Super Bug : Super E.coli

 

                เป็นที่รู้กันดีว่า E.coli เป็นจุลินทรีย์ ที่ไม่มีพิษภัย อาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด แต่เมื่อประมาณ 50-60 ปี ที่แล้วมา นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามี E.coli บางสายพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดโรคเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า Shiga toxin ซึ่งรายงานพบเป็นครั้งแรกโดยนักจุลชีววิทยาชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ Kiyoshi Shiga นักวิทยาศาสตร์แยกสายพันธุ์ของ E.coli โดยอาศัยความแตกต่างของโปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์ ต่อมาจึงมีการพบว่า E.coli 0157:H7 เป็นสายพันธุ์ที่สร้าง  Shiga toxin ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ติดเชื้อ เข้าไปสู่อวัยวะต่างๆ ทำให้เลือดแข็งตัว (blood clots) และไตล้มเหลว (kidney failure) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยบางราย

 

                การระบาดของ E.coli สายพันธุ์ 0157:H7 เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาทิเช่น เมื่อปี 2525 มีการระบาดที่รัฐ Oregon และรัฐ Michigan ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบพบว่าการติดเชื้อเกิดจากการกิน แฮมเบอร์เกอร์ที่ไม่สุก ต่อมาในปี 2536  มีการระบาดที่รัฐ Washington มีผู้ติดเชื้อกว่า 700 คน เสียชีวิต 4 คน และในปี 2549 มีการระบาดอีกครั้ง มีผู้ติดเชื้อประมาณ 200 คน และมีผู้มีอาการไตล้มเหลวจำนวนหนึ่ง ผลจากการสอบสวนพบว่า การติดเชื้อจากผักสลัด จำพวก ผักโขม ผักกาด และถั่วงอก จากการศึกษาโดยละเอียด พบว่า ผู้ติดเชื้อ E.coli  0157:H7 ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง มีเพียง 1-2% ที่มีอาการรุนแรง  ซึ่งเป็นผลจากฤทธิ์ของ  Shiga toxin   นักวิทยาศาสตร์พบว่า E.coli  0157:H7 ปกติอาศัยอยู่ในลำไส้ของโค แพะ แกะและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ คนติดเชื้อจากการกินเนื้อไม่สุก และจาการที่มูลของสัตว์เลี้ยงถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ เข้าไปปนเปื้อนกับพืชผักต่างๆ เมื่อ E.coli  0157:H7 เข้าสู่คนจึงก่อให้เกิดอาการของโรคที่รุนแรงขึ้น

 

                ปี 2554 มีการระบาดของ E.coli  สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงอีกครั้ง ในทวีปยุโรป มีผู้ติดเชื้อกว่า 3,000 คน เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 30 ราย จากการศึกษาพบว่าเป็น E.coli  สายพันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจาก E.coli  0157:H7 ชัดเจน ซึ่งต่อมามีรายงานว่าเป็นสายพันธุ์ 0104:H4 และที่สำคัญคือ E.coli  0104:H4 มียีนที่ดื้อต่อยาปฎิชีวนะ ทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น สาเหตุการระบาดของ  E.coli  0104:H4 ในยุโรป ยังไม่เป็นที่แน่ชัด เบื้องต้นคาดว่ามาจากผักสลัดและแตง จากประเทศสเปน แต่ยังไม่มีการยืนยัน ล่าสุดคาดว่าน่าจะมาจากถั่วงอก จากออร์แกนิคฟาร์มแห่งหนึ่งในประเทศ เยอร์มันนี แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนเช่นกัน ปัจจุบันยังคงไม่มีรายงาน พบ E.coli 0104:H4 ในประเทศไทย และยังไม่มีวิธีตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อ E.coli  0104:H4 ที่เหมาะสมสำหรับการนำมาใช้ในห้องปฏิบัติการ ดังนั้นการวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจหา  Shiga toxin เป็นหลัก การวิวัฒนาการของ E.coli  0104:H4 คงไม่ใช่เป็นการเกิดขึ้นครั้งสุดท้าย แต่จะต้องมีการเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน รวมทั้งในจุลินทรีย์ชนิดๆอื่นๆด้วย

Super-malaria

            ปี 2558 มีผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก 212 ล้านคน การระบาดส่วนใหญ่พบในทวีป แอฟริกา ซึ่งมีผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่กว่า 90%

เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา สำหรับในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการพบผู้ป่วยโรค มาลาเรีย อยู่เกือบทุกประเทศ ยาที่ได้ผลดีในการรักษาโรคมาลาเรีย

คือ อาร์ทิมิสินิน (artemisinin) ปัจจุบันมีรายงานพบว่า เชื้อมาลาเรีย ที่ต้านยา อาร์ทิมิสินิน ซึ่งให้ชื่อว่า ซุปเปอร์มาลาเรีย ได้มีการแพร่กระจายมากขึ้น

โดย เริ่มจากมีการพบในประเทศกัมพูชา ต่อมามีการแพร่กระจายเข้าไปใน สปป.ลาว เวียดนาม รวมทั้งประเทศไทย เนื่องจากเชื้อซุปเปอร์มาลาเรียต้านยาทุกชนิด

ที่ใช้ในการรักษา องค์การอนามัยโลก กำลังวิตกว่าถ้าเชื้อนี้ระบาดเข้าไปในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นแหล่งระบาดใหญ่ที่สุดของโรคมาลาเรีย จะทำให้ไม่สามารถควบคุมโรค

ได้ในอนาคต ถ้าไม่มีการค้นพบยาใหม่เกิดขึ้น

 

redmeet

 

            มีรายงานเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้วมาจากองค์การอนามัยโลก โดยหน่วยงาน International Agency for Research on Cancer (TARC) แจ้งว่า เนื้อแดงปรุงแต่ง (processed meats) เช่นไส้กรอก แฮม เบคอน รวมทั้งอาหารไทยจำพวก กุนเชียงและ แหนมเป็นต้น มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยยะสำคัญกับ โรคมะเร็งในผู้ที่บริโภคเกินความเหมาะสม

            เนื้อสัตว์ไม่เป็นเหตุโดยตรงของการกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง แต่สารเคมีที่ใช้ในการปรุงแต่งอาหาร ในขบวนการผลิตเป็นสาเหตุหลัก สารปรุงแต่งที่ใช้ในอาหารเหล่านี้คือสารในเตรต (nitrate) และในไตร  (nitrite) ซึ่งใส่ในอาหารในรูปของโปแตสเซี่ยมในเตรต โปแตสเซี่ยมในไตร  โซเดียมในเตรต และ โซเดียมในไตร  ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะทำให้เนื้อมีสีแดงน่ากิน และกำจัดจุลินทรีย์ทำให้เนื้อไม่เน่าเสีย

            องค์การอนามัยโลกกำหนดปริมาณของในเตรตและในไตร ที่เหมาะสมในปริมาณที่ร่างกายได้รับไม่เกินวันละ 3.7 มิลลิกรัม สำหรับในเตรตและ 0.07 มิลลิกรัม สำหรับในไตร  ถ้าร่างกายได้รับเกินระดับความปลอดภัยก็จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ร่างกายได้รับด้วย

            ผู้ได้รับสารในเตรตและในไตร เกินระดับความเหมาะสมจะก่อให้เกิดอาการเฉียบพลัน โดยสารจะเข้าไปขัดขวางเม็ดเลือดแดงไม่ให้นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย มีอาการหายใจลำบาก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และถ้าได้รับมากอาจถึงกับเสียชีวิตได้ สำหรับอาการเรื้อรังมีสาเหตุจากสารในไตร  เมื่อทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร และสารเอมีน (amines) ในเนื้อสัตว์ จะเปลี่ยนสภาวะเป็นสารในไตร ซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogenic) นอกเหนือจากนี้ สารในเตรตและในไตร ในเนื้อที่ถูกความร้อนจากการประกอบอาหาร ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารในไตร ซามีน อีกด้วย

            ตามมาตรฐานสากลกำหนดไว้ว่าสารในเตรต ในไตร  หรือสารกันบูดต้องผสมในอาหารได้ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม แต่สำหรับประเทศไทย ได้มีการกำหนดมาตรฐานไว้ว่า สารในเตรตต้องมีปริมาณไม่เกิน 500 มิลลิกรัม และสารในไตร ต้องมีปริมาณไม่เกิน 125 มิลลิกรัม ต่อเนื้อ 1 กิโลกรัม

            รายงานของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ) ผลการสำรวจไส้กรอก 15 ยี่ห้อที่วางขายในท้องตลาด พบว่ามี 11 ตัวอย่างที่ผสมสารทั้ง 2 ชนิดในระดับไม่เกินมาตรฐานมี 3 ตัวอย่างที่ผสมเกินมาตรฐาน มีเพียง 1 ตัวอย่างที่พบว่าไม่มีการผสมสารในเตรตหรือในไตร  ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภคคือต้องเลือกซื้ออาหารที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือตรวจสอบข้อมูลบนสลากให้ชัดเจน แต่ปัญหาที่พบคือผู้ผลิตมักใส่ข้อมูลเป็นรหัสตัวเลข ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป

 

 

thai-pan

 

            เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) รายงานผลการสุ่มสำรวจตัวอย่างผักและผลไม้ ปี 2559 พบว่าจากการสำรวจ ผัก 10 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด รวม 138 ตัวอย่าง จากตลาดสดและห้างสรรพสินค้า 7 แห่งในเขต กทม. และปริมณฑล เชียงใหม่  และอุบลราชธานี โดยส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่ประเทศอังกฤษ พบว่ามีผักและผลไม้ที่มีสารเคมีปนเปื้อนเกินระดับมาตรฐานดังนี้

 

พริกแดง       

กะเพรา        

ถั่วฝักยาว     

คะน้า          

ผักกาดขาว

ผักบุ้งจีน

มะเขือเทศ

มะเขือเปราะ

กะหล่ำปลี

100%

66.7%

66.7%

55.6%

33.3%

22.2%

11.1%

0%

0%

ส้มสายน้ำผึ้ง

ฝรั่ง

แก้วมังกร

มะละกอ

มะม่วงน้ำดอกไม้

แตงโม

100%

100%

71.4%

66.7%

44.4%

0%

 

รายงานโดยสรุปพบว่า

1.อัตราสารพิษตกค้างในผัก และผลไม้เกินค่ามาตรฐานสูงถึง 46.4 %

2.ผักและผลไม้ซื้อจากตลาดสด และห้างสรรพสินค้า มีอัตราส่วนสารพิษตกค้างไม่แตกต่างกันมาก คือ 48% และ 46% ตามลำดับ

3.ผักและผลไม้ที่มีตราคุณภาพ “Q” จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พบสารเคมีสูงถึง 57.1%

4.แม้แต่ผักและผลไม้อินทรีย์ก็ยังมีสารเคมีตกค้างถึง 25%

 

               ต่อมา สำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ออกมาโต้แย้งว่าผลการสุ่มตัวอย่างของ ไทยแพน ไม่ได้มาตรฐานและข้อมูลที่ได้มาผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตามเราในฐานะผู้บริโภคก็ควรตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ เพื่อหาทางดูแลสุขภาพของตัวเองไม่ว่าข้อมูลของใครจะถูกผิดหรือผิดอย่างไร 

 

 

หมวดหมู่รอง

บทความวิชาการ