Image result for microplastics

 

                ไมโครพลาสติก คือ ชิ้นส่วนขนาดเล็กของพลาสติก ที่มีขนาดตั้งแต่ 5 มิลลิเมตร ไปจนถึง นาโนเมตร หรือ พิโคเมตรหรือเล็กเท่ากับขนาดของ แบคทีเรียหรือไวรัส

                ไมโครพลาสติก แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

(1)    เป็นพลาสติกขนาดเล็กที่ผลิตขึ้นตามวัตถุประสงค์ เช่น พลาสติกที่ผสมอยู่ใน โฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง ครีมขัดผิว รวมทั้งยาสีฟัน

(2)    พลาสติกที่มีขนาดใหญ่แตกหักหรือผุกร่อนจนกลายเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งหมายรวมทั้งพลาสติกที่ย่อยสลายได้ก็รวมอยู่ในพลาสติกชนิดนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากพลาสติกชนิดนี้สามารถย่อยสลายได้เฉพาะเมื่ออยู่บนบก แต่เมื่อลงไปในทะเลจะไม่มีแบคทีเลียคอยช่วยย่อยสลายเนื่องจากน้ำทะเลมีอุณหภูมิต่ำกว่าบนบก

                ไมโครพลาสติกใหลายชนิดทั้งที่มีอันตรายมากและน้อยมีต้นกำเนิดจากพลาสติกที่ผลิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ถุงพลาสติกใส่อาหารทั้งร้อนและเย็น ประกอบด้วยสารโพลีพรอพีลีน ขวดน้ำดื่มประกอบด้วยสารพอลิเอทิลีน เทเรฟธาเรต และ ฟิล์มห่ออาหาร ผลิตจาก โพลี่ไวนิลคลอไรด์ (PVC)

                ปัจจุบัน ไมโครพลาสติกแพร่กระจายอยู่ในทะเล และมหาสมุทรทั่วโลก และสะสมอยู่ในสัตว์น้ำเกือบทุกชนิด ดังนั้นไมโครพลาสติกเหล่านี้จึงเข้าสู่คนโดยการกินอาหารทะเล แม้ว่าไมโครพลาสติกเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ แต่ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กเท่าแบคทีเรีย หรือ ไวรัส อาจแทรกเข้าไปในเส้นเลือด นำไปสู่อวัยวะต่างๆ เช่นเข้าไปฝังอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายและก่อให้เกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งไมโครพลาสติกอาจเข้าไปสะสมอยู่ในระบบหมุมเวียนโลหิต ทำให้เส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น อาจพูดได้ว่า ไมโครพลาสติกเป็นอันตรายเงียบ ที่เราต้องตระหนักและหาทางป้องกันโดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้มีการทิ้งขยะพลาสติกลงไปในทะเล

 

 

Image result for โรคสมองเสื่อม

 

          อาการหลงๆลืมๆอาจเกิดได้กับคนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงวัย แต่ถ้าอาการหลงๆลืมๆ มีสาเหตุจากภาวะสมองเสื่อม (dementia) ถือว่าเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่มีผลจากการทำงานของสมองผิดไป โดยมีลักษณะอาการหลักได้แก่ ความจำที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด มีภาวะเสื่อมถอยของทักษะต่างๆ จนเป็นปัญหาต่อชีวิตประจำวัน

          ภาวะสมองเสื่อมอาจเกิดจากสาเหตุหลากหลายแต่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ชนิดที่รักษาได้ มีประมาณ 20% และชนิดที่ต้องรักษาแบบประคับประคองประมาณ 80% ภาวะสมองเสื่อมที่อาจรักษาได้ เช่นการขาดวิตามิน B12 เนื้องอกในสมอง โรคต่อมไทรอยด์ รวมทั้งผลจากการใช้ยาบางชนิด แต่ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาดได้แก่โรคอัลไซเมอร์ (alzheimer)

          โรคอัลไซเมอร์ โดยทั่วไปมักเกิดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ในผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจเกิดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ เกิดจากมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบต้า อะไมลอยด์ (beta amyloid) เข้าไปจับกับเซลล์สมองทำให้สมองฝ่อและเสื่อมลงทีละน้อย จนกระทบกับความจำและการเรียนรู้ต่างๆ โรคอัลไซเมอร์ อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ

                ระยะที่ 1 ผู้ป่วยมีความจำลดลง อารมณ์เสียง่าย เครียด ซึมเศร้าจนสามารถสังเกตได้

                ระยะที่ 2 ผู้ป่วยมีความจำลดลงมาก จำคนในครอบครัวไม่ได้ จำชื่อตัวเองไม่ได้ มีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง

                ระยะที่ 3 ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง กินอาหารน้อยลง สุขภาพทรุดโทรม ไม่เคลื่อนไหวร่างกายหรือเคลื่อนไหวน้อยลง

 

 

 

 

               

Related image

 

          เนื้อปลาแซลมอน เป็นอาหารยอดนิยมในประเทศไทยมากว่า 20 ปี โดยเฉพาะในอาหารญี่ปุ่น ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของปลาสด เนื้อปลารมควัน หรือเนื้อปลาย่าง ปลาแซลมอน ซึ่งเคยมีราคาแพงมาก ปัจจุบันราคาต่ำกว่า เนื้อปลาบางชนิดในทะเลไทยเนื่องจากปลาแซลมอน ที่นำเข้ามาเกือบทั้งหมดมาจากฟาร์มเลี้ยงปลา ที่ใหญ่มากในประเทศยุโรป โดยเฉพาะประเทศนอร์เวย์ ทำให้มีราคาถูกมาก ขณะที่ปลาแซลมอนที่จับได้จากธรรมชาติจะมีราคาแพงมาก ความนิยมกินปลาแซลมอนมาจากข้อมูลที่ว่า ปลาแซลมอนมีกรดไขมัน โอเมกา-3 สูง มีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

          มีรายงานพบว่าเนื้อปลาแซลมอนเป็นหนึ่งในเนื้อสัตว์ที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุดเนื่องจากฟาร์มมีการเลี้ยงอย่างแออัด ทำให้ต้องใส่สารเคมีและยาปฏิชีวนะลงในบ่อปริมาณมาก เพื่อกำจัดปรสิตและแบคทีเรียหลายชนิด มีรายงานว่าเนื้อปลาแซลมอนที่ขายในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีสาร polychlorinated biphenyls (PCB) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งขณะที่เนื้อปลาแซลมอนในธรรมชาติที่มีสีชมพูเนื่องจาก ปลากินกุ้งตัวเล็กๆและสาหร่ายทะเล แต่ปลาแซลมอนจากฟาร์มกินอาหารที่ให้สีจำพวก astaxanthin และ canthaxanthin ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบประสาท และยังมีรายงานว่าเนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์ม มีกรดไขมัน โอเมกา-3 น้อยกว่าเนื้อปลาแซลมอนธรรมชาติถึง 3 เท่า แต่มีสารก่อมะเร็งจากฟาร์มเลี้ยงสูงกว่าเนื้อปลาแซลม่อนธรรมชาติถึง 16 เท่า และมากกว่าเนื้อวัว 4 เท่า

          การกินอาหารให้ปลอดภัยจึงต้องกระจายความเสี่ยงโดยกินให้หลากหลายและกินพอประมาณจะช่วยให้โอกาสปลอดภัยจากโรคร้ายมากขึ้น

 

 

          ไข่เป็นอาการที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ไข่มีราคาถูก ปรุงอาหารได้ง่าย และย่อยง่ายแม้ไข่จะมีโคเลสเตอร์รอลสูง (ไข่ 1 ฟองมีโคเลสเตอร์รอลประมาณ 200 มิลลิกรัม) แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย ไข่ 1 ฟองให้พลังงาน 72 calories มีโปรตีน 6 กรัม มีไขมันไม่อิ่มตัว 5 กรัม ไข่ไม่มีแป้งแต่มีสารต่างๆ ที่ร่างกายต้องการมากมาย เช่น โซเดียม (71กรัม) , ฟอสฟอร์รัส โพแทสเซียม วิตามิน A , D และวิตามิน B อีกหลายชนิด มีสาร Lutein และ zeaxanthin ที่ช่วยรักษากล้ามเนื้อไม่ให้เสื่อมเร็ว ไข่แดงมี Choline สูงที่ช่วยทำให้สมองและประสาทมีสุขภาพดี

          ล่าสุดมีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานในวารสารทางวิชาการ แสดงให้เห็นว่าการกินไข่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาทิเช่น ได้มีการศึกษาติดตามประชาชนทั้งหญิงและชาย ที่ไม่มีประวัติโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดจำนวน 30,000 คน การกินไข่ประจำเพียงเล็กน้อย แค่วันละครึ่งฟองก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคสมองขาดเลือด (stroke) และ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีรายงานการศึกษาอีกครั้งหนี่ง พบว่าการกินไข่วันละครึ่งฟอง หรือ สัปดาห์ละ 3 ฟอง จะมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มจากปกติ 6% นอกจากนั้น มีรายงานผลการศึกษาในอาสาสมัครที่ได้รับ โคเลสเตอร์รอลในอาหารวันละ 300 มิลลิกรัม (ไข่แดงมีโคเลสเตอร์รอล 200 มิลลิกรัม) นาน 17.5 ปี พบว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น 17% ทำให้ไข่กำลังถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

          แต่มีผลวิจัยที่ขัดแย้งกันอยู่มาก อาทิเช่น มีรายงานว่าการกินไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ ไม่มีผลต่อระดับโคเลสเตอร์รอลในเลือดแต่อย่างใด การควบคุมระดับโคเลสเตอร์รอลในเลือดขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของบุคคลผู้ที่มีความไวต่อการดูดซึมโคเลสเตอร์รอลในอาหารสูง (hyper responders) จะดูดซึม โคเลสเตอร์รอลในอาหารได้ดีกว่าผู้ที่มีความไวน้อย (hypo responders)

          ก่อนที่จะมองว่าไข่เป็นอันตรายต่อสุขภาพควรเปรียบเทียบกับอาหารประเภทอื่นโดยเฉพาะเนื้อแดง ซ่งมีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูงมีผลโดยตรงต่อระดับโคเลสเตอร์รอลในเลือดมากกว่าไข่มาก ดังนั้นข้อแนะนำคือเพิ่มการกินอาหารจำพวก ผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ปีก ลดอาหารจำพวก เนื้อแดง นม เนย ให้น้อยลง ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลต่อการกินไข่มากเกินไปแต่อย่างใด

 

 

          มีข้อมูลจาก ผ.ศ.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ.อยุธยา หัวหน้าศูนย์สเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าในร่างกายเรามีสเต็มเซลล์หลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติไม่เหมือนกันให้กำเนิดเซลล์ต่างชนิดกัน ขึ้นอยู่กับสเต็มเซลล์ชนิดนั้นมาจากเนื้อเยื่อชนิดใดปกติ สเต็มเซลล์ของแต่ละเนื้อเยื่อจะทำหน้าที่สร้างเซลล์ใหม่ของเนื้อเยื่อชนิดนั้นขึ้นทดแทนที่สูญไปในแต่ละวันหรือหลังจากเนื้อเยื่อนั้นได้รับบาดเจ็บ สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนไปสร้างเซลล์ของเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น สเต็มเซลล์เลือดไม่สร้างสมอง หรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

          ปัจจุบันการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ทางการแพทย์ ที่ได้รับการยอมรับได้แก่ การปลูกสเต็มเซลล์ของเลือดที่ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดและสเต็มเซลล์ผิวหนังในผู้ป่วยแผลไหม้เพื่อสร้างผิวหนังใหม่ นอกเหนือจากนี้การปลูกสเต็มเซลล์ระบบอื่นยังทำได้ยาก

          การฉีดสเต็มเซลล์เพื่อหวังสรรพคุณอื่นๆ เช่นลดอาการอักเสบ เพื่อการเกิดเส้นเลือดใหม่ ลดความเสื่อมของร่างกาย แก้สมองพิการ ความสวยงาม ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้เพียงพอว่าจะเกิดประโยชน์เพียงพอที่จะนำไปใช้ในเวชปฏิบัติทั่วไปและยังผิดกฎหมายด้วย

          คลินิกที่โฆษณาว่ามีการฉีด สเต็มเซลล์บอกเลยว่า 90% ปลอม ไม่รู้ว่านำอะไรมาฉีด และจากการนำสิ่ง ที่อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์เพื่อความงามต่างๆมาส่องดูก็ไม่พบเซลล์ซักตัวแต่กลับมีโปรตีนบางตัวที่เป็นอันตราย บางรายอาจถึงตาย มีสารกดภูมิคุ้มกันที่ฉีดแล้วอาจทำให้กระปรี้กระเปล่าแต่เป็นสารก่อมะเร็งหรือมียาสเตียรอยด์ ฉีดแล้วมีผลทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อม

อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 25 ธันวาคม 2561

 

 

                องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินเกลือโซเดี่ยม ไม่เกินวันละ 2000 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา แต่คนไทยกินเกลือมากกว่านั้นถึง 2 เท่า ทำให้มีผู้ป่วยด้วยโรค หัวใจ หลอดเลือดสมองและไตวาย สูงมาก เป็นผลทำให้มีการสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละ 98,976 ล้านบาท

                ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการติดเค็มถึงประมาณ 22.05 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มโรคต่างๆเช่น

-           โรคความดันโลหิตสูง   13.2         ล้านคน

-           โรคหลอดเลือดสมอง    0.5           ล้านคน

-           โรคหัวใจขาดเลือด        0.75         ล้านคน

-           โรคไต                            7.6           ล้านคน

มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเค็มปีละประมาณ 20,000 คน

                ปกติเรากินอาหารวันละ 3 มื้อ ดังนั้นแต่ละมื้อควรมีเกลือโซเดี่ยมเฉลี่ยไม่เกิน 600 มิลลิกรัม

ตัวอย่างเช่น

-           บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีเกลือ 1275 มิลลิกรัม

-           โจ๊กหรือข้าวตัม 1 ชาม มีเกลือ 1263 มิลลิกรัม

-           ขนมขบเคียวต่างๆ เช่น มันฝรั่ง ปลาเส้น ข้าวเกรียบ สาหร่าย 1 ซอง มีเกลือ 200-600 มิลลิกรัม

ยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือของประเทศไทยจะต้องลดการบริโภคเกลือของประชาชนลง 30 % ภายในปี 2568    

                นักวิทยาศาสตร์จีน ได้ประกาศในที่ประชุมวิชาการว่าประสพความสำเร็จในการให้กำเนิดเด็กที่ได้รับการตัดต่อยีน (gene edited babies) เป็นครั้งแรกในโลก โดยให้ชื่อเด็กที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นผู้หญิงว่า Luna และ Nana เด็กทั้ง 2 คนมี DNA ที่สามารถต้านการติดเชื้อ HIV ได้ โดยการตัดต่อยีน ทำโดยเทคนิค CRISPR technology (ดูรายละเอียดวิธีการใน web site ก่อนหน้านี้)

                ขบวนการตัดต่อยีนทำโดยการตัดต่อยีนในตัวอ่อนมนุษย์ แล้วปลูกถ่ายเข้าไปในมดลูกของหญิงคนหนึ่ง ผลปรากฏว่าเด็กเกิดขึ้นมาสมบูรณ์ดี หลักการคือทำให้ยีน CCR5 ซึ่งเป็นยีนที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่เป็นตัวรับ (receptor) เชื้อไวรัส HIV และนำไวรัสผ่านผนังเซลล์เข้าไปสู่ภานในเซลล์ ไม่สามารถเป็นตัวรับเชื้อไวรัสได้อีกต่อไป ส่งผลให้เชื้อไวรัส HIV ไม่สามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนภายในที่สุด

                อย่างไรก็ตามการวิจัยนี้ยังได้รับการวิภาควิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์หลายฝ่าย เนื่องจากเป็นความเสี่ยงต่อด้านของจริยธรรมเนื่องจากเด็กที่เกิดจากการได้รับการตัดต่อยีนแม้จะป้องกันการติดเชื้อไวรัส HIV ได้แต่อาจมีความไวต่อการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ อาทิเช่น West nile virus และ Japanese encephalitis เป็นต้น นอกจากนั้นต่อไปอาจมีการสร้างเด็กที่มีการตัดต่อยีนตามความต้องการเช่น มีความเฉลียวฉลาดมากกว่าเด็กทั่วไป สวยงามกว่าเด็กทั่วไป รวมทั้งมีความสามารถพิเศษอื่นๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คงจะต้องมีการติดตามการวิจัยนี้ต่อไป อาทิเช่น เด็กที่เกิดจากการตัดต่อยีนจะมีชีวิตต่อไปได้ตามปกติหรือไม่รวมทั้งจะมีผลข้างเคียงอื่นๆตามมาหรือไม่ เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น รวมทั้งปัญหาเรื่องจริยธรรมที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

 

            ยาแอสไพรินได้ถูกนำมาใช้สำหรับแก้ไข้ แก้ปวดมานานหลายสิบปี ก่อนที่จะมีการพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของ เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ปัจจุบันจึงมีการเลิกใช้ไปแล้ว แต่คุณประโยชน์ของ             ยาแอสไพริน ก็ยังคงมีอยู่เนื่องจากมีหลักฐานว่า ยาแอสไพริน สามารถช่วยป้องกันอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart attacks) รวมทั้งมีข้อมูลว่าแอสไพรินจะช่วยลดโอกาสเป็นโรคมะเร็งของลำไส้ (colorectal cancer) ได้ กรณีที่กินยาในขนาดต่ำกว่าปกติ หรือประมาณ 80-100 มิลลิกรัม ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า baby aspirin

            อย่างไรก็ตามผู้ที่กินยาแอสไพริน ประจำก็ยังคงมีความเสี่ยงของการเลือดออกในระบบทางเดินอาหารอยู่ดี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจว่า ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพปกติควรกินยาแอสไพริน เพื่อป้องกันอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart attacks) อาการเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ (strokes) ความจำเสื่อม (dementia) และมะเร็ง (cancer) หรือไม่ มีรายงานผลการวิจัยในประชาชนหลายเชื้อชาติเป็นระยะเวลานานกว่า 4 ปี พบว่า การกินยาแอสไพรินไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่อาจสร้างผลเสียมากกว่าด้วยซ้ำ จากการที่มีความเสี่ยงจากการมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร สมอง และอวัยวะอื่นๆ

            แม้ว่าจะมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าการกินยาแอสไพรินในปริมาณต่ำๆ (8-100มิลลิกรัม/วัน) จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็งของลำไส้ใหญ่ในผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวแต่ไม่ควรกินยาแอสไพรินด้วยตัวเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญว่าผู้สูงวัยที่สุขภาพดีไม่ควรเริ่มกินยาแอสไพริน หรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่จำเป็นก็อย่าเริ่มกิน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่กำลังกินยาแอสไพรินอยู่ควรหยุดกิน และปรึกษาแพทย์ก่อน  

 

                โรคความดันโลหิตสูง ระยะแรกอาจไม่แสดงอาการที่ชัดเจน เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียง เหนื่อยง่ายเป็นครั้งคราว ทำให้ผู้ป่วย ไม่ค่อยตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น

  1. “อายุ” เมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นตาม
  2. พันธุกรรม
  3. อารมณ์ และ ความเครียด
  4. “อาหาร” ผู้ที่กินเกลือมากจะส่งผลให้มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่กินเกลือน้อย

                องค์การอนามัยโรคกำหนดว่าผู้ที่มีระดับความดันโลหิตสูงกว่าระดับแรงดันของการบีบตัวของหัวใจ (systolic) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ แรงดันของการคลายตัวของหัวใจ (diastolic) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าป่วยเป็น โรคความดันโลหิตสูง ต้องไปพบแพทย์ และต้องมีการควบคุมอย่างจริงจังเนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังอาจนำไปสู่ อาการแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้หลายอย่างเช่น

  • ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
  • ภาวะหลอดเลือดแดงตีบที่กล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (heart failure) และหลอดเลือดสมองตีบเกิดอาการอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต รวมทั้งหลอดเลือดแดงในไตตีบเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง

                ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง มีโอกาสเสียชีวิตจากหัวใจวายร้อยละ 60-75 เสียชีวิตจากหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือ แตกร้อยละ 20-30 และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 เป็นต้น ข้อแนะนำใน

การควบคุมโรคความดันโลหิตสูง ไม่ให้ลุกลามเรื้อรังคือ

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้สูงเกินไป
  2. ควบคุมปริมาณโซเดียมหรือเกลือในอาหารให้ไม่เกิน 2,300 มิลลิกรรมต่อวัน  เช่น กินเกลือแกงวันละไม่เกิน 1 ช้อนชา (มีโซเดียมประมาณ 2,300 มิลลิกรรม) น้ำปลาหรือซีอิ้วไม่เกินวันละ 5-6 ช้อนชา
  3. กินผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช เป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสม
  4. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ งดบุหรี่ เป็นต้น