Superbug

        ซูเปอร์บั๊ก กำลังแพร่กระจายก่อให้เกิดปัญหาทางการแพทย์ทั่วโลก ซูเปอร์บั๊ก คือ แบคทีเรียก่อโรคที่ต้านยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิด ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ซูเปอร์บั๊ก และ ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยปกติหลายเท่า รายงานผู้ติดเชื้อซูเปอร์บั๊กในสหรัฐอเมริกา ในปี 2556 มีจำนวนสูงถึงกว่า 2 ล้านคนในจำนวนนี้ เสียชีวิตประมาณ 20,000 คน ประเทศเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาหลายพันล้านดอลล่าร์ โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งมีปัญหาด้านซูเปอร์บั๊กอยู่มาก มีการประมาณการว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขภายใน 30 ปี ข้างหน้า ประชาชนจีนอาจเสียชีวิตจาก ซูเปอร์บั๊ก ถึงประมาณ 1 ล้านคน

       ต้นเหตุของการเกิด ซูเปอร์บั๊ก เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณ กว่า 60 ปีที่แล้ว (คศ. 1950) เมื่อเริ่มมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเร่งให้สัตว์เลี้ยงเติบโตเร็วขึ้นกว่าปกติ โดยผสมยาปฏิชีวนะในอาหาร น้ำ และพ่นฉีดบนลำตัว ทั้งในอุตสาหกรรมเลี้ยง ปศุสัตว์ และเลี้ยงไก่ โดยเฉพาะในฟาร์มไก่เนื้อ มีข้อมูลว่า ปี 2503 ต้องใช้เวลา 63 วัน เพื่อเลี้ยงไก่ให้ได้น้ำหนัก 3.4 ปอนด์ แต่ในปี 2554 ใช้เวลาเพียง 47 วัน   เพื่อเลี้ยงไก่ให้ได้น้ำหนัก 5.4 ปอนด์ ซึ่งยืนยันได้ว่ายาปฏิชีวนะ มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเจริญเติบโต ข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าระหว่างปี 2544 ถึง 2554 ยาปฏิชีวนะที่ขายในประเทศนี้ทั้งหมดประมาณ 80% ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ อีกประมาณ 20% เท่านั้น ที่ถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วย

       การเกิดขึ้นของชูเปอร์บั๊กมีสาเหตุจากยาปฏิชีวนะเข้าไปกำจัดแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่ไม่ต้านยาให้หมดไป เปิดโอกาสให้แบคทีเรียที่ต้านยาตามธรรมชาติ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ   ปี 2556 พบว่า ไก่ที่ขายในตลาดกว่า ร้อยละ 50 ปนเปื้อนด้วยแบคทีเรีย ชนิดที่เป็นซูเปอร์บั๊กแบคทีเรียต้านยาเหล่านี้เข้าสู่มนุษย์ได้หลายทาง เช่น จากเนื้อสัตว์ที่ดิบๆสุกๆ จากการที่มีปนเปื้อนอยู่ในผัก ผลไม้   รวมทั้ง ผู้ที่ทำงานในฟาร์ม ที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

     ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ เริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ จึงเริ่มมีมาตรการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ ในการผสมในอาหาร และ น้ำในการเลี้ยงสัตว์ สำหรับในประเทศไทย ปัจจุบันยังคงไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการที่จะช่วยลดปัญหานี้

ตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากควรทำหรือไม่

               โรคมะเร็งของต่อมลูกหมากเกิดขึ้นในผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสูงกว่าวัยอื่น เคยมีรายงานวิจัยว่า การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (prostate-specific antigen testing) หรือ PSA ซึ่งถูกนำออกใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พศ. 2533 อาจมีประโยชน์น้อย เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากมีการพัฒนาช้ามากอาจใช้เวลา 10-20 ปี ในการพัฒนาของโรคในแต่ละขั้น และการรักษาโดยการผ่าตัดอาจทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้เร็วขึ้น หรือผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเสียชีวิตด้วยโรคอื่นก่อนโรคมะเร็ง จะแสดงอาการ เป็นต้น

               อย่างไรก็ตามมีรายงานล่าสุดจากการวิจัยพบว่า ได้ผลขัดแย้งกัน เนื่องจากข้อมูลทางสถิติพบว่า กลุ่มผู้ที่ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากที่ได้รับการรักษาต่อเนื่องมีอัตราการตายลดลงถึง 22%  และผลจากการวิจัยต่อมาก็พบว่า กลุ่มผู้ได้รับการตรวจคัดกรองมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึงประมาณ 50 % (ข้อมูลจาก ASCP : Daily Diagnosis)

               ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากก็เช่นเดียวกับมะเร็งอื่นๆ กล่าวคือ เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อาหารและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอาหารมีข้อมูลจากการวิจัยพบว่าอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ปิ้งย่าง หรือทอดด้วยความร้อนสูง จะทำให้โปรตีน และไขมันในเนื้อถูกเปลี่ยนเป็นสาร amines และ hydrocarbons ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โดยสารจะเข้าไปเปลี่ยนแปลง ดีเอ็นเอ ในเซลล์ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะเซลล์ของต่อมลูกหมากมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าเซลล์ของอวัยวะอื่นมาก จึงทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งได้ง่าย

sugar.jpg

                น้ำตาลเป็นสารอาหารเสพติดของมนุษย์มาช้านาน แต่ปัจจุบัน ปัญหาโรคอ้วนกำลังคุกคามมนุษย์ชาติทั่วโลก ส่วนหนึ่งมาจากแผนการตลาดที่แยบยลของผู้ผลิตและผู้ค้าที่เพิ่มอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้แก่ประชาชน โดยเพิ่มขนาดของอาหารให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างความเคยชิน ส่งผลให้ปัจจุบันโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ กำลังส่งผลคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างรุนแรงมีคำถามที่น่าสนใจว่าทำไม เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1900 ประชากรโลกเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ปัจจุบันมีประชากรสูงถึง 1 ใน 3 ของโลกมีปัญหานี้ หรือในปี ค.ศ. 1980 ประชากรโลกประมาณ 153 ล้านคนป่วยด้วยโรคเบาหวาน แต่ปัจจุบันมีประชากรโลกถึง 347 ล้านคนเป็นโรคนี้ เมื่อย้อนไปดูสาเหตุก็จะพบว่า การบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนสำคัญของปัญหานี้

ผลการสำรวจผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 (type 2) ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ช่วงปี ค.ศ.1973 มีประชากร 2% (4.2ล้านคน) เป็นโรคเบาหวาน แต่การสำรวจเมื่อปี 2010 พบว่า จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 7% (21.1ล้านคน) ของประชากร ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการบริโภคน้ำตาลที่นอกเหนือจากมีอยู่ในอาหารปกติ (added sugars) มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น จาก 333 แคลอรี่ ในปี ค.ศ. 1970 เป็น 422 แคลอรี่ ในปี ค.ศ. 1999

                สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) แนะนำการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นจากอาหารปกติ สำหรับ ชาย วันละ 150 แคลอรี่ (9 ช้อนชา หรือประมาณ 38 กรัม) และหญิง วันละ 100 แคลอรี่ (6 ช้อนชา หรือประมาณ 25 กรัม) โดยน้ำตาล 1 ช้อนชา เป็นปริมาณน้ำตาล 4.2 กรัม ปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มต่างๆมีดังนี้

               คุกกี้ 3 ชิ้น มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 10.5 กรัม โยเกิตไขมันต่ำ 1 ถ้วย (8 ออนซ์) มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 25.9 กรัม แอปเปิลแดง 1 ผล มีประมาณน้ำตาลประมาณ 3.2 กรัม ข้าวโพด 1 ฝัก มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 0.8 กรัม ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนชา มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 2.5 กรัม ไข่ 1 ฟอง มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 0.2 กรัม เครื่องดื่มต่างๆ 1 กระป๋อง (12 ออนซ์) มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 33.3 กรัม

                รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่าคนไทย กินน้ำตาลโดยเฉลี่ยคนละ 30 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งสูงเกินกว่าปริมาณที่ควรได้รับถึง 3 เท่า น้ำตาลที่เข้าสู่ระบบทางเดินอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด ทำให้ร่างกายต้องดึงสารต่างๆในร่างกายมาลดความเป็นกรดของเลือดลงเพื่อให้สู่สภาวะสมดุล น้ำตาลส่วนเกินจะถูกนำไปสะสมในตับ ในรูปแบบไกลโคเจน บางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน เข้าไปสะสมในอวัยวะต่างๆ เช่นหน้าท้อง สะโพกและต้นขาเป็นต้น ถ้าร่างกายได้รับน้ำตาลระดับสูงอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันเหล่านี้ก็จะเข้าไปสะสมในหลอดเลือด โดยเฉพาะในหัวใจและสมองส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดอื่นๆตามมา

               ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีเราควรลดปริมาณน้ำตาลที่ใส่เพิ่มลงในอาหารและเครื่องดื่มปกติลง เช่นดื่มกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มบรรจุขวดหรือกระป๋องที่มีขายตามท้องตลาด ลดการกินผลไม้และของหวานที่มีรสหวานสูง เป็นต้น

               น้ำตาลทรายที่ผลิตจากอ้อยเมื่อนำมาประกอบอาหารหรือใส่ในกาแฟ จะประกอบด้วยน้ำตาล กลูโคส (glucose) 50% น้ำตาล ฟรุกโตส (fructose) 50% น้ำตาลกลูโศสจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดนำไปใช้เป็นพลังงาน ส่วนที่เกินจะถูกเปลี่ยนในตับเป็นไขมัน และถูกส่งไปตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย ส่วนน้ำตาลฟรุกโตสซึ่งเคยคิดกันว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจะเข้าไปในตับโดยตรงและถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมอยู่ในตับ และถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดันโลหิต และเบาหวานประเภท 2 เป็นต้น

   coconut oil-

         

        น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น(coconut oil หรือ copra oil) ปัจจุบันได้ถูกนำมาประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ถึงประโยชน์ด้านสุขภาพ ตั้งแต่ประสิทธิภาพในการลดคอลเลสเตอร์รอล ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดน้ำหนัก จนถึง ป้องกันโรค อัลไซเมอร์ และ ชะลอความแก่ ส่วนใหญ่เป็นการหวังผลทางธุรกิจโดยไม่มีข้อมูลการแพทย์ที่พิสูจน์ชัดเจนแล้วสนับสนุน ถึงขนาดแนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าว กลั้วคอเช้า-เย็น เพื่อฆ่าเชื้อโรคในปาก ปัจจุบันมีการโฆษณาถึงว่า น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติต้านเชื้อ HIV และ ป้องกันมะเร็ง

      น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นได้จากการสกัดโดยบีบอัดเนื้อมะพร้าวที่แก่เต็มที่ โดยไม่ใช้ความร้อน จึงเชื่อว่าคุณสมบัติของน้ำมันยังมีอยู่โดยสมบูรณ์ โดยไม่มีการถูกทำลายโดยความร้อน น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายน้ำมันมะกอกเนื่องจากมีจุดเดือดต่ำ (low smoke point) จึงไม่เหมาะในการนำมาทำอาหารจำพวก ผัด และ ทอด แต่เหมาะจะใช้ในการทำน้ำสลัดมากกว่า

     ในทางตรงข้าม การที่ร่างกายได้รับน้ำมันมะพร้าวเกินความจำเป็น จะส่งผลเสียต่อร่างกาย อาทิเช่น น้ำมันมะพร้าว มีกรดไขมันอิ่มตัว (saturatedfat)สูง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า กรดไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของการมีระดับคอลเลสเตอร์รอล ซึ่งอาจนำไปสู่ โรคหัวใจ และ หลอดเลือดตามมา นอกจากนั้นการได้รับน้ำมันมะพร้าวเกินความจำเป็น จะส่งผลให้มีไขมันไปพอกตับ และ เพิ่มน้ำหนักตัวจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดัน หรือ โรคไต

ตารางแสดงปริมาณไขมันในน้ำมันชนิดต่างๆ

 

ชนิดของน้ำมัน

%ไขมันอิ่มตัว  (Saturated Fat)

%ไขมันไม่อิ่มตัว  (Unsaturated Fat)

น้ำมันถั่วเหลือง

16

84

น้ำมันถั่วลิสง

17

77

น้ำมันรำข้าว

18

82

น้ำมันข้าวโพด

13

82

น้ำมันดอกทานตะวัน

10

90

น้ำมันปาล์ม

50

49

น้ำมันมะพร้าว

92

8

น้ำมันมะกอก

14

86

น้ำมันหมู

น้ำมันไก่

เนยเทียม

40

27

60

59

68

35

 

น้ำมันหมูจะกลับมา

คนไทยใช้น้ำมันหมู (lard) ในการประกอบอาหารมานานหลายชั่วอายุคน แต่เมื่อประมาณ 30-40 ปี ที่แล้วมีข้อมูลข่าวสารระบุว่าน้ำมันหมู มีความเป็นอันตรายต่อสุขภาพควรใช้น้ำมันพืช (vegetable oil) ในการประกอบอาหารแทนจนทำให้แทบทุกครัวเรือน เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช แต่ปัจจุบันมีข้อมูลที่มากขึ้นว่าน้ำมันพืชก็มีอันตรายต่อสุขภาพไม่น้อยไปกว่าน้ำมันหมูเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมาทำความเข้าใจโครงสร้างทางโมเลกุลของน้ำมันและความแตกต่างระหว่างน้ำมันจากสัตว์และน้ำมันจากพืช  โดยทั่วไปโมเลกุลของน้ำมันประกอบด้วยไขมัน 2 ชนิด ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) และไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ซึ่งแบ่งออกเป็น อีก 2 ชนิดคือ ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่มีการจับกันของโมเลกุลไขมันหลายคู่ (polyunsaturated fatty acid) และไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่มีการจับกันของโมเลกุลของไขมันเพียงคู่เดียว (monounsaturated fatty acid)

 

เนื่องจากน้ำมันจากสัตว์ประกอบไปด้วยไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเมื่อนำมาประกอบอาหารจะมีปริมาณกรดไขมัน (fatty acid) สูงซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอร์รอล(cholesterol) ชนิดเลว หรือ LDL มากขึ้น ซึ่ง LDL นี้จะนำโคเลสเตอร์รอลเข้าไปเกาะในเส้นเลือดหัวใจทำให้เส้นเลือดหัวใจอุดตันเกิดเป็นโรคหัวใจ (coronary artery disease)

น้ำมันจากพืชประกอบด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่จึงถือได้ว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่า แต่น้ำมันพืชมีความคงตัวน้อยกว่าน้ำมันจากสัตว์จึงจำเป็นต้องเติมสารบางอย่างลงไปเพื่อให้มีความคงตัวมากขึ้น สารนั้นก่อให้เกิดไขมันทรานส์ (transfat) ซึ่งไขมันทรานส์นี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน เนื่องจากเมื่อนำมาประกอบอาหารจะปล่อยอนุมูลอิสระ (free radicals) ออกมาเมื่อถูกความร้อน ซึ่งอนุมูลอิสระนี้เป็นสารก่อมะเร็งโดยเฉพาะถ้าน้ำมันถูกนำมาใช้ซ้ำก็จะเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น ซึ่งอนุมูลอิสระนี้จัดเป็นสารก่อมะเร็งที่สำคัญ

โดยสรุปทั้งน้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์ต่างก็มีทั้งประโยชน์และโทษเช่นเดียวกันดังนั้นข้อแนะนำในการใช้น้ำมันประกอบอาหารคือ น้ำมันพืชใช้สำหรับการผัดหรือทอดที่ใช้ความร้อนไม่สูงมากและห้ามใช้ซ้ำ ส่วนน้ำมันสัตว์เหมาะสำหรับการใช้ทอดที่ต้องการความร้อนสูง (deep frying)

ข้อมูลที่มีจากรายงานผลการวิจัยล่าสุดพบว่า ความเชื่อที่ว่าไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของโรคหัวใจนั้นไม่เป็นความจริง ไขมันอิ่มตัวธรรมชาติไม่ใช่สาเหตุของโรคหัวใจ ตรงกันข้ามไขมันทรานส์กลับมีอันตรายมากกว่าเนื่องจากนอกเหนือจากมันจะปล่อยอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งแล้ว มันยังมีส่วนสำคัญที่ไปเพิ่ม โคเลสเตอร์รอลชนิดเลว (LDL) และลดโคเลสเตอร์รอลชนิดดี (HDL) ด้วย

The Dietary Guidelines Advisory Committee (DGAC) สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่า โคเลสเตอร์รอล ในน้ำมันหมูแท้จริงแล้วไม่ได้มีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจแต่อย่างใด ในทางกลับกันมันมีประโยชน์ต่อร่างกายขณะที่ไขมันทรานส์ที่มีอยู่ในน้ำมันพืชเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งแล้วยังเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดมากกว่าน้ำมันหมูซึ่งปัจจุบันไขมันทรานส์พบในอาหารมากมาย เช่น มันฝรั่งทอด โดนัท คุกกี้ เนยถั่ว เนยเทียม (margarine) ครีมเทียม เค้ก ขนมกรุปกรอบ เป็นต้น

 องค์การอาหารและยาของสหรัฐได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า อีก 3 ปี ข้างหน้าจะห้ามใช้น้ำมันพืชเนื่องจากมีไขมันทรานส์สูง

 

 

หมวดหมู่รอง

บทความวิชาการ