยีน CCR5 ขึ้นมาได้ก็จะมีความเป็นไปได้สูงที่ในอนาคตจะสามารถยับยั้งเชื่อไวรัส HIV ในกระแสเลือดได้ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานวิจัยที่ทำงานด้านนี้ทั้งในมหาวิทยาลัยต่างๆ และเอกชนกำลังทำการทดลองกันอย่างจริงจัง และพอจะมีผลสรุปได้ว่าได้ผลพอดีสมควรแต่จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไปเพื่อพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลดี และเชื่อถือได้ ดังนั้นเป้าหมายการรักษาโรคเอดส์ ปัจจุบันจึงต้องสร้างเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่มีการจัดการยีนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัส HIV เข้าสู่เซลล์ได้ ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่า นักวิทยาศาสตร์ จะสามารถดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จได้ในระยะไม่ไกลนัก

viverrini

            โรคพยาธิใบไม้ตับจากการติดเชื้อพยาธิ O. viverrini ยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย แม้ว่าจะมียาที่สามารถใช้ในการรักษาได้ผลดี แต่การแพร่กระจายของพยาธิใบไม้ก็ยังไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดรายงานจากการศึกษาเมื่อ พ.ศ.2535 พบว่ามีประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือติดเชื้อประมาณ 7ล้านคน และต่อมาในปี พ.ศ.2541 มีรายงานประมาณการติดเชื้อสูงถึง 13.8 ล้านคน ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจะมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังทำงานได้ไม่เต็มที่ นอกจากนั้นการติดเชื่อพยาธิใบไม้ตับยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่สำคัญคือ มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma)

cholangiocarcinoma

            มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่พบว่ามีอุบัติการณ์สูงมากในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งระบาดของโรคใบไม้ตับมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีเป็น 12 เท่าของประชากรในภาคอื่นรายงานพบว่าอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีของประชากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 54คนต่อประชากร 100,000 คน หรือคิดเป็นอุบัติการณ์ซึ่งได้ปรับอายุแล้ว 87คนต่อประชากร 100,000 คน เพศชายมีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่าเพศหญิง 2-3 เท่า ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับอุบัติการณ์การเกิดโรคนี้ของประชากรในทวีปยุโรปแล้วรับว่าสูงมาก

            จากการศึกษาที่ผ่านมาทั้งการวิจัยทางคลินิกแบบ case-control study การศึกษาทางด้านระบาดวิทยาและการวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่าการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สูงที่สุดต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี มีหลักฐานยืนยันสนับสนุนอย่างชัดเจนว่ากลไกสำคัญเกิดจากกระบวนการร่วมกันของการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และการได้รับสารก่อมะเร็ง ซึ่งได้แก่ ในโตรซามีน ซึ่งสารนี้พบได้มากในอาหารจำพวกหมักดองต่างๆ เช่น ปลาร้า ปลาส้ม ปูดอง และผลไม้ดองต่างๆ

            สำหรับการรักษามะเร็งท่อน้ำดีนั้นปัจจุบันยังขึ้นอยู่กับการผ่าตัดเป็นหลักซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะกำจัดเนื้อมะเร็งออกให้มากที่สุด ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ต้องใช้วิธีฉายรังสี การผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดี อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยในระยะเวลา 5 ปี อยู่ระหว่างร้อยละ 8 ถึง 44 หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นใหม่ของเซลล์มะเร็ง สำหรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะใช้การควยคุมโรคและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ผู้ป่วยซึ่งตรวจพบมะเร็งขึ้นใหม่และผู้ป่วยซึ่งมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น ยาเคมีบำบัดที่ใช้เป็นหลักคือ 5-Fluorouracil (5-FU) โดยใช้ในรูปยาเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น เช่น methotrexate, leucoverin, cisplastin, mitomycin-C, หรือ interferon alpha (IFN-) อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยเคมีบำบัดดังกล่าวนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการยืดอายุผู้ป่วยได้อย่างมี่นัยสำคัญ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนายาและ adjuvant ใหม่ๆ เพื่อใช้ในการบำบัดมะเร็งท่อน้ำดีให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

            มะเร็งตับที่มีอุบัติการณ์สูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่ผู้ป่วยส่วนมากเป็นชายและมักอยู่ในวัยทำงานความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจึงเป็นความสูญเสียของทั้งครอบครัว นับเป็นปัญหาทางสาธารสุขของประเทศที่สำคัญ สาเหตุของการเกิดมะเร็งพบว่ามีปัจจัยร่วมหลากหลาย และประกอบด้วยขบวนการหลายขั้นตอน ทำให้การควบคุมโรคมีได้หลายวิธีนับตั้งแต่การป้องกันการเกิดมะเร็งไปจนถึงการรักษา อย่างไรก็ตามการรักษามะเร็งท่อน้ำดีในปัจจุบันมักไม่ได้ผลเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการทางคลินิกใดๆ ที่จำเพาะในระยะแรก ผู้ป่วยมีอาการต่อเมื่อการดำเนินของโรคก้าวหน้าไปมาก การรักษาโดยการผ่าตัดในผู้ป่วยระยะโรคก้าวหน้าไปแล้วจึงได้ผลน้อยมาก รวมทั้งการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษาก็ไม่ได้ผล ผู้ป่วยมีมักเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น การค้นหาสารที่สามารถให้ผลรักษาและมีอาการพิษต่ำจึง มีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

                มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) รายงานผลการสำรวจคุณภาพผัก-ผลไม้ ประจำปี 2557 โดยสุ่มตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างจากห้างค้าปลีก และตลาดผักทั่วไประหว่างเดือน มีนาคม ถึงเดือน พฤษภาคม 2557 ใน 5จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น ยโสธร และสงขลา ครอบคลุม ผัก-ผลไม้ เช่น คะน้า ถั่วฝักยาว พริก ผักชี กะเพรา ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิล ฝรั่ง และแตงโม โดยส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025  มีผลที่น่าสนใจดังนี้

  1. ผักและผลไม้ที่จำหน่วยโดยทั่วไปมีสารตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 55% เฉพาะชนิดที่ตกค้างเกินค่ามาตรฐานของไทยมีมากถึง 46.6%
  2. ผักและผลไม้ที่ได้รับตรารับรองมาตรฐาน Q มีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากที่สุดโดยพบว่า ผัก Q มีการตกค้างของสารเคมีถึง 87.5% และมีจำนวนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานถึง 62.5%
  3. ห้างค้าปลีก ผัก และผลไม้มีสารเคมีค้างเฉลี่ย 53.3% ตลาดทั่วไป มีสารเคมีตกค้างในอัตราที่ต่ำว่า คืออยู่ที่เฉลี่ย 40%
  4. รายละเอียดของผัก และผลไม้ที่มีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกินกว่ามาตรฐาน

                - ส้มสายน้ำผึ้ง                                       100%

                - ฝรั่ง                                                   69.2%

                - แอปเปิล                                             58.3%

                - คะน้า                                                 53%

                - กะเพรา สตรอว์เบอร์รี่ และส้มจีน              50%

                - ถั่วฝักยาว                                            42.5%

                - ผักชี                                                  36.4%

                - แตงโม                                               15.4%

                - พริกแดง                                             8.3%

มวลกระดูก : การสร้างและการสลาย

 bmkr

               ตั้งแต่เกิดจนตายกระดูกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งด้านการเจริญเติบโตและความหนาแน่นของกระดูก เซลล์ของกระดูกมีชีวิตอยู่ประมาณ 5-6 เดือน จะตายไป แล้วก็มีเซลล์ใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน เราเรียกกระบวนการนี้ว่า “วงจรชีวิตของกระดูก” (Bone turn over) ถ้าวงจรชีวิตของกระดูกสั้นหรือเร็วขึ้นผลที่ได้คือการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก หรือกระดูกบางหรือกระดูกพรุนนั่นเอง

               กระดูกจะมีความหนาแน่นมากที่สุดเมื่อคนเราอายุ 30 ปี ฉะนั้นการส่งเสริมให้คนอายุต่ำกว่า 30 ปี ได้รับแคลเซียมเพียงพอจะมีผลให้ความหนาแน่นของกระดูกตอนอายุ 30 ปี มีมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการส่งเสริม

                จากอายุ 30 ปี ไปแล้วจะเริ่มมีการสูญเสียมากกว่าการสร้างมวลกระดูกเล็กน้อย แต่เมื่อถึงช่วงวัยทองของผู้หญิง การสูญเสียมวลกระดูกจะรุนแรงที่สุด ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วปีละ 3-5%

               เมื่อเข้าวัยเกษียณอายุการสูญเสียของมวลกระดูกก็จะยังมีอยู่ต่อไปประมาณปีละ 0.5-1.0% และเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ การสูญเสียมวลกระดูกก็จะลดลงไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมวลกระดูกลดลง 30 % ขึ้นไปซึ่งทำให้เหลือมวลกระดูกน้อยกว่า 70% กระดูกจะหักได้ง่าย แม้แต่อุบัติเหตุเล็กน้อยหรือแม้แต่การกระแทกเบาๆ หรือก้มตัวเก็บของทำให้กระดูกสันหลังทรุดลงได้โดยง่าย ซึ่งระยะนี้คือระยะกระดูกพรุน ในคนไทยพบว่าผู้หญิงที่อยู่ในระยะอันตรายนี้อยู่ที่อายุ 65 ปี แต่ของผู้ชายกว่าจะถึงระยะนี้จะนานกว่าผู้หญิงเพราะฮอร์โมนเพศยังไม่หมดทันทีทันใดจะค่อยๆ หมดลง และขึ้นกับว่าชายคนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงของเรื่องกระดูกพรุนหรือไม่ เช่นการดื่มเหล้า กาแฟ กินยาบางอย่างประจำ ไม่ได้ออกกำลังกาย มีโรคประจำตัว เป็นต้น

               ฉะนั้นการรักษาโรคกระดูกพรุนจึงจำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก-ผู้ใหญ่-วัยทอง&วัยชรา ไม่ใช่มารักษาเมื่อกระดูกพรุนแล้ว เพราะไม่สามารถรักษาให้กระดูกหายพรุนได้ เพียงแต่รักษาไม่ให้กระดูกพรุนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการรักษาเมื่อกระดูกพรุนแล้วจะต้องเสียเงินมากกว่ารักษาตั้งแต่กระดูกยังไม่พรุนหลายเท่า และจะให้ดีที่สุดต้องรักษาไม่ให้กระดูกพรุนเกิดขึ้นกับคนไข้จนแก่ตายได้ จึงจะนับว่าเป็นการรักษาที่ถูกต้อง

               ที่ผ่านมามีการตรวจความหนาแน่นของกระดูก Bone Mass Density (BMD) ว่ามีกี่ % ถ้าอยู่ระหว่าง 90-100% ก็พอจะนับว่ามีมวลกระดูกปกติ เมื่อไรมีน้อยกว่า 90 % จึงจะเป็นกระดูกบาง และถ้าน้อยกว่า  70% จะเป็นกระดูกพรุน ฉะนั้นการวัดมวลกระดูกจึงบอกสภาพว่ากระดูกอยู่ในสภาพไหนเท่านั้น ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะรอให้การวินิจฉัยว่ามีกระดูกพรุนก่อนจึงจะให้การรักษา นั่นคือความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะการวัดมวลกระดูกไม่สามารถบอกได้ว่าในขณะนั้นมีการสลายเนื้อกระดูกสมดุลกับการสร้างกระดูกใหม่หรือไม่ ถ้าสลายมากว่าสร้างและปล่อยให้สภาพนี้เป็นไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะจบด้วยกระดูกพรุน

               จะทราบได้อย่างไรว่าในขณะนั้นการสูญเสียกระดูกกับการสร้างกระดูกอยู่ในสมดุลหรือไม่ต้อง ใช้วิธีตรวจสารชีวเคมีในเลือดที่เกิดจากการล่มสลายกระดูกและการสร้างกระดูกนั่นคือ Biochemical Bone Markers (BMK)

 *  ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ “การใช้ประโยชน์ Biochemical Bone Markers (BMK)” โดย ศ.กิตติคุณ นพ. เสก อักษรานุเคราะห์ จัดพิมพ์ โดย Roche Diagnostics (Thailand) Ltd.

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ