สถานการณ์ความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศไทย

สำนักคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ได้รายงานข้อมูลการศึกษาด้านความปลอดภัยของอาหารที่คนไทยกินอยู่เป็นประจำวัน เมื่อปี 2552 โดยแยกออกเป็นกลุ่มของอาหาร ดังนี้

1. กลุ่มเนื้อสัตว์บก

    เนื้อไก่และหมูจากฟาร์มมีอัตราการตกค้างของยาปฏิชีวนะและสารเร่งเนื้อแดงค่อนข้างสูง กล่าวคือ เนื้อไก่และเนื้อหมูมีการตกค้างของยาปฏิชีวนะร้อยละ 5.5 และเนื้อหมูมีอัตราการปนเปื้อนของสารเร่งเนื้อแดงร้อยละ 6.0

    ร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปมีการปนเปื้อนของสีสังเคราะห์ และวัสดุกันเสียสูงเกินค่ามาตรฐาน   เนื้อหมูสดที่จำหน่ายในตลาดสดทั่วไปมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ซึ่งก่อให้เกิดโรคในคนได้ เช่นEscherichia coli, Staphylococcus aureus, Clostridium perfringens และ Salmonella spp

    2. กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์

      แม้จะมีการพัฒนาด้านความปลอดภัยของนมมากขึ้น ในปัจจุบัน แต่ยังคงพบปัญหาการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะและจุลินทรีย์เกินมาตรฐานอยู่เสมอ รวมทั้งคุณภาพด้านโภชนาการของนมที่มีโปรตีนต่ำกว่ามาตรฐานสูงถึงประมาณร้อยละ 35

      3. กลุ่มธัญพืชและผลิตภัณฑ์

        กลุ่มธัญพืชจำพวกถั่วเมล็ด เช่น ถั่วลิสง กากถั่วลิสงและข้าวโพด พบว่ามีการปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา โดยเฉพาะสารแอฟลาทอกซินสูงเกินมาตรฐานถึงร้อยละ 11.36 ขณะที่ ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว พบว่ามีการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น แคดเมี่ยม เมทธิลโบรไมด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น

        4. กลุ่มสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ

          สัตว์น้ำที่มีการเพาะเลี้ยงในฟาร์ม และมีการวางจำหน่ายเป็นอาหารประจำวันจำพวก กุ้งและปลา หลากหลายชนิด มีการสำรวจพบว่ามีการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ เช่น Nitrofuran, Chloram phenicol, Oxytetracycline และ Oxolinic acid ในระดับสูงถึงร้อยละ 18.82 ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ นอกจากนั้นยังมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ เช่น Vibrio parahaemolyticus, Vibrio cholerae และ Salmonella spp ในผลิตภัณฑ์กุ้งกุลาดำ ปลาหมึกแช่แข็ง และสินค้าอาหารทะเลต่างๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำอื่นๆ เช่น ลูกชิ้นปลา เนื้อปลาแช่เย็น และแหนมปลา ยังมีการพบมีการปนเปื้อนของสารเคมีจำพวกบอแรกซ์ ซึ่งห้ามใช้ในอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก

          5. กลุ่มผักและผลไม้

            ปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมีที่ใช้ป้องกัน และกำจัดศัตรูพืช จากการสำรวจตัวอย่างผักและผลไม้ในตลาดพบว่า พบสารเคมีตกค้างถึงร้อยละ 36 ในจำนวนนี้ร้อยละ 6 มีการตกค้างเกินกฎหมายกำหนด มีการพบสารห้ามใช้ในอาหารเช่น สีสังเคราะห์ สารกันรา และสารฟอกขาวในผักและผลไม่ร้อยละ 22.67 และยังมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว และแคดเมียม ในผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ร้อยละ 5 เป็นต้น

            *ข้อมูลจาก : กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย โดยคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ 2554

                    ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบ ปัจจุบัน เรารู้แล้วว่ามีอย่างน้อย  5ชนิด ได้แก่ Hep A , Hep B , Hep C , Hep D และ Hep E ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า HepA , Hep E ติดต่อ ผ่าน ทางอาหาร และน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ขณะที่  HepB , Hep C และ HepD  ติดต่อผ่านทางเลือด ทางเพศสัมพันธ์ และถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก

                            ไวรัสตับอักเสบ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนมากกว่าโรคเอดส์ วัณโรค รวมทั้งโรคมาลาเรีย รายงาน ขององค์การอนามัยโลกพบว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคไวรัสตับอักเสบเพิ่มขึ้น 63% จาก 890,000 ราย ในปี 2533  เป็น 1.45 ล้านรายในปี 2556 ขณะที่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์  1.3 ล้านราย วัณโรค 1.4 ล้านราย และ โรคมาลาเรีย 850,000 ราย ในจำนวนนี้ 96 % มีสาเหตุจากการติดเชื้อ Hep B และ Hep C ผู้เสียชีวิตด้วยโรคไวรัสตับอักเสบส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออก และ เอเชียใต้

                            ปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ Hep A และ HepB แล้ว แต่ยังไม่มีสำหรับ  HepC แต่ก็มีวิธีรักษาที่ได้ผลดีถึงแม้ว่าจะยังคงมีราคาสูง ประมาณว่าประชาชนกว่า 95% ไม่รู้ตัวเองว่าได้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว เนื่องจากไม่มีการอาการของโรค และมากกว่า 95% ของผู้เสียชีวิตจากไวรัสตับอีกเสบมีสาเหตุจากการติดเชื้อ Hep B และHep C ดังนั้นเด็กทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้นานอย่างน้อย 5 ปี ขณะที่ผู้ใหญ่ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อค้นหาสภาวะติดเชื้อไวรัสกรณีที่ไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อนก็สามารถได้รับการฉีดวัคซีนได้ แต่ถ้ามีประวัติได้รับเชื้อ Hep B หรือ Hep C  ก็สามารถให้การรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเรื้อรังซึ่งจะนำไปสู่โรคมะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้

             

             

                      มีข้อมูลจาก ผ.ศ.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ.อยุธยา หัวหน้าศูนย์สเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าในร่างกายเรามีสเต็มเซลล์หลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติไม่เหมือนกันให้กำเนิดเซลล์ต่างชนิดกัน ขึ้นอยู่กับสเต็มเซลล์ชนิดนั้นมาจากเนื้อเยื่อชนิดใดปกติ สเต็มเซลล์ของแต่ละเนื้อเยื่อจะทำหน้าที่สร้างเซลล์ใหม่ของเนื้อเยื่อชนิดนั้นขึ้นทดแทนที่สูญไปในแต่ละวันหรือหลังจากเนื้อเยื่อนั้นได้รับบาดเจ็บ สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนไปสร้างเซลล์ของเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น สเต็มเซลล์เลือดไม่สร้างสมอง หรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

                      ปัจจุบันการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ทางการแพทย์ ที่ได้รับการยอมรับได้แก่ การปลูกสเต็มเซลล์ของเลือดที่ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดและสเต็มเซลล์ผิวหนังในผู้ป่วยแผลไหม้เพื่อสร้างผิวหนังใหม่ นอกเหนือจากนี้การปลูกสเต็มเซลล์ระบบอื่นยังทำได้ยาก

                      การฉีดสเต็มเซลล์เพื่อหวังสรรพคุณอื่นๆ เช่นลดอาการอักเสบ เพื่อการเกิดเส้นเลือดใหม่ ลดความเสื่อมของร่างกาย แก้สมองพิการ ความสวยงาม ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้เพียงพอว่าจะเกิดประโยชน์เพียงพอที่จะนำไปใช้ในเวชปฏิบัติทั่วไปและยังผิดกฎหมายด้วย

                      คลินิกที่โฆษณาว่ามีการฉีด สเต็มเซลล์บอกเลยว่า 90% ปลอม ไม่รู้ว่านำอะไรมาฉีด และจากการนำสิ่ง ที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์เพื่อความงามต่างๆมาส่องดูก็ไม่พบเซลล์ซักตัวแต่กลับมีโปรตีนบางตัวที่เป็นอันตราย บางรายอาจถึงตาย มีสารกดภูมิคุ้มกันที่ฉีดแล้วอาจทำให้กระปรี้กระเปล่าแต่เป็นสารก่อมะเร็งหรือมียาสเตียรอยด์ ฉีดแล้วมีผลทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อม

            อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 25 ธันวาคม 2561

             

             

            Munica

                         หมามุ่ยได้รับความสนใจจากการที่นายกรัฐมนตรีแนะชาวนาให้หันมาปลูกหมามุ่ยแทนปลูกข้าว เพื่อ ลดความเสียหายจากความแห้งแล้ง เนื่องจากเมล็ดจากฝักของหมามุ่ยได้ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลายอย่าง และ เป็นที่นิยมในประเทศอินเดียมานาน หมามุ่ยเป็นวัชพืชที่ลำต้นเป็นเถาชอบขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าละเมาะ และป่าโดยทั่วไป หมามุ่ยเป็นพืชทนความแห้งแล้งได้ดี มีฝักขนาดยาว 5 – 10 ซม. มีขนเล็กๆ โดยรอบ เป็นที่รู้กันว่า ขนของฝักหมามุ่ย จะก่อให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง ถ้ามากระทบผิวหนัง หมามุ่ยเป็นพืชที่พบได้ทุกภาคในประเทศไทย

               เมล็ดของหมามุ่ย มีคุณสมบัติเป็นยารักษาได้หลายโรค เป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางในประเทศอินเดีย และ ประเทศอื่นๆอีกกว่า 100 ประเทศ คุณสมบัติทางยาที่สำคัญของเมล็ดหมามุ่ย คือ

            -          ใช้ควบคุมอาการของผู้ป่วยโรค พาร์คินสัน (Parkinson’s disease) ช่วยลดอาการสั่นเนื่องจากเมล็ดหมามุ่ยมีสาร L-dopa ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอยู่ค่อนข้างสูง

            -          ใช้แก้ปัญหาอวัยวะเพศ ไม่แข็งตัวในผู้ชาย (erectile dysfunction) ช่วยให้มีการแข็งตัวได้นาน ช่วยเพิ่มปริมาณ และ ความแข็งแรงของสเปิร์ม

                       ในต่างประเทศผลิตภัณฑ์จากเมล็ดหมามุ่ยถูกบรรจุไว้ในแคปซูลทำให้สะดวกในการกิน แต่ประเทศไทยคุณสมบัติทางยาของเมล็ดหมามุ่ย ยังไม่ได้การรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทย แต่ผู้สนใจอาจทำกินเองในรูปของเมล็ดหมามุ่ยคั่ว บดเป็นผงละลายกินในน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลอภัยภูเบศ แนะนำว่า ไม่ควรกินวันละเกินกว่า 15 เมล็ด หรือ ปริมาณผงประมาณ 5 กรัม

            อภิมหาเศรษฐีจากธุรกิจ คอมพิวเตอร์

            นิตยสาร Forbes ของอเมริกา ฉบับเดือนตุลาคม 2011 ได้จัดอันดับอภิมหาเศรษฐีของอเมริกา 400 คน พบว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ร่ำรวยจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เช่น

            bill-gates

             

            Bill Gates อภิมหาเศรษฐี อันดับที่ 1 อายุ 55 ปี

            ร่ำรวยจาก อาณาจักร Microsoft

            มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น US $ 59 billion

             

             

             

             

             

            mark-zuckerberg

             

            Mark Zuckerberg อายุ 27 ปี อันดับที่ 14

            ร่ำรวยจากอาณาจักร Facebook

            มีมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งสิ้น US $ 17.5 billion

             

             

             

             

             

             

            dustin-moskovitz

             

            Dustin Moskovitz อายุ 27 ปี อันดับที่ 31

            ร่ำรวยจากอาณาจักร Facebook

            มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น US $ 3.5  billion

             

             

             

             

             

             

             

             

             

            Sean-Parker

             

            Sean Parker อายุ 31 ปี อันดับที่ 200

            ร่ำรวยจากอาณาจักร Facebook

            มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิน US $ 2.1 billion

             

             

             

             

             

             

             

             

             

            steve-jobs

             

            Steve Jobs อายุ 56 ปี คนสุดท้ายที่พึ่งเสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆนี้

            สร้างอาณาจักร Apple, Ipod, iPhone และ Ipad จนประสบความสำเร็จ

            ได้รับการยกย่องว่าเป็น ICON of American

            ไม่มีข้อมูล มูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบัน

             

             

             

             

             

               ยังมีอภิมหาเศรษฐีอื่นๆ ที่ร่ำรวยจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดี แต่ไม่ค่อยคุ้นเคยนักในประเทศไทย เช่น Larry Ellison อันดับที่ 3 อาณาจักร Oracle มีมูลค่าทรัพย์สิน US $ 33 billion;  Jeff Bezos อันดับที่ 13 อาณาจักร Amazon.com มีมูลค่าทรัพย์สิน US $ 19.1 billion; Sergey Brin และ Larry Page อันดับที่ 15 จาก อาณาจักร Google มีมูลค่าทรัพย์สินคนละ US $ 16.7 billion;  Michael Dell อันดับที่ 18 ร่ำรวยจาก อาณาจักร Dell Computer มีมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งสิ้น US $ 15 billion;  และ Steve Ballmer จาก อาณาจักร Microsoft มีมูลค่าทรัพย์สิน US $ 13.5 billion;

             

               เป็นที่น่าสังเกตว่า อภิมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและร่ำรวยจากความสำเร็จทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์หลายคน  เรียนไม่จบระดับมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่ว่าเขาพวกนั้นไม่ฉลาด แต่เป็นเพราะพวกเขาฉลาดเกินกว่าจะเสียเวลาเรียนในมหาวิทยาลัยมากกว่า อาทิเช่น

             

                   Bill Gates หลังจากเรียนจบระดับมัธยมสอบ SATs ได้คะแนนเกือบเต็มและได้ทุนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย Harward เมื่อเรียนถึงปีที่ 2 เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา สร้างผลงานมากมายก่อนลาออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองร่วมกับเพื่อน สร้างโปรแกรม Microsoft ใช้กันทั่วโลก

             

                  Sean Parker เมื่ออายุ 15 ปี ถูก FBI จับจากการ hack เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของบริษัทและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และถูกลงโทษ ให้ทำงานเพื่อสังคม อายุ 16 ได้รับรางวัล Virginia State Computer Science Fair จน CIA จ้างไปทำงานด้วย เมื่อเรียนปีที่ 4 เขาหาเงินได้ถึง US $ 80,000 จึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

             

                  Mark Zuckerberg แม่เป็นชาวเกาหลี พ่อมีเชื้อสายยิว ขณะเรียนมัธยม ได้รับรางวัลด้านวิทยาศาสตร์หลายสาขา ขณะเรียนที่มหาวิทยาลัย Harward ได้สร้างโปรแกรมที่เรียกว่า “Facemash” ส่งรูปนักศึกษา 2 คน ออกไป ให้นักศึกษาออกเสียงว่าใครจะดูดีกว่ากัน และมีการจัดอันดับผู้ที่ดูดีที่สุด หลังจากโปรแกรมถูกส่งออกไปช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เมื่อถึงวันจันทร์ มหาวิทยาลัยต้องสั่งปิด เนื่องจากมีการใช้งานมาก ทำให้ Server ของมหาวิทยาลัยเต็มจนใช้งานไม่ได้ ต่อมา Mark จึงหยุดการเรียนที่มหาวิทยาลัยออกมาทำโปรแกรมที่เรียกว่า Facebook ของตัวเอง ซึ่งคำว่า Facebook มาจากหนังสือของมหาวิทยาลัยที่ชื่อ Face Books ที่มีรูปและชื่อของนักศึกษาทุกคนที่อยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย

             

                  Steve Jobs เกิดเมื่อปี 1955 พ่อเป็นนักศึกษาชาว Syria แม่เป็นชาวอเมริกัน หลังคลอดได้ยก Steve ให้ครอบครัว Jobs เป็นบุตรบุญธรรม ขณะเรียนระดับมัธยม ทำงานไปด้วยกับบริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เมื่อเรียนจบระดับมัธยมได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย Reed ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในรัฐ Oregon แต่เรียนได้เพียงเทอมเดียวก็ออกมาตั้งบริษัท Apple ร่วมกับเพื่อน Steve Wozniak ซึ่งเป็นวิศวกรที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง Steve Jobs ไม่ได้เป็นทั้งวิศวกรคอมพิวเตอร์ หรือนักออกแบบอุตสาหกรรม แต่รู้ความต้องการของมนุษย์จึงทำให้ บริษัท Apple เติบโตอย่างรวดเร็ว เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2011 ขณะมีอายุ 56 ปี เขาได้รับยกย่องว่าเป็น American Icon ถัดจาก Thomas Edison และ Henry Ford ในทางธุรกิจก็ถือได้ว่า Steve Jobs เป็นนักบริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แห่งยุกต์ ที่จะได้รับการจดจำอีก 100 ปีข้างหน้า

             

             

            จากข้อมูลนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นอัจฉริยะ อย่างแท้จริง ตามคำกล่าวของ Oscar Wilde ที่ว่า

            "Education is an admirable thing, but it is well to remember from time to time that nothing that is worth knowing can be taught."

            การศึกษาเป็นสิ่งที่ควรชื่นชม แต่ควรระลึกไว้ว่าความรู้ที่มีคุณค่าไม่สามารถสอนกันได้ ต้องมาจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

             

             

             


             

            หมวดหมู่รอง

            สาระน่ารู้

            บทความวิชาการ