Munica

             หมามุ่ยได้รับความสนใจจากการที่นายกรัฐมนตรีแนะชาวนาให้หันมาปลูกหมามุ่ยแทนปลูกข้าว เพื่อ ลดความเสียหายจากความแห้งแล้ง เนื่องจากเมล็ดจากฝักของหมามุ่ยได้ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลายอย่าง และ เป็นที่นิยมในประเทศอินเดียมานาน หมามุ่ยเป็นวัชพืชที่ลำต้นเป็นเถาชอบขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าละเมาะ และป่าโดยทั่วไป หมามุ่ยเป็นพืชทนความแห้งแล้งได้ดี มีฝักขนาดยาว 5 – 10 ซม. มีขนเล็กๆ โดยรอบ เป็นที่รู้กันว่า ขนของฝักหมามุ่ย จะก่อให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง ถ้ามากระทบผิวหนัง หมามุ่ยเป็นพืชที่พบได้ทุกภาคในประเทศไทย

   เมล็ดของหมามุ่ย มีคุณสมบัติเป็นยารักษาได้หลายโรค เป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางในประเทศอินเดีย และ ประเทศอื่นๆอีกกว่า 100 ประเทศ คุณสมบัติทางยาที่สำคัญของเมล็ดหมามุ่ย คือ

-          ใช้ควบคุมอาการของผู้ป่วยโรค พาร์คินสัน (Parkinson’s disease) ช่วยลดอาการสั่นเนื่องจากเมล็ดหมามุ่ยมีสาร L-dopa ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอยู่ค่อนข้างสูง

-          ใช้แก้ปัญหาอวัยวะเพศ ไม่แข็งตัวในผู้ชาย (erectile dysfunction) ช่วยให้มีการแข็งตัวได้นาน ช่วยเพิ่มปริมาณ และ ความแข็งแรงของสเปิร์ม

           ในต่างประเทศผลิตภัณฑ์จากเมล็ดหมามุ่ยถูกบรรจุไว้ในแคปซูลทำให้สะดวกในการกิน แต่ประเทศไทยคุณสมบัติทางยาของเมล็ดหมามุ่ย ยังไม่ได้การรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทย แต่ผู้สนใจอาจทำกินเองในรูปของเมล็ดหมามุ่ยคั่ว บดเป็นผงละลายกินในน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลอภัยภูเบศ แนะนำว่า ไม่ควรกินวันละเกินกว่า 15 เมล็ด หรือ ปริมาณผงประมาณ 5 กรัม

อภิมหาเศรษฐีจากธุรกิจ คอมพิวเตอร์

นิตยสาร Forbes ของอเมริกา ฉบับเดือนตุลาคม 2011 ได้จัดอันดับอภิมหาเศรษฐีของอเมริกา 400 คน พบว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ร่ำรวยจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เช่น

bill-gates

 

Bill Gates อภิมหาเศรษฐี อันดับที่ 1 อายุ 55 ปี

ร่ำรวยจาก อาณาจักร Microsoft

มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น US $ 59 billion

 

 

 

 

 

mark-zuckerberg

 

Mark Zuckerberg อายุ 27 ปี อันดับที่ 14

ร่ำรวยจากอาณาจักร Facebook

มีมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งสิ้น US $ 17.5 billion

 

 

 

 

 

 

dustin-moskovitz

 

Dustin Moskovitz อายุ 27 ปี อันดับที่ 31

ร่ำรวยจากอาณาจักร Facebook

มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น US $ 3.5  billion

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Sean-Parker

 

Sean Parker อายุ 31 ปี อันดับที่ 200

ร่ำรวยจากอาณาจักร Facebook

มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิน US $ 2.1 billion

 

 

 

 

 

 

 

 

 

steve-jobs

 

Steve Jobs อายุ 56 ปี คนสุดท้ายที่พึ่งเสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆนี้

สร้างอาณาจักร Apple, Ipod, iPhone และ Ipad จนประสบความสำเร็จ

ได้รับการยกย่องว่าเป็น ICON of American

ไม่มีข้อมูล มูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

   ยังมีอภิมหาเศรษฐีอื่นๆ ที่ร่ำรวยจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดี แต่ไม่ค่อยคุ้นเคยนักในประเทศไทย เช่น Larry Ellison อันดับที่ 3 อาณาจักร Oracle มีมูลค่าทรัพย์สิน US $ 33 billion;  Jeff Bezos อันดับที่ 13 อาณาจักร Amazon.com มีมูลค่าทรัพย์สิน US $ 19.1 billion; Sergey Brin และ Larry Page อันดับที่ 15 จาก อาณาจักร Google มีมูลค่าทรัพย์สินคนละ US $ 16.7 billion;  Michael Dell อันดับที่ 18 ร่ำรวยจาก อาณาจักร Dell Computer มีมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งสิ้น US $ 15 billion;  และ Steve Ballmer จาก อาณาจักร Microsoft มีมูลค่าทรัพย์สิน US $ 13.5 billion;

 

   เป็นที่น่าสังเกตว่า อภิมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและร่ำรวยจากความสำเร็จทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์หลายคน  เรียนไม่จบระดับมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่ว่าเขาพวกนั้นไม่ฉลาด แต่เป็นเพราะพวกเขาฉลาดเกินกว่าจะเสียเวลาเรียนในมหาวิทยาลัยมากกว่า อาทิเช่น

 

       Bill Gates หลังจากเรียนจบระดับมัธยมสอบ SATs ได้คะแนนเกือบเต็มและได้ทุนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย Harward เมื่อเรียนถึงปีที่ 2 เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา สร้างผลงานมากมายก่อนลาออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองร่วมกับเพื่อน สร้างโปรแกรม Microsoft ใช้กันทั่วโลก

 

      Sean Parker เมื่ออายุ 15 ปี ถูก FBI จับจากการ hack เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของบริษัทและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และถูกลงโทษ ให้ทำงานเพื่อสังคม อายุ 16 ได้รับรางวัล Virginia State Computer Science Fair จน CIA จ้างไปทำงานด้วย เมื่อเรียนปีที่ 4 เขาหาเงินได้ถึง US $ 80,000 จึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

 

      Mark Zuckerberg แม่เป็นชาวเกาหลี พ่อมีเชื้อสายยิว ขณะเรียนมัธยม ได้รับรางวัลด้านวิทยาศาสตร์หลายสาขา ขณะเรียนที่มหาวิทยาลัย Harward ได้สร้างโปรแกรมที่เรียกว่า “Facemash” ส่งรูปนักศึกษา 2 คน ออกไป ให้นักศึกษาออกเสียงว่าใครจะดูดีกว่ากัน และมีการจัดอันดับผู้ที่ดูดีที่สุด หลังจากโปรแกรมถูกส่งออกไปช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เมื่อถึงวันจันทร์ มหาวิทยาลัยต้องสั่งปิด เนื่องจากมีการใช้งานมาก ทำให้ Server ของมหาวิทยาลัยเต็มจนใช้งานไม่ได้ ต่อมา Mark จึงหยุดการเรียนที่มหาวิทยาลัยออกมาทำโปรแกรมที่เรียกว่า Facebook ของตัวเอง ซึ่งคำว่า Facebook มาจากหนังสือของมหาวิทยาลัยที่ชื่อ Face Books ที่มีรูปและชื่อของนักศึกษาทุกคนที่อยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย

 

      Steve Jobs เกิดเมื่อปี 1955 พ่อเป็นนักศึกษาชาว Syria แม่เป็นชาวอเมริกัน หลังคลอดได้ยก Steve ให้ครอบครัว Jobs เป็นบุตรบุญธรรม ขณะเรียนระดับมัธยม ทำงานไปด้วยกับบริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เมื่อเรียนจบระดับมัธยมได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย Reed ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในรัฐ Oregon แต่เรียนได้เพียงเทอมเดียวก็ออกมาตั้งบริษัท Apple ร่วมกับเพื่อน Steve Wozniak ซึ่งเป็นวิศวกรที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง Steve Jobs ไม่ได้เป็นทั้งวิศวกรคอมพิวเตอร์ หรือนักออกแบบอุตสาหกรรม แต่รู้ความต้องการของมนุษย์จึงทำให้ บริษัท Apple เติบโตอย่างรวดเร็ว เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2011 ขณะมีอายุ 56 ปี เขาได้รับยกย่องว่าเป็น American Icon ถัดจาก Thomas Edison และ Henry Ford ในทางธุรกิจก็ถือได้ว่า Steve Jobs เป็นนักบริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แห่งยุกต์ ที่จะได้รับการจดจำอีก 100 ปีข้างหน้า

 

 

จากข้อมูลนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นอัจฉริยะ อย่างแท้จริง ตามคำกล่าวของ Oscar Wilde ที่ว่า

"Education is an admirable thing, but it is well to remember from time to time that nothing that is worth knowing can be taught."

การศึกษาเป็นสิ่งที่ควรชื่นชม แต่ควรระลึกไว้ว่าความรู้ที่มีคุณค่าไม่สามารถสอนกันได้ ต้องมาจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

 

 

 


 

                องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินเกลือโซเดี่ยม ไม่เกินวันละ 2000 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา แต่คนไทยกินเกลือมากกว่านั้นถึง 2 เท่า ทำให้มีผู้ป่วยด้วยโรค หัวใจ หลอดเลือดสมองและไตวาย สูงมาก เป็นผลทำให้มีการสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละ 98,976 ล้านบาท

                ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการติดเค็มถึงประมาณ 22.05 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มโรคต่างๆเช่น

-           โรคความดันโลหิตสูง   13.2         ล้านคน

-           โรคหลอดเลือดสมอง    0.5           ล้านคน

-           โรคหัวใจขาดเลือด        0.75         ล้านคน

-           โรคไต                            7.6           ล้านคน

มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเค็มปีละประมาณ 20,000 คน

                ปกติเรากินอาหารวันละ 3 มื้อ ดังนั้นแต่ละมื้อควรมีเกลือโซเดี่ยมเฉลี่ยไม่เกิน 600 มิลลิกรัม

ตัวอย่างเช่น

-           บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีเกลือ 1275 มิลลิกรัม

-           โจ๊กหรือข้าวตัม 1 ชาม มีเกลือ 1263 มิลลิกรัม

-           ขนมขบเคียวต่างๆ เช่น มันฝรั่ง ปลาเส้น ข้าวเกรียบ สาหร่าย 1 ซอง มีเกลือ 200-600 มิลลิกรัม

ยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือของประเทศไทยจะต้องลดการบริโภคเกลือของประชาชนลง 30 % ภายในปี 2568    

อาร์ซินิก (Arsenic)

                อาร์ซินิก  เป็นสารที่พบปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปโดยเฉพาะในแหล่งน้ำใต้ดิน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะพบ อาร์ซินิก ในรูปของ arsenite หรือ arsenate ปนเปื้อนอยู่ในน้ำดื่มและน้ำใช้ค่อนข้างสูง องค์การอนามัยโลก กำหนดการปนเปื้อนของ อาร์ซินิก  ในน้ำดื่มไว้ไม่ให้เกิน 10 ppb นอกเหนือจากนี้ อาร์ซินิก  ในรูปของ arsenobetaine และ arsenocholine ยังพบปนเปื้อนในอาหารทะเลจำพวก หอย ปู กุ้ง และปลาที่หากินบนผิวดิน ในทางอุตสาหกรรม อาร์ซินิก  ถูกนำมาใช้ในรูปของแกส arsine และสารประกอบอื่นๆเช่น arsenic trioxide ได้ถูกนำมาใช้ทั้งในอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ เพื่อรักษาโรคหลายอย่างเช่น โรคผิวหนัง โรคมะเร็งในเลือด (promyelocytic leukemia) รวมทั้ง arsphenamine ยังเคยถูกนำมาใช้รักษาโรค ซิฟิลิส อย่างกว้างขวางช่วงก่อนมีการค้นพบยาปฎิชีวนะ

               อาร์ซินิก  ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านทางเดินอาหาร บางส่วนผ่านเข้ามาทางระบบหายใจในรูปแบบของ arsenic trioxide เมื่อเข้าสู่กระแสโลหิตจะเข้าไปสะสมในเม็ดเลือด และตับ ทำให้มีอาการโลหิตจาง และตับอักเสบรุนแรง อาร์ซินิก  ในร่างกายจะถูกขับออกโดยผ่านทางปัสสาวะ แต่การกำจัด อาร์ซินิก จะรวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับและสภาวะของผู้ป่วย การสะสมของอาร์ซินิกในร่างกายอาจส่งผลให้มีการเสียชีวิตได้

ภาพจาก www.cnn.com

 

                ไวรัสอีโบลา มีการระบาดครั้งแรกเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว แต่ครั้งนั้นการระบาดไม่รุนแรง และไม่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางเหมือนการระบาดครั้งนี้ ซึ่งพบว่าเริ่มมีการระบาดครั้งแรกประมาณเดือน กรกฎาคมและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ในทวีป อาฟริกาตะวันตก และเริ่มมีการแพร่เข้าสู่ทวีปอื่นๆ ทั้งอเมริกา ออสเตรเลียและเอเซีย

                โดยทั่วไปจุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆจะมีความจำเพาะ และก่อให้เกิดโรคได้เฉพาะในสิ่งมีชีวิตที่มันสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้เท่านั้น เช่นจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในพืช ไม่สามารถเข้ามาเจริญและก่อให้เกิดโรคในสัตว์หรือในคนได้ หรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในสัตว์ก็ไม่สามารถเข้ามาก่อโรคในคน และในพืชได้ ในทำนองเดียวกัน จุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดโรคในคนส่วนใหญ่ ก็ไม่สามารถเข้าไปก่อให้เกิดโรคในสัตว์ และในพืชได้ แต่ก็มีข้อยกเว้น เนื่องจากมีจุลินทรีย์ หลายชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของตัวเองจนสามารถเข้าไปก่อโรคข้ามชนิดของสิ่งมีชีวิตได้ โดยเฉพาะที่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบันคือ ปรสิต แบคทีเรีย และไวรัส หลายชนิด สามารถก่อโรคได้ทั้งในคนและในสัตว์เช่น เชื้อ แอนแทรกเป็นแบคทีเรียที่ก่อโรคได้ทั้งในคนและในสัตว์ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าที่กินพืชเป็นอาหาร หรือ พยาธิใบไม้ในตับ เป็นปรสิตที่ก่อโรคได้ทั้งในคน และในสัตว์จำพวกสุนัขและแมว เป็นต้น แต่ในจำนวนสิ่งมีชีวิตก่อโรคเหล่านี้ ไวรัส เป็นจุลินทรีย์ ที่มีขนาดเล็กที่สุด มีความสามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของตัวเองเพื่อเข้าสู่สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ ได้รวดเร็วที่สุด ในช่วง 20 ปี ที่แล้วมา มีไวรัสที่อาศัยอยู่ในสัตว์ตามปกติได้มีการพัฒนาจนเข้ามาก่อให้เกิดโรคในคนได้หลายชนิด เช่น ไวรัสโรคเอดส์ ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในสัตว์จำพวกลิง ไวรัสโรคซาร์ (SAR) ติดต่อสู่คนจากสัตว์จำพวกหมู ไวรัสโรคเมอร์ (MERS) ติดต่อสู่คนโดยผ่านสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงจำพวกค้างคาวและอูฐ และไวรัสโรคไข้หวัดนก นำโรคเข้าสู่คนโดยสัตว์ปีก เป็นต้น

                ไวรัสอีโบลา เริ่มระบาดครั้งแรกในปีนี้ เมื่อประมาณเดือน กรกฎาคม 2557 ใน 3 ประเทศ คือ Guinea, Sierra Leone และ Liberia ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกของทวีป อาฟริกา ต่อมาการระบาดได้เข้าสู่ประเทศใกล้เคียง เช่น Nigeria และ Senegal และ Congo รวมทั้งเริ่มกระจายไปสู่นอกทวีปอาฟริกา โรคอีโบลา เป็นโรคระบาดร้ายแรงเนื่องจาก ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงประมาณร้อยละ 50


ตารางแสดงสถานการณ์ล่าสุดโรคอีโบลาในโลก

ประเทศ

จำนวนผู้ติดเชื้อ

จำนวนผู้เสียชีวิต

จำนวนผู้สงสัยติดเชื้อ

Liberia

3,924

2,210

-

Sierra Leone

2,789

879

-

Guinea

1,298

768

-

Congo

70

43

-

Senegal

1

-

-

Nigeria

20

8

-

United States

1*

1

-

Australia

-

-

11

Taiwan

-

-

1

Spain

1

-

-

Czech Republic

-

-

1

Macedonia

-

-

1

รวม

8,084

3,909

14

 

* ติดเชื้อมาจากนอกประเทศ

* ข้อมูลจาก Bangkok Post October 11, 2014

                 

              ข้อมูลปัจจุบันเชื่อว่าไวรัสอีโบลาติดต่อระหว่างมนุษย์จากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง เช่นเลือด น้ำเหลือง น้ำมูก น้ำลาย ระยะฟักตัวของอีโบลา ประมาณ 21 วัน หลังการได้รับเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดท้อง มีเลือดออก ที่อวัยวะภายใน ผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดี มากกว่า 50% ของผู้ป่วยจะเสียชีวิต สาเหตุที่เชื่อว่าโรคติดต่อโดยการสัมผัสเท่านั้น เนื่องจากการติดต่อมักเกิดขึ้น ภายในครอบครัวหรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่ม เจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข เช่นแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงน่าจะมีมากกว่า ที่ได้รับรายงานไว้มาก และมีการคาดการณ์ว่า ถ้ายังไม่มีการควบคุมที่ดี เมื่อถึงเดือน มกราคม 2558 อาจมีผู้ติดเชื้อถึง 1.4 ล้านคน อาจก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษกิจ แก่ประเทศที่มีการระบาดมหาศาล

                ข้อมูลล่าสุด (12 ตุลาคม 2557) มีผู้ป่วยในประเทศแถบอาฟริกาตะวันตกทั้งสิ้น 8,398 คน เสียชีวิตแล้ว 4,033 คน และพยาบาลผู้ดูแลผู้เสียชีวิตด้วยอีโบลาคนแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาด้วยแล้ว

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ