องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินเกลือโซเดี่ยม ไม่เกินวันละ 2000 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา แต่คนไทยกินเกลือมากกว่านั้นถึง 2 เท่า ทำให้มีผู้ป่วยด้วยโรค หัวใจ หลอดเลือดสมองและไตวาย สูงมาก เป็นผลทำให้มีการสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละ 98,976 ล้านบาท

                ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการติดเค็มถึงประมาณ 22.05 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มโรคต่างๆเช่น

-           โรคความดันโลหิตสูง   13.2         ล้านคน

-           โรคหลอดเลือดสมอง    0.5           ล้านคน

-           โรคหัวใจขาดเลือด        0.75         ล้านคน

-           โรคไต                            7.6           ล้านคน

มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเค็มปีละประมาณ 20,000 คน

                ปกติเรากินอาหารวันละ 3 มื้อ ดังนั้นแต่ละมื้อควรมีเกลือโซเดี่ยมเฉลี่ยไม่เกิน 600 มิลลิกรัม

ตัวอย่างเช่น

-           บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีเกลือ 1275 มิลลิกรัม

-           โจ๊กหรือข้าวตัม 1 ชาม มีเกลือ 1263 มิลลิกรัม

-           ขนมขบเคียวต่างๆ เช่น มันฝรั่ง ปลาเส้น ข้าวเกรียบ สาหร่าย 1 ซอง มีเกลือ 200-600 มิลลิกรัม

ยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือของประเทศไทยจะต้องลดการบริโภคเกลือของประชาชนลง 30 % ภายในปี 2568    

อาร์ซินิก (Arsenic)

                อาร์ซินิก  เป็นสารที่พบปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปโดยเฉพาะในแหล่งน้ำใต้ดิน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะพบ อาร์ซินิก ในรูปของ arsenite หรือ arsenate ปนเปื้อนอยู่ในน้ำดื่มและน้ำใช้ค่อนข้างสูง องค์การอนามัยโลก กำหนดการปนเปื้อนของ อาร์ซินิก  ในน้ำดื่มไว้ไม่ให้เกิน 10 ppb นอกเหนือจากนี้ อาร์ซินิก  ในรูปของ arsenobetaine และ arsenocholine ยังพบปนเปื้อนในอาหารทะเลจำพวก หอย ปู กุ้ง และปลาที่หากินบนผิวดิน ในทางอุตสาหกรรม อาร์ซินิก  ถูกนำมาใช้ในรูปของแกส arsine และสารประกอบอื่นๆเช่น arsenic trioxide ได้ถูกนำมาใช้ทั้งในอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ เพื่อรักษาโรคหลายอย่างเช่น โรคผิวหนัง โรคมะเร็งในเลือด (promyelocytic leukemia) รวมทั้ง arsphenamine ยังเคยถูกนำมาใช้รักษาโรค ซิฟิลิส อย่างกว้างขวางช่วงก่อนมีการค้นพบยาปฎิชีวนะ

               อาร์ซินิก  ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านทางเดินอาหาร บางส่วนผ่านเข้ามาทางระบบหายใจในรูปแบบของ arsenic trioxide เมื่อเข้าสู่กระแสโลหิตจะเข้าไปสะสมในเม็ดเลือด และตับ ทำให้มีอาการโลหิตจาง และตับอักเสบรุนแรง อาร์ซินิก  ในร่างกายจะถูกขับออกโดยผ่านทางปัสสาวะ แต่การกำจัด อาร์ซินิก จะรวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับและสภาวะของผู้ป่วย การสะสมของอาร์ซินิกในร่างกายอาจส่งผลให้มีการเสียชีวิตได้

ภาพจาก www.cnn.com

 

                ไวรัสอีโบลา มีการระบาดครั้งแรกเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว แต่ครั้งนั้นการระบาดไม่รุนแรง และไม่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางเหมือนการระบาดครั้งนี้ ซึ่งพบว่าเริ่มมีการระบาดครั้งแรกประมาณเดือน กรกฎาคมและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ในทวีป อาฟริกาตะวันตก และเริ่มมีการแพร่เข้าสู่ทวีปอื่นๆ ทั้งอเมริกา ออสเตรเลียและเอเซีย

                โดยทั่วไปจุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆจะมีความจำเพาะ และก่อให้เกิดโรคได้เฉพาะในสิ่งมีชีวิตที่มันสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้เท่านั้น เช่นจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในพืช ไม่สามารถเข้ามาเจริญและก่อให้เกิดโรคในสัตว์หรือในคนได้ หรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในสัตว์ก็ไม่สามารถเข้ามาก่อโรคในคน และในพืชได้ ในทำนองเดียวกัน จุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดโรคในคนส่วนใหญ่ ก็ไม่สามารถเข้าไปก่อให้เกิดโรคในสัตว์ และในพืชได้ แต่ก็มีข้อยกเว้น เนื่องจากมีจุลินทรีย์ หลายชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของตัวเองจนสามารถเข้าไปก่อโรคข้ามชนิดของสิ่งมีชีวิตได้ โดยเฉพาะที่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบันคือ ปรสิต แบคทีเรีย และไวรัส หลายชนิด สามารถก่อโรคได้ทั้งในคนและในสัตว์เช่น เชื้อ แอนแทรกเป็นแบคทีเรียที่ก่อโรคได้ทั้งในคนและในสัตว์ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าที่กินพืชเป็นอาหาร หรือ พยาธิใบไม้ในตับ เป็นปรสิตที่ก่อโรคได้ทั้งในคน และในสัตว์จำพวกสุนัขและแมว เป็นต้น แต่ในจำนวนสิ่งมีชีวิตก่อโรคเหล่านี้ ไวรัส เป็นจุลินทรีย์ ที่มีขนาดเล็กที่สุด มีความสามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของตัวเองเพื่อเข้าสู่สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ ได้รวดเร็วที่สุด ในช่วง 20 ปี ที่แล้วมา มีไวรัสที่อาศัยอยู่ในสัตว์ตามปกติได้มีการพัฒนาจนเข้ามาก่อให้เกิดโรคในคนได้หลายชนิด เช่น ไวรัสโรคเอดส์ ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในสัตว์จำพวกลิง ไวรัสโรคซาร์ (SAR) ติดต่อสู่คนจากสัตว์จำพวกหมู ไวรัสโรคเมอร์ (MERS) ติดต่อสู่คนโดยผ่านสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงจำพวกค้างคาวและอูฐ และไวรัสโรคไข้หวัดนก นำโรคเข้าสู่คนโดยสัตว์ปีก เป็นต้น

                ไวรัสอีโบลา เริ่มระบาดครั้งแรกในปีนี้ เมื่อประมาณเดือน กรกฎาคม 2557 ใน 3 ประเทศ คือ Guinea, Sierra Leone และ Liberia ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกของทวีป อาฟริกา ต่อมาการระบาดได้เข้าสู่ประเทศใกล้เคียง เช่น Nigeria และ Senegal และ Congo รวมทั้งเริ่มกระจายไปสู่นอกทวีปอาฟริกา โรคอีโบลา เป็นโรคระบาดร้ายแรงเนื่องจาก ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงประมาณร้อยละ 50


ตารางแสดงสถานการณ์ล่าสุดโรคอีโบลาในโลก

ประเทศ

จำนวนผู้ติดเชื้อ

จำนวนผู้เสียชีวิต

จำนวนผู้สงสัยติดเชื้อ

Liberia

3,924

2,210

-

Sierra Leone

2,789

879

-

Guinea

1,298

768

-

Congo

70

43

-

Senegal

1

-

-

Nigeria

20

8

-

United States

1*

1

-

Australia

-

-

11

Taiwan

-

-

1

Spain

1

-

-

Czech Republic

-

-

1

Macedonia

-

-

1

รวม

8,084

3,909

14

 

* ติดเชื้อมาจากนอกประเทศ

* ข้อมูลจาก Bangkok Post October 11, 2014

                 

              ข้อมูลปัจจุบันเชื่อว่าไวรัสอีโบลาติดต่อระหว่างมนุษย์จากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง เช่นเลือด น้ำเหลือง น้ำมูก น้ำลาย ระยะฟักตัวของอีโบลา ประมาณ 21 วัน หลังการได้รับเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดท้อง มีเลือดออก ที่อวัยวะภายใน ผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดี มากกว่า 50% ของผู้ป่วยจะเสียชีวิต สาเหตุที่เชื่อว่าโรคติดต่อโดยการสัมผัสเท่านั้น เนื่องจากการติดต่อมักเกิดขึ้น ภายในครอบครัวหรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่ม เจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข เช่นแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงน่าจะมีมากกว่า ที่ได้รับรายงานไว้มาก และมีการคาดการณ์ว่า ถ้ายังไม่มีการควบคุมที่ดี เมื่อถึงเดือน มกราคม 2558 อาจมีผู้ติดเชื้อถึง 1.4 ล้านคน อาจก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษกิจ แก่ประเทศที่มีการระบาดมหาศาล

                ข้อมูลล่าสุด (12 ตุลาคม 2557) มีผู้ป่วยในประเทศแถบอาฟริกาตะวันตกทั้งสิ้น 8,398 คน เสียชีวิตแล้ว 4,033 คน และพยาบาลผู้ดูแลผู้เสียชีวิตด้วยอีโบลาคนแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาด้วยแล้ว

เกลือและสุขภาพ

salt 1

                เกลือเป็นสารประกอบที่จำเป็นต่อชีวิตโดยเฉพาะโซเดียมเป็นสารที่เราได้รับพร้อมกับอาหารทุกวันมากบ้างน้อยบ้างตามพฤติกรรมของแต่ละคน เกลือโซเดียมที่ใช้ในการประกอบอาหารอยู่ในหลายรูปแบบ ที่สำคัญคือ เกลือแกง หรือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ผงชูรส หรือโมโนโซเดียมกลูตาเมต (Sodium Monoglutamate) และผงฟูโซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) ในโมเลกุลของเกลือเหล่านี้ โซเดียมเป็นสารที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากที่สุด เนื่องจากโซเดียมทำหน้าที่ความคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย และเกลือแกงเป็นเกลือที่ใช้ในการประกอบอาหารมากที่สุด นอกจากเราจะได้รับเกลือแกงจากการประกอบอาหารโดยตรงแล้ว เกลือแกงยังเป็นส่วนประกอบของซอสชูรสต่างๆ เช่น น้ำปลา น้ำซีอิ้ว ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ เป็นต้น นอกจากนั้นเกลือแกงยังเป็นสารที่สำคัญในการถนอมอาหาร เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า รวมทั้งของหมักดองต่างๆ

                 องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าแต่ละวันเราไม่ควรกินเกลือเกินกว่า 5 กรัม (ประมาณ 1 ช้อนชา) แต่จากข้อมูลการสำรวจพบว่าคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย กินเกลือมากกว่านั้นถึง 2 เท่า คนไทยกินเกลือเฉลี่ยวันละ 10.8 กรัม ปกติเกลือส่วนเกินถ้าไม่มากมักจะถูกขับออกผ่านไต ออกทางปัสสาวะ และเหงื่อโดยไม่กระทบต่อสุขภาพมากนัก แต่ถ้าเกลือส่วนเกินมีปริมาณมาก เกลือจะดึงน้ำในร่างกายมาสะสมในกระแสโลหิต เมื่อมีการสะสมมากเข้า หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้นก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงซึ่งจะนำไปสู่โรคหัวใจ และหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะเดียวกันไตก็จะทำงานหนักมากขึ้น ทำให้เกิดโรคไตตามมา

                รายงานจากกระทรวงสาธารณะสุขพบว่า จากการสำรวจอัตราการเป็นโรคความดันโลหิตสูงของคนไทยที่ช่วงปี 2543-2553 พบว่าคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 259 ต่อ 100,000 คน เป็น 1,349 ต่อ 100,000 คน เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า และประมาณ 20 ล้านคน ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคไต  และโรคหัวใจ รวมทั้งอัมพาต ถ้าผู้ป่วยเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมการบริโภคเกลือให้ลดลงได้ โรคก็จะนำไปสู่อาการไตวาย ซึ่งต้องทำการล้างไต และฟอกเลือดเป็นประจำ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล จนกว่าจะได้รับการแก้ เช่น เปลี่ยนไต ซึ่งก็ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก

                แม้ว่าเราจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีเกลือแต่เราก็สามารถควบคุมให้มีความเหมาะสมได้ วิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ

  1. ลดการใส่เกลือรูปแบบต่างๆ ในการปรุงอาหารลง 30-50% โดยค่อยๆลดลงเป็นขั้นตอนเพื่อให้ลิ้นได้มีโอกาสปรับการรับรสเค็มตามเหมาะสม
  2. หลีกเลี่ยงการเติมเกลือ น้ำปลา หรือซอส ในอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้วก่อนบริโภค
  3. ลดหรือหลีกเลี่ยง อาหารที่ได้รับการถนอมด้วยเกลือในปริมาณมาก เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า รวมทั้งอาหารอบทอดที่ผสมเกลือปริมาณสูง เช่น มันฝรั่งทอด และของขบเขี้ยวต่างๆ

red meat with cancer

                  มีข้อมูลรายงานทางวิชาการจำนวนมาก ที่เชื่อมโยงการกินเนื้อแดง (red meat) เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ เนื้อแกะ โดยเฉพาะในรูปแบบของเนื้อแปรรูป (processed meats) มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ เนื้อแดงแปรรูปเหล่านี้ ได้แก่ แฮม ไส้กรอก เบคอน ซาลามี ซึ่งน่าจะรวมถึง แหนม กุนเชียง และไส้กรอกอิสานของไทยด้วย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าอาหารแปรรูปเหล่านี้มีสารเคมี ไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งซึ่งเมื่อมีการสะสมในร่างกายทำปฏิกิริยากับปัจจัยอื่นในร่างกาย เช่นการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร หรือสารอื่นที่ร่างกายได้รับผ่านทางอาหาร ก็จะทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารบางชนิด เช่นมะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นต้น นอกเหนือจากนี้เนื้อแดงแปรรูปยังประกอบไปด้วย ไขมันอิ่มตัว โซเดียม และสารอื่นในขบวนการผลิต ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจร่วมด้วย

                ล่าสุดศูนย์วิจัยโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลก WHO International Agency for Research on Cancer (IARC) รายงานผลการศึกษาจาก 800 โครงการทั่วโลก จัดให้เนื้อแดงแปรรูป อยู่ใน กลุ่มที่ 1 (Group 1) ของอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในคน (carcinogenic to human) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับบุหรี่ เหล้า แร่ใยหิน และเบนซิน และจัดให้เนื้อแดงปกติอยู่ในกลุ่ม 2A (Group 2A) หมายถึงอาหารที่อาจก่อมะเร็งในคน (probably carcinogenic to human) ซึ่งได้แก่เนื้อแดง ที่ได้รับความร้อนสูงจากการ ปิ้ง ย่าง หรือ อบ

                สำหรับในประทศไทย มีรายงานจาก สถาบันวิจัยโรคมะเร็ง พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 1 ของคนไทย โดยมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น ปีละไม่น้อยกว่า 120,000 คน สาเหตุสำคัญคืออุปนิสัยของการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไป เริ่มกินอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าโรคมะเร็งทางเดินอาหารเป็นโรคมะเร็ง อันดับที่ 3 ของผู้ชาย รองจากมะเร็งตับ และมะเร็งปอด ส่วนผู้หญิง โรคมะเร็งลำไส้เป็นอันดับ 5 รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด

                อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโรคชี้แจงว่า รายงานนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหยุดกิน เนื้อแดงแปรรูป แต่ควรควบคุมให้กินเนื้อแดง เนื้อแดงแปรรูป แต่พอประมาณ เช่นสัปดาห์ละ ประมาณ 5 ขีด เป็นต้น โดยหันมากินอาหารโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้น เช่น ไข่ เต้าหู้ และถั่ว รวมทั้งการกินอาหารให้หลากหลายมากขึ้น

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ