โรคไลม์ (Lyme disease)

                โรคไลม์มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย genus borrelia ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม spirochetes มี flagellum ช่วยใน

การเคลื่อนไหว ชนิดที่พบทำให้เกิดโรคได้บ่อยคือ Borrelia burgdorferi และ ยังมีชนิดอื่นๆที่พบได้เช่นกัน อาทิเช่น

B.afzelii , B. garinii และ B.burgdorferi sensu stricto etc.

                สัตว์ที่ติดเชื้อโรคไลม์ และ เป็นแหล่งกักตุนโรคมีทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า จำพวก สุนัข ม้า วัว ควาย เป็นต้น

รวมทั้งเคยมีรายงานการติดเชื้อในหนูด้วย เห็บ (ticks) เป็นพาหะนำโรค ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ Ixodes scapularis และ

I.pacificus ซึ่งได้รับเชื้อจากการกินเลือดจากสัตว์ที่เป็นตัวกักตุนโรค และนำเชื้อโรคเข้าสู่คนโดยการมากัดกินเลือดคนจาก

การที่คนเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ

                อาการของโรคไลม์ในคนจะแสดงขึ้นหลังได้รับเชื้อ 2-4 สับดาห์ โดยอาการที่พบได้บ่อยคือมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว

ปวดข้อ รวมทั้งอาการ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นทำได้โดย สังเกตอาการณ์มีผื่นบวมแดงบน

ผิวหนังบริเวณที่เห็บกัด ซึ่งมีลักษณะกลมและมีขอบนูนขึ้นโดยรอบคล้ายตาวัวเรียกว่า erythema migrans หรือ       

bull-eye rash สำหรับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการทำโดยการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ Borrelia ในเลือดหรือใน

น้ำไขสันหลัง ซึ่งทำได้หลายวิธีเช่น enzyme immunoassay (EIA) , immunofluorescent antibody (IFA) เป็นต้น

โรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

โลหะหนักที่เป็นพิษ (Toxic elements)

มีโลหะหนักหลายชนิดที่มนุษย์ได้รับจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดอาการต่างๆของโรค ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม ตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยจนถึงอาการรุนแรง รวมทั้งถึงการเสียชีวิต ในจำนวนโลหะหนักที่มีมากมายในสิ่งแวดล้อม สารที่ปัจจุบันถือน่าเป็นภัยต่อสุขภาพมากที่สุด ได้แก่ ตะกั่ว(Lead) ปรอท(Mercury) แคดเมียม(Cadmium) และ อาเซนิก(Arsenic) บทความนี้จะบรรยายอย่างย่อๆ โดยจะเน้นเฉพาะส่วนที่สารนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขอนามัยของเรา

ตะกั่ว (Lead)

ตะกั่วนับเป็นโลหะหนัก อันดับต้นๆที่รับรู้กันมานานว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกาย แล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆของร่างกาย สารตะกั่วมีอยู่ในของใช้ประจำวันต่างๆ เช่นใน แบตเตอรี่ สีย้อม สีทาบ้าน ของเล่นเด็ก การทำซีรามิค น้ำมันรถยนต์ รวมทั้งเครื่องมือแพทย์ และเครื่องสำอาง ตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางคือ ทางระบบหายใจ และทางระบบทางเดินอาหาร แต่ส่วนใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางอาหาร ผู้ใหญ่จะดูดซึมประมาณ 15% ของตะกั่วที่อยู่ในอาหาร แต่เด็กและหญิงตั้งครรภ์จะดูดซึมได้สูงถึง 50% ดังนั้นตะกั่วจึงเป็นอันตรายต่อเด็ก และหญิงตั้งครรภ์มากกว่าผู้ใหญ่

ตะกั่วที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตจะจับตัวกับ hemoglobin และถูกนำไปสะสมในเนื้อเยื่ออ่อน (softtissue) โดยเฉพาะ ตับและไต รวมทั้งในกระดูกและในเส้นผม แต่ในที่สุดตะกั่วในร่างกายเกือบทั้งหมดจะเข้าไปสะสมอยู่ในกระดูกซึ่งสามารถอยู่ได้นานถึงกว่า 60 ปี (half-life = 32 ปี)

อาการพิษจากตะกั่วอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ อาการเฉียบพลัน (acute exposure) จะพบกรณีที่ได้รับสารตะกั่วจำนวนมากในระยะเวลาสั้น สารตะกั่วจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะสมอง อาการตัวสั่น ไม่รู้สึกตัว ส่วนผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารจะมีอาการปวดท้อง จุก เสียด คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น สำหรับผู้ที่ได้รับสารตะกั่วทีละเล็กละน้อยเป็นเวลานานจะมีอาการเรื้อรัง (chronic exposure) อาการที่พบคือ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร ท้องผูก มีเลือดออกในปัสสาวะและโลหิตจาง

ตะกั่วส่งผลอย่างมากต่อหญิงที่ตั้งครรภ์และเด็ก พิษจากสารตะกั่วจะทำให้เด็กมีไอคิวต่ำ และอาจเสียการได้ยิน ระดับของสารตะกั่วในเลือดที่ยอมรับได้คือ ต่ำกว่า 5 microgram/dl และในปัสสาวะต่ำกว่า 50 microgram/g creatinine

การตรวจหาสารตะกั่วจะต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Atomic absorption spectroscopy (AAS), Inductively coupled plasmaoptical emission spectroscopy (ICP-OES) หรือ Inductively coupled plasma-mass spectrometry (ICP-MS) เป็นต้น

ไวรัส HPV กับการติดเชื้อในผู้ชาย

                จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าไวรัส HPV เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูกในสตรี แต่ผลงานตีพิมพ์ใน

วารสารทางวิชาการหลายฉบับพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ชาย 11ล้านคน และ ผู้หญิง 3.2ล้านคน ติดเชื้อไวรัส

HPV ที่บริเวณช่องปาก ในจำนวนนี้ ผู้ชาย 7 ล้านคน และ ผู้หญิง 1.4 ล้านคน ติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิด

โรคมะเร็งบริเวณลำคอ ลิ้น และบริเวณส่วนหัว และคอ ของผู้ติดเชื้อได้ อาทิเช่น ต่อมทอนซิล กล่องเสียง และด้านหลัง

ของลำคอ เป็นต้น รายงานยังระบุด้วยว่าโรคมะเร็งของช่องปากเพิ่มขึ้นมากจนกำลังจะพบมากกว่าโรคมะเร็งปากมดลูก

ในผู้หญิงแล้ว

                รายงานยังพบว่าชายมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ HPV บริเวณช่องปากโดยเฉพาะในกลุ่มรักร่วมเพศ ดังนั้น

ผู้ชายอาจต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ด้วยเช่นเดียวกับผู้หญิง

ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C หรือ HCV) โรคมะเร็งตับและการวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ

 

hepatitiscHCV เป็น single-stranded RNA Virus เป็นสาเหตุสำคัญของโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งของเนื้อตับ การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกันปัจจุบันวิธีที่ถูกนำมาใช้และได้ผลดี คือ

ภาพประกอบจาก www.hepcni.net

 

1.วิธีทางวิทยาภูมิคุ้มกัน (Serological Assays) 

            เป็นวิธีการทดสอบเพื่อหาภูมิคุ้มกัน (antibodies) ต่อไวรัส หรือเพื่อวิเคราะห์หาแอนติเจน (antigens) ของไวรัสซึ่งประกอบด้วย2 วิธีหลักคือ enzyme immunoassay (EIA) และ chemiluminescence immunoassay (CIA) ปัจจุบันวิธี EIA และ CIA ได้มีการพัฒนาขึ้นมาถึงช่วงที่ 3 (third generation) ซึ่งสามารถตรวจพบแอนติบอดี้ต่อ HCV ได้ระหว่างช่วง 8-10 สัปดาห์ หลังจากการติดเชื้อและจะสามารถตรวจพบได้จนนานถึง 6 เดือน หรือถึงตลอดชีวิตผู้ป่วยหลังจากการติดเชื้อ วิธีนี้มีความจำเพาะสำหรับการวินิจฉัยการติดเชื้อ HCV สูงถึง 99% และมีความไววในการตรวจหา HCV สูงถึง 97%

ส่วนการนำวิธี EIA และ CIA มาใช้ในการตรวจหาแอนติเจน (HCV core antigen) นับเป็นการพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเนื่องจากการตรวจวิเคราะห์แอนติเจนจะให้ผลที่มีความไวในการตรวจหาไวรัสได้ภายในเวลา 1-2 วัน หลังการตรวจพบเชื้อด้วยวิธีทางอณูชีววิทยา (molecular test) ซึ่งปกติจะตรวจพบเชื้อไวรัสได้ภายใน 1-3 สัปดาห์ หลังการติดเชื้อและวิธีตรวจหาแอนติเจนของไวรัสจะมีความจำเพาะในการวินิจฉัยการติดเชื้อสูงถึง 99.5%

การตรวจหาแอนติบอดี้ต่อ HCV แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือ กรณีที่ผลการตรวจออกมาเป็นบวก (reactive HCV antibody) ก็ไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวการณ์ติดเชื้อในขณะตรวจเนื่องจากแอนติบอดี้ต่อ HCV จะคงอยู่ในกระแสเลือดของผู้ป่วยได้นานหลายปี จนถึงตลอดชีวิต ดังนั้นกรณีที่ผลการตรวจหาแอนติบอดี้ต่อ HCV เป็นบวกจึงจำเป็นต้องทำการตรวจยืนยันด้วยวิธีอื่น เช่นการตรวจหาแอนติเจนของ HCV รวมทั้งการตรวจด้วยวิธีทางอณูวิทยา ตามวิธี nucleic acid test (NAT) เพื่อวิเคราะห์หา HCV RNA เป็นต้น

2.วิธีทางอณูวิทยา (Molecular Technique)

               เป็นวิธีการทดสอบระดับโมเลกุลของไวรัส ซึ่งรวมถึงวิธีการตรวจหา HCV RNA การตรวจเพื่อวิเคราะห์ปริมาณของ RNA ในกระแสโลหิต รวมทั้งการวิเคราะห์ยีนของไวรัส (HCV genotype) วิธีนี้เป็นวิธีที่ซับซ้อนและมีราคาแพงกว่าวิธีแรก แต่เป็นวิธีที่มีความไว และความแม่นยำสูงส่วนใหญ่จึงเป็นการประเมินภาวะการติดเชื้อเรื้อรัง การรักษาและการติดตามผลการรักษาของโรค

               เทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ทั้งด้านปริมาณและประเภทของ HCV RNA ได้แก่วิธี polymerase chain reaction (PCR) เป็นวิธีที่มีความไวและความแม่นยำสูงมาก น้ำยาที่มีขายในท้องตลาดบางชนิดให้ความไวของการติดเชื้อสูงถึง 98-99% และมีความแม่นยำสูงถึง 99.5% สามารถตรวจพบ HCV RNA ในเลือดของผู้ติดเชื้อภายใน 1-3 สัปดาห์หลังการได้รับเชื้อไวรัส และสามารถตรวจพบปริมาณ ไวรัส RNA ต่ำสุด 10 IU/ml ถึงสูงสุด 10 million IU/ml.

              สำหรับการวิเคราะห์ยีนของ HCV ไวรัส มักใช้เป็นการทดสอบขั้นสุดท้าย เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อประโยชน์ในการหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ในกรณีที่การรักษาตามปกติไม่ได้ผลดี เป็นต้น

            องค์การอนามัยโลกจัดไวรัสตับอักเสบบี (HepB) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของโลกเนื่องจากผู้ได้รับเชื้อมีความเสี่ยงสูง จากการเสียชีวิตด้วยโรคตับแข็ง และ มะเร็งตับ ประมาณว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง 240 ล้านคน และทุกปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับไม่น้อยกว่า 686,000 คน

                สำหรับประเทศไทยมีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีประมาณ 3 ล้านคน  ในจำนวนนั้น 90-95 % อยู่ในสภาวะ ติดเชื้อเฉียบพลัน สามารถรักษาได้ ส่วนอีก 5-10 % อยู่ในสภาวะติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งจะนำไปสู่โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้

                ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีจะมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด และในน้ำคัดหลั่งต่างๆของร่างกายดังนั้นการติดต่อจึงเกิดได้หลายช่องทาง เช่น การได้รับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อจากการรักษา การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก การใช้มีดโกนร่วมกัน เป็นต้น นอกจากนั้นไวรัสยังสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ จากแม่ที่ติดเชื้อสู่ทารกขณะคลอด ด้วย

ข้อมูลของปี 2555 พบว่า ชายไทยเป็นมะเร็งตับ และ มะเร็งท่อน้ำดี เป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะที่หญิงไทยมะเร็งตับเป็นอันดับ 5 รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ มะเร็งปอด

                วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะ จะต้องลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อดังกล่าวแล้ว ผู้หญิงมีครรภ์ควรได้รับการตรวจสภาวะการติดเชื้อไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อทารกขณะคลอดและทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อไวรัสต้องได้รับการฉีกวัคซีนเพื่อได้รับ แอนติบกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัสทันที่ที่คลอดเพื่อกำจัดไวรัส สำหรับผู้ใหญ่ทุกคนควรได้รับการฉีกวัคซีน ปัจจุบันการตรวจเลือด ทางห้องปฏิบัติการสามารถบอกได้ว่าควรได้รับการฉีดวัคซีนหรือไม่หรือควรได้รับการดูแลอย่างไรถ้ามีการติดเชื้อแล้ว เป็นต้น การฉีดวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็ม ในช่วงเวลา 6 เดือน  หรือ 4 เข็มในเวลา 1 ปี วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงถึง 95 % และสามารถป้องกันการติดเชื้อได้นาน 5 ปี หลังจากนั้นจึงควรมีการฉีดกระตุ้นซ้ำทุก 5 ปี  เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านการติดเชื้อไวรัสอย่างต่อเนื่อง

 

หมวดหมู่รอง

บทความวิชาการ