วิจัยล่าสุดไขคำตอบหน้ากากอนามัยชนิดใดป้องกัน โควิด-19 ได้ยอดแย่ - ยอดเยี่ยม

 

ล่าสุดคณะนักวิจัยได้ทำการประเมินประสิทธิภาพของหน้ากากอนามัย 14 แบบ ไขคำตอบชนิดใดป้องกัน โควิด-19 ได้ยอดแย่ - ยอดเยี่ยม

การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ไซแอนซ์ แอดวานซ์ (Science Advances) เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยได้ทำการประเมินประสิทธิภาพของหน้ากากอนามัยหลายชนิด ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) และพบว่า ปลอกคอ มีประสิทธิภาพป้องกันโรคโควิด-19 ต่ำที่สุด ขณะที่หน้ากาก เอ็น95 (N95) หน้ากากอนามัย และ หน้ากากผ้าโฮมเมด เป็นตัวเลือกการป้องกันที่ดีกว่า

หลายประเทศได้ออกคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ดี ปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์หน้ากากอนามัยทั่วโลก ทำให้ผู้คนส่วนมากจำเป็นต้องเลือกใช้หน้ากากโฮมเมด หรือหน้ากากทางเลือก เพื่อดูแลปกป้องตนเอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ทำการทดลองเพื่อตรวจสอบการทำงานของหน้ากากรูปแบบต่างๆ ที่จะลดทอนการแพร่ของละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายระหว่างการพูดคุยแบบปกติ ด้วยการติดตั้งแสงเลเซอร์ไว้ในกล่องมืด เพื่อส่องดูละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายของผู้พูด เมื่อพวกเขาพูดคุยผ่านรูในกล่อง ขณะกล้องที่ติดไว้อีกด้านหนึ่งจะคอยบันทึกวิดีโอของละอองที่ลอยผ่านไปพร้อมกัน

 

การทดลองดังกล่าวทดสอบหน้ากากอนามัยทั่วไป จำนวน 14 แบบ และใช้ระบบอัลกอริทึมบนคอมพิวเตอร์นับจำนวนอนุภาคของละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายจากวิดีโอ ซึ่งได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้

ปลอกคอ ซึ่งเป็นที่นิยมของนักวิ่งกลางแจ้ง มีประสิทธิภาพการป้องกันต่ำที่สุดในการทดลอง เนื่องจากพวกมันก่อให้เกิดอนุภาคมากกว่าเวลาที่ผู้คนพูดคุยโดยไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย

หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย มาร์ติน ฟิชเชอร์ กล่าวว่า สาเหตุหลักอาจเป็นเพราะสิ่งทอของ ปลอกคอ ทำให้อนุภาคขนาดใหญ่แตกตัวออกเป็นขนาดเล็ก ซึ่งมีแนวโน้มลอยไปในอากาศได้ง่ายและเป็นระยะเวลานานกว่า ดังนั้น การสวม ปลอกคอ จึงอาจสร้างผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ได้

 

การศึกษาระบุเพิ่มเติมว่า ผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้า และหน้ากากไหมพรมขนแกะแบบเต็ม ให้การปกป้องได้น้อยมาก ส่วนหน้ากาก เอ็น95 เป็นตัวเลือกการป้องกันที่ดีที่สุด ขณะที่หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งซึ่งวัสดุทำมาจากพลาสติก จัดเป็นตัวเลือกดีที่สุดอันดับสอง

 

นอกจากนั้น การศึกษาเผยว่า หน้ากากที่ทำจากผ้าฝ้ายสองชั้นและวัสดุสังเคราะห์หนึ่งชั้น เป็นตัวเลือกดีที่สุดอันดับสาม และสามารถกำจัดละอองส่วนใหญ่ได้ พร้อมแนะนำว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไปคือการสวมหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง หรือหน้ากากผ้าฝ้ายทำมือที่มีหลายชั้น

 
 

โควิด-19, หน้ากากอนามัย

 

(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้หญิงซื้อหน้ากากอนามัยในช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ในเมืองอครตละของอินเดีย วันที่ 29 ส.ค. 2020)

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.komchadluek.net/news/foreign/443137?adz=

 

วันที่ 10 ก.ย. 2563 หัวหน้าทีมกฎหมายของ Sinopharm Group Co., Ltd 国药集团 บริษัทยาชั้นนำของจีน    ที่อยู่ในขั้นการทดลองทางคลินิก(Clinical Trial)ในจีนมีอยู่ 3 สูตรด้วยกัน ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นสูตรยาของทาง Sinopharm โดยได้มีการเร่งฉีดวัคซีนดังกล่าวให้แก่กลุ่มตัวอย่างไปแล้วกว่า 100,000 ราย

ซึ่งจากการติดตามผล ไม่มีรายงานผลข้างเคียง รวมถึงไม่ได้รับรายงานว่าผู้ที่ฉีดไปแล้วมีการติดเชื้อ Covid19 แม้ผู้ได้รับการฉีดไปอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงสูง(ในต่างแดน) โดยวัคซีนดังกล่าวของ Sinopharm Group ถือเป็นวัคซีน Covid19 ตัวที่ฉีดให้มนุษย์มากที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ และกำลังอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ที่ต่างประเทศ

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับฉีดวัคซีนกว่า 100,000 รายนี้ มีกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงราว 10,000 รายที่เป็นผู้มีโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสโดยตรง ได้แก่ บุคลากรแพทย์ในจีนและต่างแดน เจ้าหน้าที่ทางการทูตรวมทั้ง Expat ในต่างแดน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน One Belt One Road ตามประเทศต่างๆ ซึ่งก็มีการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยงสูงมาหลายเดือนแล้ว(ในข่าวไม่ระบุชัดกี่เดือน)

โดยหลังจากฉีดวัคซีนจะมีการติตดามผลกลุ่มตัวอย่างอย่างใกล้ชิด พบว่า กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่มีการฉีดวัคซีนไม่มีการพบว่าติดเชื้อ Covid19 ขณะที่กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีการพบว่าติดเชื้อจากพื้นที่ โดยผลการศึกษาเปรียบเทียบในหลายๆประเทศต่างให้ผลที่ตรงกัน ...แม้ว่ากลุ่มเสี่ยงที่ฉีดวัคซีนแล้วจะอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อหลักแสนคนขึ้นไป ก็ไม่มีการพบว่าติดเชื้อแต่อย่างใด นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า วัคซีน Covid19 ของจีนใช้ได้ผลจริง

ด้านรองประธาน Sinopharm Group จางอวิ๋นเทา 张云涛 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วัคซีน Covid19 ที่ผลิตจากการทำ Clinical Trial ทั้งระยะ 1 และ 2 ส่งเสริมให้ผุ้ที่ได้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่เป็นกลาง (Neutralizing Antibody) ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่สูงในวงการการแพทย์สากล ซึ่งทางทีม Sinopharm Group ก็จะเก็บข้อมูลและสังเกตการณ์ในการทำ Clinical Trial ระยะที่ 3 จากกลุ่มตัวอย่างในต่างประเทศต่อไป

**อย่างไรก็ดี ณ ขณะนี้มีการคาดการณ์ว่า วัคซีน Covid19 (ไม่ว่าจะสูตรของประเทศไหน)เป็นที่ต้องการทั่วโลกขั้นต่ำที่ราว 500 ล้านหลอด

เพิ่มเติม : Sinopharm Group Co. , Ltd. เป็น บริษัทผลิตยาชั้นนำของจีน โดยบริษัทแม่ของ Sinopharm Group คือ Sinopharm Industrial Investment ซึ่งเป็น บริษัทร่วมทุน 51-49 ระหว่างรัฐวิสาหกิจ China National Pharmaceutical Group และ Fosun Pharmaceutical ซึ่งเป็นกิจการพลเรือน

แปลและเรียบเรียงจาก weibo 澎湃新闻 The Paper News
https://m.weibo.cn/5044281310/4547871251106043

‘เมียนมา’ ประกาศล็อกดาวน์ 'ย่างกุ้ง'
 
"รัฐบาลเมียนมา" ประกาศล็อกดาวน์ย่างกุ้ง ระงับบริการเที่ยวบินพาณิชย์ทุกเส้นทางในประเทศ ไปจนถึง 1 ต.ค.นี้

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) หรือศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่น่าสนใจในต่างประเทศว่า รัฐบาลเมียนมาประกาศอย่างเป็นทางการ ไม่อนุญาตการเดินทางออกจากเมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ และการระงับบริการเที่ยวบินพาณิชย์ ทุกเส้นทางภายในประเทศ จนถึงวันที่ 1 ต.ค.นี้ “เป็นอย่างน้อย”

นางออง ซาน ซูจี ผู้นํารัฐบาลพลเรือนเมียนมา แถลงผ่าน สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ว่าเธอรับทราบเสียงวิจารณ์ของประชาชน ว่า ข้อกําหนดหลายอย่างเข้มงวดเกินไป แต่หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือโดยปฏิบัติตามอย่าง เคร่งครัด เธอเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น ภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์

ก่อนหน้านี้ มีพื้นที่อย่างน้อย 29 เขต จากทั้งหมด 44 เขตของเมืองย่างกุ้งทยอยเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีตํารวจกระจายกําลังกันตั้งด่านตรวจหลายชั้นทั่วทั้งเมือง เพื่อตรวจตราความเรียบร้อย และจับกุมผู้ฝ่าฝืนข้อปฏิบัติตามมาตรการล็อกดาวน์ ที่นอกจากต้องชําระค่าธรรมเนียมแล้ว ยังจะมีการเผยแพร่รายชื่อของผู้กระทําผิดลง ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับด้วย

 

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/897567?anf=

6 เดือนระบาดใหญ่ โควิด-19พลิกโลก

นับตั้งแต่องค์การอนามัยโลก ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นการระบาดใหญ่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ถึงวันนี้เป็นเวลาได้ 6 เดือนแล้วที่ชีวิตผู้คนต้องปั่นป่วน แต่ละวันโลกพยายามทำความเข้าใจกับโควิด แต่ยังมีประเด็นให้ต้องเรียนรู้อีกมากดังนี้

นับตั้งแต่องค์การอนามัยโลก ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นการระบาดใหญ่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ถึงวันนี้เป็นเวลาได้ 6 เดือนแล้วที่ชีวิตผู้คนต้องปั่นป่วน แต่ละวันโลกพยายามทำความเข้าใจกับโควิด แต่ยังมีประเด็นให้ต้องเรียนรู้อีกมากดังนี้

  • หวั่นยุโรปเจอระลอก2

ในยุโรป ที่ยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดก่อนเข้าฤดูร้อน เพื่อให้ผู้คนเดินทางท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉพาะในสเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ การเปิดเรียนและให้ประชาชนกลับเข้าออฟฟิศจึงมีอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม แม้การตรวจหาเชื้อตอนนี้ขยายวงออกไปมาก แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังต่ำกว่าเดือน มี.ค. และเม.ย. ก่อนเริ่มล็อกดาวน์อยู่มาก กระนั้นสิ่งที่พึงระวังคือ ผู้ติดเชื้อตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มีอาการไม่มากนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่าเมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านี้จะนำโรคไปติดกับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ

  • ติดเชื้อซ้ำกับภูมิคุ้มกัน

ผลการศึกษาจำนวนหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า มีคนติดเชื้อซ้ำหลังจากหายป่วยแล้ว ก่อให้เกิดความกังวลถึงการสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ของมนุษย์อย่างถาวร ไม่ว่าจะด้วยการติดเชื้อหรือฉีดวัคซีน

ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำรายแรกที่ได้รับการยืนยัน เป็นชายฮ่องกงวัย 33 ปี ตรวจพบจากการคัดกรองที่สนามบินหลังจากหายป่วยมาแล้ว 4.5 เดือน

รอบนี้เขาไม่มีอาการ ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนดีใจว่า นี่คือสัญญาณแห่งความหวังว่าระบบภูมิคุ้มกันของเขาเรียนรู้การปกป้องตนเองจากโรคนี้แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงเตือนว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปจากการติดเชื้อซ้ำเพียงไม่กี่ราย จากผู้ติดเชื้อทั่วโลกหลายล้านราย และตอนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าติดเชื้อซ้ำได้อย่างไร

ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ต่อโควิด-19 ยังคงต้องศึกษากันต่อไป หลายคนเน้นไปที่แอนติบอดี แต่ก็มีการศึกษาเซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดเล็กที่เรียกว่า เซลล์ลิมโฟไซท์ ชนิดทีเซลล์ ที่อาจสร้างความทรงจำภูมิคุ้มกันได้ กระนั้นความรู้เกี่ยวกับวิธีที่เซลล์เหล่านี้จัดการกับโควิด-19 ก็น้อยเต็มที

 
  • เด็กกับโควิด

ขณะที่เด็กกำลังกลับเข้าชั้นเรียน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจริงๆ แล้วเด็กๆมีส่วนช่วยแพร่โควิด-19 หรือไม่ เท่าที่ทราบคือเด็กที่ติดโควิดแทบไม่มีอาการรุนแรง ส่วนใหญ่มีอาการน้อยหรือไม่มีเลย แล้วพวกเขาจะแพร่เชื้อได้หรือไม่นั้น ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคยุโรปเผยว่า ถ้ามีอาการเด็กๆ สามารถแพร่ไวรัสได้ในปริมาณเดียวกับผู้ใหญ่ และติดคนอื่นได้แบบเดียวกัน ส่วนเด็กที่ไม่แสดงอาการจะติดคนอื่นได้หรือไม่ตอนนี้ยังไม่ทราบ

ผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่เด็กแพร่โควิดมีน้อย บางทีอาจเป็นเพราะมีอาการน้อย พวกเขาอาจไม่ไอหรือจาม ที่เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงกระจายไวรัส

กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะให้แยกระหว่างเด็กเล็กกับวัยรุ่น ที่ดูเหมือนแพร่โรคได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่

  • ความปลอดภัยของวัคซีน

โลกยังคงตั้งตารอวัคซีนที่ปลอดภัยได้ประสิทธิผล สัปดาห์นี้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ขึ้นบัญชีวัคซีนทางเลือก 35 ตัวที่กำลังทดลองกับมนุษย์ทั่วโลก ในจำนวนนี้ 9 ตัวอยู่ในเฟส3 หรือเตรียมเข้าสู่เฟส3 อันเป็นขั้นตอนสุดท้าย ที่ต้องทดสอบกับอาสาสมัครหลายหมื่นคนเพื่อวัดประสิทธิผลกับคนจำนวนมาก

มหาอำนาจผู้กล้าทุ่มอย่างสหรัฐ รัสเซีย และจีนกำลังเร่งกระบวนการเพื่อให้ได้วัคซีนเป็นประเทศแรกเผลอๆ ก่อนสิ้นปีนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ใจเย็นๆ ถ้าเร่งมือเกินไป ความปลอดภัยอาจลดลงแล้วประชาชนจะไม่เชื่อมั่น

อย่างกรณีของบริษัทยายักษ์ใหญ่ “แอสตร้าเซนเนก้า” กับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ต้องหยุดทดลองวัคซีนชั่วคราวหลังอาสาสมัครป่วยไม่ทราบสาเหตุ

ส่วนวัคซีนจะได้ใช้เมื่อใดนั้น สำนักงานแพทย์ยุโรปกล่าวว่า อาจยังไม่พร้อมใช้จนกว่าจะถึงต้นปี 2564 ดับเบิลยูเอชโอบอกว่า อาจต้องรอถึงกลางปี ในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจไม่มีวัคซีนเลยก็ได้

 

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/897375?anf=

อย่าลืมนะ


ประมาณ 90% ของการเกิดหัวใจล้มเหลว เกิดขึ้นในช่วงเช้าและสามารถลดลงได้ ถ้าดื่มน้ำ 1-2 แก้ว

คุณรู้ไหมว่า
ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอน ช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ เริ่มทำงาน
ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนมื้ออาหารช่วยย่อย
ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิต
ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนนอน ป้องกันหลอดเลือดสมองตีบตัน และหัวใจล้มเหลว
ส่งให้กับคนที่คุณ รักและห่วงใย

อวสานเกาะฮ่องกง
บทเรียนสำหรับเยาวชนไทย

คิดถึงฮ่องกงใหมคะ? ถ้ายังอาลัยของอร่อย
ก็ต้องฟัง Francis Yip ร้องเพลงนี้ค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=l69UBDtvrXg

อวสานแล้วค่ะ เกาะฮ่องกง!

คนหนุ่มสาวฮ่องกงยากจน พากันเดินพาเหรด
กันตกงานมากเป็นประวัติการณ์

หลังจากเกิดม็อบเยาวชนชังชาติในฮ่องกงมา
นานกว่า 4 เดือน ผลกรรมที่ชังบรรพบุรุษได้
สนองตอบอย่างสาสม เกิดการกระทบต่อ
เศรษฐกิจอย่างร้ายแรงและส่งผลย้อนกลับ
สู่บรรดาม็อบและครอบครัวอย่างแสนสาหัส

โดยกลุ่มทุนธนาคารยักษ์ใหญ่ HSBC ที่อยู่กับ
ฮ่องกงมาช้านาน เคลื่อนย้ายเงินทุนมหาศาล
สุดพรรณาไปอยู่สิงคโปร์ และออสเตรเลียแล้ว

ยังไม่รวมอีกสารพัดธุรกิจชั้นดีขนาดใหญ่
จำนวนมาก ที่ต่างก็พากันถอนตัวจากฮ่องกง
ย้ายไปประเทศอื่นอีกเรื่อยๆเพราะวิเคราะห์ว่า
ฮ่องกงหมดอนาคตในระยะยาวแล้ว ส่งผลให้
คนหนุ่มสาวที่เคยมีเงินเดือนหลักแสนบาท
ตกงานไปแล้วหลายหมื่นคน .....และยังไม่
สามารถหางานทำใหม่ได้

โดยเฉพาะที่หนักสุดคือบรรดาร้านอาหารหลาย
ร้อยแห่งที่อยู่ใกล้กับกับย่านม็อบต่างถูกเผา
ทุบทำลาย และแย่งอาหารไปกินเพราะความ
หิวโซของม็อบที่หาของกินยากมากขึ้น

ความเดือดร้อนหิวอาหารและควานหาอาหาร
ประทังชีวิตจึงกระจายไปทั่ว คนฮ่องกงที่ตก
งานและไม่มีรายได้อะไรอีกแล้ว

ประจวบกับไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปในฮ่องกง
เพราะขืนโผล่ออกจากโรงแรมที่พัก พวกม็อบก็
ดักรุมทุบนักท่องเที่ยวอยู่ดี จึงขยาดไปตามๆ กัน

ปกติแล้วคนฮ่องกงจะต้องซื้ออาหารกินนอกบ้าน
เพราะที่พักซึ่งเป็นตึกสูงไม่มีที่ประกอบอาหาร
อาชีพกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจึงได้รับความทุกข์แสนสาหัส ต่างสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจาก
จำนวนผู้มาเยือนในเมืองลดลง ดูเวิ้งว้างไร้
ผู้คนและนักท่องเที่ยว

ร้านอาหารหลายร้อยแห่ง จำต้องปิดตัวลงไปแล้ว
และต้องให้พนักงานเรือนหมื่นคนออกจากงานโดย
ไม่ได้รับค่าจ้างเลย และไม่ได้ว่าจ้างคนงานชั่วคราว
อีกต่อไป

ม็อบยุวชนชังชาติฮ่องกงก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณค่ามิได้

ผลกระทบยังเกิดโดมิโนภาคธุรกิจต่างๆ เช่น
ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและโรงแรม รถไฟฟ้า
ผู้เชี่ยวชาญทุกค่าย ต่างก็คาดการณ์คล้ายกัน
ว่าแม้ม็อบชังชาติจะยุติลงแล้ว แต่เศรษฐกิจ
ของฮ่องกงจะเลวร้ายสุดขั้ว

นับเป็นบทเรียนที่พ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทย
ต้องหมั่นย้ำเตือนลูกหลานว่า

#อย่าเชื่อค่ายการเมืองเลี้ยงแกะ#คนรุ่นใหม่ชังชาติ#เด็ดขาด
#อย่าไปฟัง อย่าไปดูสิ่งที่เขาหลอกลวง
#อย่าไปเกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมใดๆ กับเขา
#หนีห่างออกมาให้ไกลที่สุด
#ชาติเราจะปลอดภัยจากสิ่งที่บรรพบุรุษ
สร้างไว้ให้คนไทยเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว
#พึงจดจำใส่สมองไว้ว่า กษัตริย์ไทยทรงพระนาม
ว่า"สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"ทรงกอบกู้
เอกราชให้แก่ไทย และ
#"สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช"
ทรงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีให้เรา
ได้ภาคภูมิใจและอาศัยอยู่อย่างร่มเย็น

Cr.ศุภพสก

ต.ค หรือ พ.ย ไทยคงต้องปิดประเทศแล้วครับ

 

อาการวันต่อวัน

วันที่ 1-3
1. คล้ายหวัด
2. ปวดในคอเล็กน้อย
3. ไม่มีไข้ ไม่เหนื่อย
4. กิน/ดื่มปกติ

วันที่ 4
1. เจ็บคอเล็กน้อย
2. พูดเริ่มเจ็บในคอ
3. ไข้ดูปกติ 36.5°C
4. รบกวนกับการกิน
5. ปวดหัวเล็กน้อย
6. ท้องเสียออ่อนๆ
7. รู้สึกเหมือนเมา

วันที่ 5
1. ปวดในคอ พูด_เจ็บ
2. อ่อนเพลียเล็กน้อย
3. ปรอทไข้ 36.5° -36.7°C
3. อ่อนเพลีย ปวดข้อต่อ

วันที่ 6
1. ปรอทไข้ 37 ° C+
2. ไอแห้ง
3. ปวดคอขณะกิน/พูด
4. อ่อนเพลีย คลื่นไส้
5. หายใจลำบากเป็นครั้งคราว
6. นิ้วรู้สึกเจ็บปวด
7. ท้องร่วง อาเจียน

วันที่ 7
1. มีไข้ 37.4° -37.8°C
2. ไอต่อเนื่อง มีเสมหะ
3. ปวดร่างกาย/ศีรษะ
4. ท้องร่วงมาก
5. อาเจียน

วันที่ 8
1. ไข้ 38°C+++
2. หายใจลำบาก
3. ไอต่อเนื่อง
4. ปวดหัว ข้อต่อ กล้ามเนื้อ
5. ง่อยและปวดก้น

วันที่ 9
1. ไม่ดีขึ้น และแย่ลง
2. ไข้สูงมาก
3. อาการทรุดลงมาก
4. ต้องต่อสู้เพื่อหายใจ

อาการในวันที่ 9 ต้องตรวจเลือด CT Scan ทรวงอก

เพื่อประโยชน์ร่วมกัน แชร์ต่อนะครับ

ขอขอบคุณครับ

อินเดียมีผู้ติดเชื้อเป็นอันดับ 2 ของโลกและคาดว่าจะทะลุ 4 ล้านคนในวันสองวันนี้

ตอนนี้คนอินเดียเริ่มอพยพและกำลังหนีตายจากโควิดข้ามชายแดนมายังบังกลาเทศ คนอินเดีย คนบังกลาเทศ ก็เดินเท้าต่อเข้ามาพม่า

และจากประเทศพม่าก็เดินเท้าต่อข้ามชายแดนเพื่อหนีตายเข้ามาในประเทศไทยให้ได้

ตอนนี้ยากมากกับการจะปกป้องชายแดนที่มีพื้นที่รอยต่อทางธรรมชาติมากมายมหาศาล

ดังนั้นหากมีหลุดเข้ามาคงยากที่จะไปโทษทหารตามชายแดน


.
มีการคาดการณ์กันว่าการเดินเท้าจากประเทศอินเดียมาประเทศไทยใช้เวลาประมาณ 30 - 45 วัน

เดินเท้าจากประเทศบังกลาเทศ ใช้เวลาประมาณ 15 - 20 วัน และจากประเทศพม่ามายังชายแดนของประเทศไทย ใช้เวลาประมาณ 7 - 15 วัน
.
ดังนั้นในช่วง 7 วันจากนี้ เรากำลังจะได้เห็นผู้อพยพจำนวนมากเคลื่อนตัวมายังชายแดน

เราอาจจะได้เห็นสงครามตรงตะเข็บชายแดน ดังนั้นการปกป้องประเทศเราก็เลยมีการยกระดับถึงขั้นสูงสุด

คนในประเทศเพื่อนบ้านของเรา เขาอยู่ในประเทศที่ระบบสาธารณสุขไม่ดี เขาก็เลยจำเป็นต้องหนีตาย

หนีทั้งโรคโควิดและหนีความอดตายเพื่อจะเข้ามาอาศัยในประเทศเรา

แน่นอนคนในประเทศเราส่วนใหญ่คงไม่เห็นด้วยกับการเปิดรับเข้ามาอย่างแน่นอน


.
ความย้อนแย้งระหว่างคุณธรรม มนุษยธรรม และการเอาตัวรอดเกิดขึ้นแล้วบนโลกใบนี้
.
ทัพแขก ทัพบัง ทัพพม่า จะตีแตกแหกด่านเข้ามาได้ในวันไหนไม่มีใครรู้ ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ ๆ คือเราต้องปกป้อง

ป้องกันตนเอง ครอบครัว และคนที่เรารัก การ์ดอย่าตกกันนะครับทุกท่าน สวมหน้ากากป้องกันด้วย ยิ่งในที่แออัด และมีคนไม่รู้จักจำนวนมากมหาศาล
.
เป็นกำลังใจ และขอให้ทหารกล้าที่ปกป้องชายแดนอยู่ในตอนนี้ อย่าได้หมดแรง หมดกำลังใจ ขอให้เข้มแข็งรักษา

ตึงกำลังควบคุมสถานการณ์ชายแดนให้ผ่านไปได้ด้วยดี ผมกำลังจะรวบรวมข้าวของ เครื่องใช้ที่จำเป็นจากพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อส่งไปสมทบเร็ว ๆ นี้นะครับ