โรคความดันโลหิตสูง ระยะแรกอาจไม่แสดงอาการที่ชัดเจน เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียง เหนื่อยง่ายเป็นครั้งคราว ทำให้ผู้ป่วย ไม่ค่อยตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น

  1. “อายุ” เมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นตาม
  2. พันธุกรรม
  3. อารมณ์ และ ความเครียด
  4. “อาหาร” ผู้ที่กินเกลือมากจะส่งผลให้มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่กินเกลือน้อย

                องค์การอนามัยโรคกำหนดว่าผู้ที่มีระดับความดันโลหิตสูงกว่าระดับแรงดันของการบีบตัวของหัวใจ (systolic) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ แรงดันของการคลายตัวของหัวใจ (diastolic) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าป่วยเป็น โรคความดันโลหิตสูง ต้องไปพบแพทย์ และต้องมีการควบคุมอย่างจริงจังเนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังอาจนำไปสู่ อาการแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้หลายอย่างเช่น

  • ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
  • ภาวะหลอดเลือดแดงตีบที่กล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart failure) และหลอดเลือดสมองตีบเกิดอาการอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต รวมทั้งหลอดเลือดแดงในไตตีบเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง

                ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง มีโอกาสเสียชีวิตจากหัวใจวายร้อยละ 60-75 เสียชีวิตจากหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือ แตกร้อยละ 20-30 และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 เป็นต้น ข้อแนะนำใน

การควบคุมโรคความดันโลหิตสูง ไม่ให้ลุกลามเรื้อรังคือ

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้สูงเกินไป
  2. ควบคุมปริมาณโซเดียมหรือเกลือในอาหารให้ไม่เกิน 2,300 มิลลิกรรมต่อวัน  เช่น กินเกลือแกงวันละไม่เกิน 1 ช้อนชา (มีโซเดียมประมาณ 2,300 มิลลิกรรม) น้ำปลาหรือซีอิ้วไม่เกินวันละ 5-6 ช้อนชา
  3. กินผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช เป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสม
  4. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ งดบุหรี่ เป็นต้น

            CRISPR มีความหมายถึง “clustered regularly interspaced palindromic repeats” โดยทั่วไป CRISPR technology จะประกอบไปด้วย เอนไซม์ชนิดหนึ่งได้แก่ CAS9 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่แทนมีดผ่าตัดเข้าไปตัด DNA โดยใช้RNA เป็นตัวทำหน้าที่นำเอนไซม์ไปตัด DNA ตรงจุดที่ต้องการให้ตัด เพื่อให้ได้ โมเลกุลของ DNA ที่ต้องการ

 

                การนำทางของ RNA มีความแม่นยำสูงมากทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใส่ส่วนของ DNA ที่สร้างขึ้นเข้าไป แทนที่ DNA ที่ถูกตัดออกไปได้อย่างถูกต้องพร้อมๆกับเอนไซม์ CAS9 จะทำหน้าที่กำจัด DNA ที่ถูกตัดออกไป เทคโนโลยีนี้นับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ สามารถทำการเปลี่ยนแปลง ขจัดออก หรือจัดระเบียบใหม่ของโมเลกุลของ DNA ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้อย่างรวดเร็วทำให้เป็นความหวังของการนำมาใช้ในการควบคุม หรือรักษาโรคได้หลายอย่างอาทิเช่น การควบคุมประชากรยุง ซึ่งเป็นพาหะของโรคหลายโรค อาทิเช่น ยุง Genus Anopheles นำเชื้อมาลาเรีย ยุง  GenusAedes นำเชื้อโรคหลายอย่างเช่นโรค yellow fever,โรค dengue fever,โรค chikungunya , โรค west nile virus และโรค Zika ซึ่งสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนยีนของยุงเพื่อให้เสียความสามารถในการแพร่กระจายโรค เช่น การเปลี่ยนแปลงของยุงพ่อแม่ ให้ออกลูกที่เป็นหมัน เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้มีความพยายามศึกษาที่จะใช้เทคโนโลยีนี้กำจัด HIV จาก DNA ของมนุษย์การวิจัยในการที่จะนำ CRISPR เทคนิคมาใช้ในทางการแพทย์มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว อาทิเช่น การวิจัยเพื่อค้นคว้าหายาที่มีประสิทธิภาพจำเพาะในการหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งแต่ละชนิด การวิจัยเพื่อเปลี่ยนแปลงยีนในเซลล์ต้นกำเนิด (stem cells) ของผู้ป่วยโรคเลือดออกไม่หยุด (hemofilia) ให้กลับมาเป็นเซลล์ปกติ หรือการวิจัยเพื่อหาวิธีการกำจัดไวรัส PERVs (porcine endogenous retrovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีอยู่ใน DNA ของหมูโดยทั้วไป เพื่อที่จะสามารถนำอวัยวะของหมูมาปลูกถ่ายให้แก่คนได้เป็นต้น รวมทั้งการสร้างสายพันธ์ของพืชที่มียีนที่สามารถต่อต้านศัตรูพืช หรือยีนที่ทำให้พืชไม่เป็นที่สนใจของแมลง เป็นต้น หรือการสอดใส่ยีนเข้าไปใน DNA ของพืชเพื่อให้สามารถสร้างสารที่ต้องการได้จำนวนมากขึ้น เทคโนโลยีนี้เรียกรวมๆว่าวิศวกรรมพันธุศาสตร genetics engineering

 

            สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือ genetically modified organisms (GMOs) นี้แม้จะมีประโยชน์มากแต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบในทางเสียหายด้วยเช่นกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงให้กลับสู่สภาวะเดิมทำได้ยาก สัตว์หรือพืช GMOs ที่ถูกสร้างขึ้นแล้วเมื่อมีการแพร่กระจายออกไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและภาวะแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้แน่ชัดจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

 

โรคไลม์ (Lyme disease)

                โรคไลม์มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย genus borrelia ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม spirochetes มี flagellum ช่วยใน

การเคลื่อนไหว ชนิดที่พบทำให้เกิดโรคได้บ่อยคือ Borrelia burgdorferi และ ยังมีชนิดอื่นๆที่พบได้เช่นกัน อาทิเช่น

B.afzelii , B. garinii และ B.burgdorferi sensu stricto etc.

                สัตว์ที่ติดเชื้อโรคไลม์ และ เป็นแหล่งกักตุนโรคมีทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า จำพวก สุนัข ม้า วัว ควาย เป็นต้น

รวมทั้งเคยมีรายงานการติดเชื้อในหนูด้วย เห็บ (ticks) เป็นพาหะนำโรค ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ Ixodes scapularis และ

I.pacificus ซึ่งได้รับเชื้อจากการกินเลือดจากสัตว์ที่เป็นตัวกักตุนโรค และนำเชื้อโรคเข้าสู่คนโดยการมากัดกินเลือดคนจาก

การที่คนเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ

                อาการของโรคไลม์ในคนจะแสดงขึ้นหลังได้รับเชื้อ 2-4 สับดาห์ โดยอาการที่พบได้บ่อยคือมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว

ปวดข้อ รวมทั้งอาการ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นทำได้โดย สังเกตอาการณ์มีผื่นบวมแดงบน

ผิวหนังบริเวณที่เห็บกัด ซึ่งมีลักษณะกลมและมีขอบนูนขึ้นโดยรอบคล้ายตาวัวเรียกว่า erythema migrans หรือ       

bull-eye rash สำหรับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการทำโดยการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ Borrelia ในเลือดหรือใน

น้ำไขสันหลัง ซึ่งทำได้หลายวิธีเช่น enzyme immunoassay (EIA) , immunofluorescent antibody (IFA) เป็นต้น

โรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

Gene therapy

            ปัจจุบันมนุษย์ยังคงมีโรคหลายโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอด

พันธุกรรมเป็นเวลาหลายสิบปีที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาวิธีการรักษาที่ได้ผลยิ่งขึ้นโดยขบวนการต่างๆโดยเฉพาะการ

เปลี่ยนแปลง DNA โดยทำให้ยีนที่ผิดปกติกลับมาทำงานได้ปกติหรือโดยการนำยีนที่ปกติใส่เข้าไปในโมเลกุลของ DNA

เพื่อให้ยีนใหม่เข้าไปทำงานแทนยีนที่ผิดปกติที่มีอยู่เดิม

                การรักษาโรคโดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ DNA (gene therapy) โดยขบวนการต่างๆ เช่น เอายีน

ที่ผิดปกติออก เอายีนใหม่เข้าไปแทน หรือ โดยการดัดแปลงยีนที่ผิดปกติให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้

ถ้าได้ผลดี ก็จะสามารถนำมาทดแทนวิธีการรักษาปัจจุบันที่รักษาตามอาการ ซึ่งไม่ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้

                ปัจจุบันการรักษาโดยการดัดแปลง หรือ เปลี่ยนแปลงยีนกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วทำให้มีความหวังว่าจะ

นำมาใช้ได้กับโรคหลายโรค ปัจจุบันได้มีการเห็นชอบให้ใช้วิธีนี้ในการเปลี่ยนแปลงเซลล์เม็ดเลือดขาว ให้มีความสามารถ

พิเศษที่จะทำหน้าที่เป็นเซลล์ที่ฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีข้อมูลว่าได้ผลดีโดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับเลือด เช่น โรคมะเร็งเม็ด

เลือดขาว (leukaemia) และ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma) เป็นต้น ซึ่งในอนาคตวิธีนี้อาจนำมาใช้กับโรค

อื่นๆได้ เช่น โรคเลือดไม่แข็งตัว (haemophilia) โรคขาดภูมิคุ้มกัน (bubble boy disease) รวมทั้งโรค ซิคเคิล

เซลล์ (sickle cell anemia) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม gene therapy อาจไม่ได้ผลดีกับทุกคน และยังไม่รู้ว่า

ภาวการณ์หายจากโรคจะยั่งยืนแค่ไหนรวมทั้งวิธีการยังมีราคาสูงมาก

                เมื่อเร็วๆนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เห็นชอบให้ดำเนินการใช้วิธี gene therapy ในการรักษาโรค ตาบอดจาก

การสืบทอดทางพันธุกรรมซึ่งโรคนี้มีสาเหตุจากผู้ป่วยไม่สามารถสร้างโปรตีนที่จอประสาทตาที่ต้องใช้เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยน

แสงให้เป็นสัญญาณไปที่สมองซึ่งทำให้ตาเห็นภาพได้ วิธีการรักษาทำโดยใช้ไวรัสนำยีนที่สร้างโปรตีนที่จอประสาทตาต้องใช้

เข้าไปสร้างโปรตีนให้จอประสาทตา จนทำให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็น แสง สี ได้

                ยังมีโรคอื่นๆอีกมากที่ที่เราสามารถนำวิธี gene therapy มาใช้ในการรักษาได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่าง

มากกับมนุษยชาติในอนาคต

ไวรัส HPV กับการติดเชื้อในผู้ชาย

                จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าไวรัส HPV เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูกในสตรี แต่ผลงานตีพิมพ์ใน

วารสารทางวิชาการหลายฉบับพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ชาย 11ล้านคน และ ผู้หญิง 3.2ล้านคน ติดเชื้อไวรัส

HPV ที่บริเวณช่องปาก ในจำนวนนี้ ผู้ชาย 7 ล้านคน และ ผู้หญิง 1.4 ล้านคน ติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิด

โรคมะเร็งบริเวณลำคอ ลิ้น และบริเวณส่วนหัว และคอ ของผู้ติดเชื้อได้ อาทิเช่น ต่อมทอนซิล กล่องเสียง และด้านหลัง

ของลำคอ เป็นต้น รายงานยังระบุด้วยว่าโรคมะเร็งของช่องปากเพิ่มขึ้นมากจนกำลังจะพบมากกว่าโรคมะเร็งปากมดลูก

ในผู้หญิงแล้ว

                รายงานยังพบว่าชายมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ HPV บริเวณช่องปากโดยเฉพาะในกลุ่มรักร่วมเพศ ดังนั้น

ผู้ชายอาจต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ด้วยเช่นเดียวกับผู้หญิง

วัคซีน HPV ควรฉีดหรืไม่ควรฉีด

 

                ไวรัส HPV (Human papilloma virus) มีหลายสายพันธ์แต่มี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ HPV16 และ

HPV18 ที่ผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก (cervical cancer) สูงถึง 70-75% ส่วนอีก 2 สายพันธุ์ คือ

HPV6 และ HPV11 เป็นสาเหตุของการเกิดหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์  (genital warts) โรคมะเร็งปากมดลูกจัด

เป็นโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในสตรีเป็นอันดับที่ 4 รองจากโรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งเต้านม

วัคซีน HPV ได้ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 และถูกบรรจุให้อยู่ในแผนการควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ ระยะแรก

มีการให้วัคซีนแก่นักเรียนระดับมัธยมปีที่ 5 ทั้งประเทศจำนวน 400,000 คน เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า

วัคซีนมีผลดีกับสตรีอายุ 9-14 ปี ซึ่งจะให้ผลการป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ถึง 90%

 

                วัคซีน HPV มีทั้งชนิดที่ป้องกันไวรัส 2 สายพันธุ์  (HPV16 และ HPV18) หรือ bivalent และที่ป้องกันทั้ง 4 สายพันธุ์

(quadrivalent) สำหรับสตรีอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องได้รับวัคซีน 2 ครั้ง หลังการฉีดวัคซีนครั้งแรก 6 เดือน ส่วนสตรีอายุเกิน 15 ปี

จะต้องได้รับการฉีด 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 2 หลังการฉีดครั้งแรก 1-2 เดือน และ อีกครั้งหลังฉีดครั้งแรก 6 เดือน

 

 

                แม้ว่า วัคซีน HPV จะมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก แต่อาการข้างเคียง (side effects) จากการ

ได้รับวัคซีนก็มีอยู่เช่นกันที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บ บวม แดง และคัน บริเวณที่ฉีดวัคซีน แต่โดยทั่วไปก็จะหายได้เอง อาการอื่นๆที่พบบ่อย

เช่น ได้แก่มีไข้ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย และมีผื่นแดง แต่อาการเหล่านั้นจะหายได้เองเช่นกัน ส่วนอาการแพ้วัคซีนที่รุนแรง

จนถึงแก่การเสียชีวิตพบได้น้อยมาก ประมาณ 2.6 ใน 10,000 จากข้อมูลนี้ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นระงับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน

สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณะสุขแนะนำให้การฉีดวัคซีนเป็นไปตามความสมัครใจ พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า

จะให้ลูกได้รับการฉีดวัคซีนหรือไม่

HbAIC ที่ควรรู้

                เม็ดเลือดแดงประกอบด้วยโมเลกุลของ hemoglobin เพื่อใช้ในการขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย

น้ำตาลกลูโคส (glucose) ในเลือดจะจับตัวกับโมเลกุลของ hemoglobin เป็น “glycosylated hemoglobin” ที่เรียกว่า

HbAIC ถ้ามีน้ำตาล glucose ในเลือดมากจะมีปริมาณ HbAIC ปรากฏในเลือดมากเช่นกัน

                เนื่องจากน้ำตาล glucose ในเลือดจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละชั่วโมง หรือแต่ละวันอยู่ตลอดเวลา เช่น

หลังกินอาหาร ปริมาณน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นขณะที่หลังออกกำลังกายน้ำตาลในเลือดจะลดลง ดังนั้นการวัดปริมาณ

น้ำตาลในเลือดเพื่อวินิจฉัยการเป็นโรคเบาหวานจึงจำเป็นต้องวัดขณะร่างกายไม่ได้รับอาหารมาแล้ว 8-12 ชั่วโมง หรือ

ที่เรียกว่า fasting blood sugar ในทางตรงข้ามเม็ดเลือดแดงมีอายุ 8-12 สัปดาห์ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของระดับ HbAIC

จึงเกิดขึ้นทุกระยะ ประมาณ 10 สัปดาห์ จึงมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละชั่วโมงหรือแต่ละวันน้อยมากส่งผลให้การวัดปริมาณ

HbAIC จึงใช้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย และ ติดตามสภาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดีและแม่นยำกว่าการใช้การวัดปริมาณ

น้ำตาลในเลือดโดยตรง นอกเหนือจากนั้นการวัดปริมาณ HbAIC ยังสามารถทำได้ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องวัดหลังการอดอาหาร

8-12 ชั่วโมง เช่นเดียวกับการวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด

การวินิจฉัยโรคเบาหวานโดยการวัดปริมาณ HbAIC

1.HbAIC น้อยกว่า                  6%                    =            ไม่เป็นโรคเบาหวาน

2.HbAIC สูงกว่า                     6.5%                 =            เป็นโรคเบาหวาน

3.HbAIC อยู่ระหว่าง                6.0-6.5%           =            มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน (pre-diabetes)

4.กรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน และต้องได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมปริมาณ HbAIC ในเลือดจะต้องอยู่ในระดับ

   ต่ำกว่า7% ในการตรวจทุกๆ 3-6 เดือน

Super-malaria

            ปี 2558 มีผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก 212 ล้านคน การระบาดส่วนใหญ่พบในทวีป แอฟริกา ซึ่งมีผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่กว่า 90%

เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา สำหรับในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการพบผู้ป่วยโรค มาลาเรีย อยู่เกือบทุกประเทศ ยาที่ได้ผลดีในการรักษาโรคมาลาเรีย

คือ อาร์ทิมิสินิน (artemisinin) ปัจจุบันมีรายงานพบว่า เชื้อมาลาเรีย ที่ต้านยา อาร์ทิมิสินิน ซึ่งให้ชื่อว่า ซุปเปอร์มาลาเรีย ได้มีการแพร่กระจายมากขึ้น

โดย เริ่มจากมีการพบในประเทศกัมพูชา ต่อมามีการแพร่กระจายเข้าไปใน สปป.ลาว เวียดนาม รวมทั้งประเทศไทย เนื่องจากเชื้อซุปเปอร์มาลาเรียต้านยาทุกชนิด

ที่ใช้ในการรักษา องค์การอนามัยโลก กำลังวิตกว่าถ้าเชื้อนี้ระบาดเข้าไปในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นแหล่งระบาดใหญ่ที่สุดของโรคมาลาเรีย จะทำให้ไม่สามารถควบคุมโรค

ได้ในอนาคต ถ้าไม่มีการค้นพบยาใหม่เกิดขึ้น

D-Dimers Assay

                ขบวนการแข็งตัวของเลือด มีความสำคัญในการที่จะหยุดยั้งการไหลของเลือด เมื่อมีการบาดเจ็บของอวัยวะต่างๆของร่างกายเกิดขึ้น

ขณะเดียวกันการแข็งตัวของเลือดก็อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ กรณีที่การแข็งตัวของเม็ดเกิดขึ้นในเส้นเลือด เนื่องจากก้อนของเม็ดเลือด

ที่แข็งตัวถูกกระแสการไหลของเลือดนำไปสู่เส้นเลือดต่างๆได้ทั่วร่างกาย  เข้าไปอุดตันเส้นเลือดขนาดเล็ก  เข้าขัดขวางการไหลของเลือดที่หล่อเลี้ยงอวัยวะ

ที่สำคัญ เช่น สมอง และ หัวใจ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอัมพาตหรือหัวใจวายเฉียบพลัน หรือบางกรณีก้อนเม็ดเลือดที่แข็งตัวเกิดขึ้นในบริเวณเส้นเลือดดำใหญ่

ตามแขน ขา ก้อนเม็ดเลือดที่แข็งตัวถูกกระแสเลือดพัดพามาอุดตันเส้นเลือดในปอดส่งผลกระทบต่อระบบการหายใจ

                D-Dimers เกิดขึ้นจากขบวนการแข็งตัวของเลือด ขณะมีการสลายตัวของ fibrinogen และ fibrin ซึ่งปริมาณของ D-Dimers ในกระแสเลือดสามารถ

ตรวจวิเคราะห์ได้หลายวิธี อาทิเช่น ELISA, Immunofluorescence Chemiluminescence  และ  Latex enhanced immunoturbidimetric immunoassay

เป็นต้น แต่ละวิธีก็มีความไว (sensitivity)  และ  ความแม่นยำ  (specificity)  ใกล้เคียงกัน

                D- Dimers เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomaskers) ที่สำคัญในการวินิจฉัยโรคหลายอย่าง อาทิเช่น การอุดตันของเส้นเลือดดำ 

( deep venous thrombosis  หรือ  DVT ) การอุดตันของเส้นเลือดในปอด  (pulmonary embolism  หรือ  PE ) นอกจากนั้นปริมาณของ

D- Dimers  ในเลือดจะสูงขึ้นในกรณีอื่นๆได้ด้วย  เช่น  coronary artery disease , cancer, trauma , pregnancy , infection , renal disease ,

recent surgical procedures , advanced age etc.  อย่างไรก็ตามปริมาณ  D- Dimers ที่ตรวจพบในกระแสโลหิตจะมีความจำเพาะ  ( specificity ) 

กับโรค  DVT  และ PE  มากกว่าโรคอื่นๆ