เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่ม อัลกอฮอล์ มักจะเมาเร็วและเมานานกว่าผู้ชาย จากข้อมูลทางสรีระวิทยา พบว่ามีสาเหตุมาจาก 2 อย่างคือ

          1.ร่างกายผู้หญิงมีไขมันมากกว่าผู้ชาย ไขมันทำหน้าที่ดูดซับอัลกอฮอล์ทำให้ผู้หญิงเมานานกว่าผู้ชายเนื่องจากไขมันจะสะสมอัลกอฮอล์ ไว้ก่อนปล่อยสู่กระแสเลือดทำให้กระบวนการการกำจัด อัลกอฮอล์ ออกจากร่างกายช้าลง

          2.ผู้หญิงสร้างเอ็นไซม์ dehydrogenase ซึ่งทำหน้าที่สลาย อัลกอฮอล์ น้อยกว่าผู้ชายทำให้ผู้หญิงเมาเร็วและเมาได้มากกว่าผู้ชาย

1.Omega-3 เป็นสารที่พบมากในอาหารเสริมจำพวกน้ำมันพืชและถั่วบางชนิด รวมทั้งจากอาหารทะเลจำพวกปลาน้ำลึก และสาหร่ายทะเลแต่ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า มีหลักฐานน้อยมากว่า Omega-3 ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

2.อาหารเสริมบางชนิดอาจเป็นโทษ เช่นการแนะนำให้กิน วิตามินD ร่วมกับ แคลเซียมอาจทำให้เกิดการเพิ่มโอกาสการแข็งตัวของเลือด (blood clotting) ในเส้นเลือดเป็นสาเหตุของความเสี่ยง ที่จะเกิดอาการ Stroke หรือการอุดตันของเส้นเลือดในสมอง นำไปสู่อาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้

3.อาหารเสริมบางชนิดเช่น วิตามิน A,B,C,D,E และbeta carotene รวมทั้งพวกวิตามินรวมทั้งหลาย มีผลน้อยมากกับสุขภาพโดยรวมของคนปกติที่ไม่มีอาการขาดวิตามินแต่อย่างใด

4.มีการแนะนำว่าอาหารที่ประกอบด้วยธัญพืช ผัก ผลไม้ ถั่วและน้ำมันมะกอก ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจแต่โดยรวมก็ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อย่างชัดเจน

 

 

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไข่แดง        ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เนื้อแดง

         

 

 

 

 

 

          เป็นที่รู้กันว่าไข่แดง (Egg yolks) มีสาร Choline ปริมาณสูง เมื่อเรากินไข่แดงสาร Choline จะถูกจุลินทรีย์ในลำใส้เปลี่ยนให้เป็นสาร Trimethylamine oxide (TMAO) ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุทำให้ผนังของเส้นเลือดแดงหนาขึ้น (arterial plaque formation) ส่งผลให้เส้นเลือดแดงแคบลงหรืออุดตัน เลือดจึงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆโดยเฉพาะที่หัวใจและสมองน้อยลง ไข่แดงจึงถูกถือว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

          ส่วนเนื้อแดง (red meet) เช่นเนื้อวัว แพะ แกะ หมู นอกจากจะมีไขมันอิ่มตัว (saturated fat) และคอเลสเตอรอล(cholesterol) สูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดและหัวใจ แล้วยังมีสาร L- carnitine ซึ่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสาร TMAO โดยจุลินทรีย์ในลำใส้ด้วยเช่นกัน

          ดังนั้นสรุปได้ว่าทั้งไข่แดงและเนื้อแดงมีสารที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ปัจจัยที่ประกอบกันคือ จำนวนจุลินทรีย์ในลำไส้ซึ่งมีผลจากการวิจัยสนับสนุนว่า อาสาสมัครที่ได้รับยาปฏิชีวนะจะทำให้จำนวนจุลินทรีย์ในลำใส้มีปริมาณน้อยลงส่งผลให้ความเข้มข้นของ TMAO ลดลงอย่างมาก และเมื่อหยุดยาปฏิชีวนะปริมาณความเข้มข้นของ TMAO จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกัน ผลการวิจัยยังสรุปว่าผู้ที่กินอาหารมังสะวิรัต จะมีปริมาณจุลินทรีย์ในลำใส่น้อยกว่าผู้ที่กินอาหารทั้งเนื้อและพืช ดังนั้นผู้ที่กินอาหารมังสะวิรัตจึงน่าจะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าผู้ที่กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อแดงสูง

 

 

        trimethylamine n-oxide เป็นผลพลอยได้โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ มีข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ปริมาณ TMAO ที่เพิ่มขึ้นในเลือดเชื่อมโยงกับการเกิดแผ่นที่เกาะบนผนังของหลอดเลือดแดง (arterial plaque) และเมื่อมีการสะสมมากขึ้น ทำให้เส้นเลือดแดงอุดตันและนำไปสู่โรคหัวใจ

          ผลการวิจัยในอาสาสมัคร 3 กลุ่มที่ให้กินอาหารจำพวกเนื้อแดง เนื้อขาว(สัตว์ปีก) และธัญพืช พบว่ากลุ่มอาสาสมัคที่กินเนื้อแดงมีสาร TMAO สูงกว่ากลุ่ม อาสาสมัครที่กินเนื้อขาวและธัญพืช ทั้งในเลือดและปัสสาวะถึงกว่า 10 เท่า นอกจากนั้นยังพบว่าหลังจากอาสาสมัครกลุ่มที่กินเนื้อแดงหยุดกินเนื้อแดงนาน 30 วัน ปริมาณของ TMAO ทั้งในเลือดและในปัสสาวะจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

          ผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่า

1.การกินจุลินทรีย์ probiotics เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจอาจไม่ได้ผลดีอย่างที่เคยคิดไว้ เนื่องจากปริมาณจุลินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นในลำไส้จะส่งผลให้มีการสร้าง TMAO เพิ่มขึ้นด้วย

2.การกินอาหารที่เป็นเนื้อแดงเป็นครั้งคราวอาจมีมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจแต่อย่างใดเนื่องจากเมื่อหยุดกินเนื้อแดงการสร้าง TMAO ก็จะลดลงด้วย

 

 

Image result for ใยหิน

 

          แร่ใยหินจัดเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogens) กลุ่มที่ 1 (class 1) แร่ใยหินเป็นเส้นใยแร่ซิลิเกต ที่ถูกนำไปใช้ในการผลิต วัตดุก่อสร้างต่างๆ เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องทนไฟ ท่อซีเมน ฉนวนกันความร้อน กระเบื้องยางปูพื้น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งอะไหล่รถยนต์บางชนิด ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากแร่ใยหินมากที่สุดได้แก่ผู้ทำงานด้านก่อสร้างจากการตัดแต่งแผ่นกระเบื้อง ก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นแร่ใยหินเข้าสู้ระบบทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด

 

 

vImage result for งูสวัด

 

          โรคงูสวัด (varicella) มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส varicella-zoster ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับการเกิดโรค อีสุกอีใสในเด็ก หลังจากอาการของโรค อีสุขอีใสหายแล้ว ไวรัสจะเข้าไปซ่อนตามปมประสาทต่างๆ เมื่อใดก็ตามเมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ไวรัสจะเพิ่มจำนวนและออกมาจากที่ซ่อนในปมประสาท ทำให้เกิดโรคงูสวัด มีตุ่มน้ำใสๆเกิดขึ้นบนผิวหนัง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณ บั้นเอว แนวชายโครง รวมทั้งแขน ขา และใบหน้า แม้ว่าโรคนี้อาจรักษาให้หายได้ในระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ แต่อาการปวดแสบบริเวณรอยโรค อาจรุนแรงมากและโรคเรื้อรังเกินกว่า 4 สัปดาห์ หรือ อาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

          ดังนั้นผู้ที่สภาวะร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงโดยเฉพาะผู้สูงอายุจึงควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรค ปัจจุบันวัคซีนมีประสิทธิภาพการป้องกันโรคสูงแม้จะไม่ถึง 100% แต่ฉีดเพียงครั้งเดียวสามารถป้องกันโรคได้นานไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

 

1.เพื่อป้องกันการแพ้ถั่วลิสง(Peanut allergies) จะต้องไม่ให้เด็กกินถั่วช่วงอายุ 3 ปีแรก

                - รายงานทางวิทยาศาสตร์พบว่าแม้เด็กที่ให้กินถั่วก่อนอายุ 1 ปี ก็ไม่มีความเสี่ยงต่อการแพ้ถั่วแต่อย่างไร

2.น้ำมันปลา (Fish oil) มี โอเมการ์ 3 ถ้ากินประจำจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

                - รายงานวิจัย พบว่าการได้รับโอเมการ์ 3 ทุกวันไม่ช่วยป้องกันโรคหัวใจแต่อย่างใด

3.มีคำแนะนำว่าถ้ามีเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะต้องดำเนินการกำจัดไรฝุ่น หนู และแมลงสาบในบ้านให้หมด เพื่อลดการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้

                - รายงานการวิจัยพบว่าการกำจัดสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้แต่อย่างใด

4.มีคำแนะนำว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเข่าเสื่อมเนื่องจากความฉีกขาดของกระดูกอ่อน (Osteoarthritis) ต้องได้รับการผ่าตัดเข่าอาการเจ็บปวดจึงจะหาย

                - การวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโดยวิธีกายภาพบำบัดและโดยการผ่าตัดอาการเจ็บปวดจะทุเลาได้ในอัตราใกล้เคียงกัน

5.มีคำแนะนำว่าผู้สูงวัยระยะอายุกลางคนขึ้นไปถ้าได้รับการรักษาด้วย ฮอร์โมน Testosterone จะช่วยให้อาการเสียความจำจะดีขึ้น

                - ผลการวิจัยพบว่า ฮอร์โมน Testosterone ไม่มีผลในการเพิ่มความจำแต่อย่างใด

6.มีคำแนะนำว่าการกิน แปะก๊วย (Ginkgo) ประจำจะช่วยรักษาความจำให้ดีขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงวัย

                - รายงานผลการวิจัยพบว่า การกินแปะก๊วยเป็นประจำไม่ได้ช่วยให้ความจำดีขึ้นแต่อย่างใด

 

 

  1. คนที่รวยที่สุด 1 % ของคนไทยมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 66 % ของทรัพย์สินทั้งหมดที่ประเทศมี
  2. ประชากรไทย 3 ล้านคน เป็นเจ้าของที่ดินร้อยละ 80 ของที่ดินทั้งหมดของประเทศ ขณะที่คนไทยอีก 45 ล้านคน ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง
  3. คนไทยวัยเกษียณร้อยละ 5 มีความเป็นอยู่ดีและพึ่งพาตัวเองได้ ขณะที่ร้อยละ 95 ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องพึ่งพาลูกหลานมีความเป็นอยู่ลำบาก