breastcancer

                โรคมะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุการตาย อันดับที่ 1 ของโรคมะเร็ง ในสตรีทั่วโลก รองลงมาอันดับที่ 2 คือโรคมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันเรารู้สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งทั้ง 2 ชนิด ค่อนข้างแน่ชัดแล้ว กล่าวคือ มะเร็งปากมดลูกมี่สาเหตุจากการติดเชื้อ ไวรัส HPV ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนมะเร็งเต้านมมีสาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

                ปัจจุบันมีการค้นพบแล้วว่ามี ยีน (gene) 2 ชนิด ที่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ (mutations) จะก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม ยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า BRCA1 และ BRCA2 ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่า สตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 มีโอกาส 50-70 % ที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านม ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA2 มีโอกาสเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม 40-60 % ทั้งนี้ประมาณการโดยใช้ช่วงอายุถึง 70 ปี โดยในประชากรทั่วๆไป สตรีมีความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพียง 12%

                เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานพบยีนใหม่อีกชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม ยีนนี้มีชื่อเรียกว่า PALB2 ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าสตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 35 เมื่อถึงอายุ 70 ปี ในทำนองเดียวกัน สตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ร้อยละ 50-70 เมื่ออายุถึง 70 ปี และผู้ที่การเปลี่ยนแปลงของยีน BCRA2 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมร้อยละ 40-60 เมื่ออายุถึง 70 ปี

                ผลการศึกษาต่อมาพบว่า สตรีที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าสตรีทั่วไป 8-9 เท่า อย่างไรก็ตามผู้วิจัยไม่แนะนำว่าสตรีทั่วไปจำเป็นต้องไปตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเต้านม ยกเว้นผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งถ้าตรวจไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง (mutation) ของยีน BRCA1 และ BRCA2 ควรตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 ไปด้วย

             

            Dr.Alois  Alzheimer เป็นผู้ที่พบว่าโรคนี้มีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว แม้จะมีความพยายามอย่างมากที่จะหาสาเหตุที่แท้จริง ของความผิดปกติของสมองและลดความเสียหายของเซลล์ประสาทของสมองและลดความเสียหายของเซลล์ประสาทของสมองให้ช้าลง แต่ก็ไม่ได้ผลดีมากนัก ยังคงมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นของมนุษย์ และการวินิจฉัยโรคที่มีความถูกต้องมากขึ้น

            อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วมาก็ได้มีการพบว่า สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์เกิดขึ้นจากการสะสมของโปรตีน Amyloid Beta-Amyloid (1-40) และ Beta-Amyloid (1-42)เพิ่มขึ้นในสมอง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ โปรตีน Amyloid จะเข้าไปเกาะติดกับเซลล์ประสาทในสมอง ในปริมาณที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง เซลล์ประสาทค่อยๆเสื่อมลง หมดสภาพการทำหน้าที่ตามปกติในที่สุด ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความจำ และสภาวะการเรียนรู้ไป องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณ 36 ล้านคนทั่วโลก และจำนวนอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในเวลา 14-15 ปีอาการของโรคจะเริ่มจากผู้ป่วยมีความจำสั้น มีความเสื่อมของการเรียนรู้ สูญเสียความจำ จนช่วงท้ายของโรคผู้ป่วยจะไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติได้ ไม่สามารถทำงานได้ ต้องพึ่งพาการดูแลอย่างใกล้ชิด

            ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านวิชาการ ภาพทางการแพทย์ ทำให้แพทย์สามารถค้นหาโปรตีน Amyloid ที่เข้าไปเกาะบนเซลล์ประสาทได้ตั้งแต่ระยะแรกของการสะสม แต่ก็ยังไม่มีวิธีการที่จะเข้าไปยับยั้งการสะสมของโปรตีนนี้ได้ ดังนั้นเป้าหมายของการแก้ไขโรคนี้คือ การผลิตวัคซีนที่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปทำลาย โปรตีน Amyloid ก่อนที่จะเข้าไปเกาะเซลล์ประสาท และการพัฒนายาที่จะเข้าไปป้องกันไม่ให้โปรตีน Amyloid เข้าไปเกาะบนเซลล์ประสาท รวมทั้งช่วยให้เซลล์ประสาทสามารถทำงานได้ท่ามกลางการสะสมของโปรตีน Amyloid ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาวิจัยกันอย่างเข้มข้นซึ่งคาดว่าอาจได้ผล อย่างใดอย่างหนึ่งในเร็วๆนี้

            การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำปัจจุบันทำได้โดยการตรวจหาโปรตีน Amyloid ที่เกาะอยู่บนเซลล์ประสาทในสมองหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว สำหรับการวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการที่ผู้ป่วยสูญเสียความจำ ร่วมกับการใช้เครื่องมือด้านภาพทางการแพทย์ MRT,SPECT หรือ PET เป็นต้น ปัจจุบันมีเทคนิคที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยการตรวจหาปริมาณ Beta-Amyloid โปรตีนชนิด (1-40) และ (1-42) ในน้ำไขสันหลัง (CSF) ด้วยวิธี ELISA แต่วิธีนี้ยังเป็นวิธีใหม่ที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก

            สำหรับการป้องกันและลดความเสี่ยงของสมองให้ช้าลง ในปัจจุบันที่ได้ผลดีพอสมควรคือ การกินอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย และการมีกิจกรรมทางสังคมที่สม่ำเสมอจะทำให้โรคพัฒนาช้าลง รวมทั้งจะช่วยให้อาการบางอย่างกลับคืนดีขึ้นได้

 

โรคเมอร์ส (MERS) Middle East Respiratory syndrome

Middle East Respiratory syndrome

                 โรคเมอร์ส เป็นโรคที่พบใหม่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสชนิด corona virus ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม single-stranded RNA virus ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์เป็นไวรัสที่ติดเชื้อ อยู่บริเวณส่วนต้นของทางเดินหายใจในคน เป็นสาเหตุอาการโรคหวัดทั่วๆไป แต่มีบางสายพันธุ์ที่ติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า เช่น อูฐ และค้างคาว เป็นต้น ต่อมาไวรัสสายพันธ์นี้ได้มีการพัฒนาจนสามารถแพร่เข้ามาติดเชื้อในคนได้ โดยพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกในประเทศ ซาอุอาราเบีย ในปี ค.ศ.2012 ผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ไอ หายใจไม่สะดวก ในที่สุดอาจเสียชีวิต อาการของโรคมีความรุนแรงแตกต่างกันตั้งแต่รุนแรงมากจนถึงรุนแรงน้อย และมีประมาณร้อยละ 20 ที่ไม่แสดงอาการเลย ปัจจุบันยังไม่รู้ว่าไวรัสจากสัตว์เข้าสู่คนด้วยวิธีใด และการติดต่อระหว่างคนเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีข้อมูลว่าการติดต่อมักเกิดขึ้นภายในครอบครัว และจากในโรงพยาบาล ข้อมูลปัจจุบันพบว่ามีผู้ติดเชื้อเมอร์สทั่วโลกกว่า 500คน เสียชีวิตไปแล้ว 140คน โดยยังไม่มียา และวัคซีนที่จะใช้ในการรักษา และป้องกันโรคได้

             ล่าสุดมีรายงานพบผู้ป่วยเป็นโรคเมอร์สในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ป่วยเป็นผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศซาอุอาราเบีย และยังพบต่อมาว่าผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัส โดยไม่มีอาการของโรคแสดงว่าไวรัสมีการติดต่อระหว่างคนได้ จึงเป็นที่น่าวิตกว่าไวรัสอาจแพร่กระจายออกไปทั่วโลกได้ ถ้าไม่การควบคุมที่เหมาะสม เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากเชื่อว่าน่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยในประเทศซาอุอาราเบียมากกว่านี้ แต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง ทำให้ขณะนี้ประเทศซาอุอาราเบีย กำลังเริ่มโครงการทดสอบการติดเชื้อไวรัส ในประชากรอูฐ และสัตว์เลี้ยงอื่นๆทั่วประเทศ โดยมีข้อมูลเบื้องต้นว่าอูฐน่าจะเป็นพาหะที่สำคัญที่สุดของเชื้อไวรัสเมอร์ส ในประเทศซาอุดิอาราเบีย

โรคไข้เลือดออก  Crimean-Congo

 flea-01

                โรคนี้มีการระบาดรุนแรงตั้งแต่ช่วงปี  1944 – 1945 ที่คาบสมุทร  Crimean  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 10 % ต่อมาจึงพบว่า เป็นไวรัสชนิดเดียวกับชนิดที่แยกได้จากประเทศ Congo จึงเป็นที่มาของชื่อ  Crimean – Congo  Hemorrhagic Fever (CCHFV) โรค  CCHFV มีรายงานพบในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา  ตะวันออกกลาง  ยุโรป และ เอเชีย  ปัจจุบัน มีรายงานโรค  CCHFV ในหลายประเทศ  อาทิเช่น  ปากีสถาน  อิหร่าน  อินเดีย  เป็นต้น  รวมทั้งมีรายงานตรวจพบแอนตีบอดีต่อ CCHFV  ในหลายประเทศ ในทวีปยุโรป

 

                CCHFV  เป็น Single standard RNA ไวรัส  เป็นไวรัสที่อยู่ในสัตว์เลี้ยง และ สัตว์ป่า  จำพวก โค  กระบือ  แพะ  แกะ  กระต่าย  โดยสัตว์ไม่แสดงอาการเกิดโรค  คนได้รับเชื้อไวรัสโดยการกัดของเห็บซึ่งติดเชื้อ (Tickborne) และ การได้รับเชื้อจากเลือดของสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง  อาการของโรคช่วงแรกจะมีอาการมีไข้  หนาวสั่น  ปวดท้อง  ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้  ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง  หลังอาการช่วงแรก  3 – 6 วัน  จะมีอาการของเลือดออกเป็นจุดๆ ใต้ผิวหนัง  เหงือก  จมูก  และ อวัยวะภายใน   อัตราการเสียชีวิต  อาจสูงถึง  50 %

 

               การวินิจฉัยอาจทำได้หลายวิธี  เช่น  ตรวจหาแอนตี้บอดี้ต่อไวรัส  ตรวจหาไวรัส  RNA โดยวิธี  RT – PCR  รวมทั้งการแยกเชื้อของผู้ป่วยโดยตรง  ที่สำคัญ คือ  จะต้องวิเคราะห์ แยกโรค  จากการติดเชื้อชนิดอื่น เช่น  Leptospirosis, dengue hemorrhagic  fever, typhoid fever, Ricket tsia  infection    etc .,

 

                การป้องกันและการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่ได้ผลดี  การพัฒนาวัคซีนกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการสำหรับการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่ชัดเจน  โดยมีการพยายามใช้การรักษา โดยใช้ เซรั่มจากผู้ที่หายจากโรค รวมทั้งใช้ยาต้านไวรัสทั่วๆไป  แต่ผลการรักษาปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอน

 

                ยังไม่เคยมีรายงานโรค CCHFV  ในประเทศไทย แต่ควรจะมีการเฝ้าระวังที่เข้มงวด เพราะโรคนี้มีโอกาสแพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทย ได้เช่นเดียวกับโรคติดต่อระหว่างสัตว์  และ  คน ชนิดอื่นๆ

โรคไข้เลือดออก Dengue  hemorrhagic fever

 Aedes-aegypti

 

              โรคไข้เลือดออกมีสาเหตุจากการติดเชื้อ  Dengue Virus โดยมียุงเป็นพาหะ  ยุงลาย (Aedes aegypti)  เป็นยุงที่แพร่พันธุ์ได้ดีในเขตเมืองและเขตชุมชน โรคไข้เลือดออกจึงแพร่กระจายในเขตชุมชนทั่วไป  ไวรัสไข้เลือดออกมี  4  สายพันธุ์  คือ  DENV -1 ,DENV – 2,DENV – 3 และ DENV – 4  แต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน ดังนั้น  การติดเชื้อไวรัสใด สายพันธุ์หนึ่งแล้ว  จึงไม่มีผลต่อการที่ร่างกายจะมีภูมิต้านทาน ต่อไวรัสสายพันธุ์อื่นจึงเป็นโรคไข้เลือดออกซ้ำได้  ซึ่งข้อมูลพบว่า การติดเชื้อนี้ อาการของโรคจะรุนแรงกว่าการติดเชื้อครั้งแรกมาก

 

         ประเทศไทยเป็นแหล่งระบาดของโรคไข้เลือดออกแห่งหนึ่งโดยมีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข  พบว่า  ปี พศ. 2557  มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก  36,404 ราย  เสียชีวิต  30 ราย  แต่ในปี 2558  พบผู้ป่วย สูงถึง  111,826 ราย  เสียชีวิตไปแล้ว  108 ราย และมีข้อมูลว่าโรคนี้มักมีการระบาดใหญ่ โดยจะมีผู้ติดเชื้อมาก ช่วงฤดูฝน เนื่องจากยุงลายมีการแพร่พันธุ์มาก

 

         ปัจจุบันโรคไข้เลือดออกระบาดอยู่ในมากกว่า  100  ประเทศ  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตร้อน  และ เขตอบอุ่นของโลก  รายงานขององค์การอนามัยโลก  (WHO) พบว่า  แต่ละปีมีผู้ติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกไม่น้อยกว่า  400 ล้านคน  เสียชีวิตไม่น้อยกว่า  22,000 คน  ได้มีความพยายามที่จะผลิตวัคซีน ป้องกันโรคไข้เลือดออก มานานกว่า  40  ปี  จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้  ผลจากการวิจัยของบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศฝรั่งเศส (Sanofi)  ได้ประกาศผลสำเร็จของวัคซีน  โดยใช้ชื่อว่า “Dengvaxia” ผลจากการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 40,000 คน  ใน  15 ประเทศ  ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ  โดยวัคซีนให้ผลดีในอาสาสมัครอายุ  9  ปีหรือสูงกว่า ถึง จำนวน 2 ใน 3  และ เพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า  90 % ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง  โดยบริษัท  Sanofi ใช้เวลานานถึงกว่า  20  ปี  ใช้เงินไปทั้งสิ้น  59,000 ล้านบาท  ขณะนี้วัคซีนกำลังถูกนำไปใช้ใน มากกว่า  20  ประเทศทั่วโลก  

 

 

หมวดหมู่รอง

บทความวิชาการ