Font Size

1 ส.ค.63 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้

 

ติดเชื้อต่อวันทะลุสามแสนคน...ทำลายสถิติที่เคยมีมา 311,527 คน

ตายเพิ่มอีกถึง 7,012 คน สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ยอดรวมทั่วโลกติดเชื้อไปแล้ว 17,720,758 คน 

อเมริกา หนักหนาสาหัส ติดเพิ่มไปอีกถึง 72,389 คน รวม 4,697,705 คน ช่วงนี้มีตายแต่ละวันเกินพันมาตลอด

บราซิล ติดเพิ่ม 52,383 คน รวม 2,662,485 คน 

อินเดีย ติดเพิ่ม 57,430 คน รวม 1,696,780 คน

รัสเซีย ติดเพิ่ม 5,428 คน รวม 839,981 คน

เม็กซิโกเริ่มทิ้งห่างเปรู ติดเชื้อเพิ่ม 7,730 คน และ 6,809 คนตามลำดับ ยอดรวมแต่ละประเทศสี่แสนกว่า

สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส อิหร่าน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงญี่ปุ่น...ดูแล้วลำบาก ติดกันพันกว่าถึงหลายพันต่อวัน 

กลุ่มประเทศอื่นในยุโรปหลายต่อหลายประเทศ รวมถึงปากีสถาน ฮ่องกง ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และจีน ติดกันร้อยกว่าถึงเกือบพัน

ส่วนมาเลเซีย และเกาหลีใต้ ยังหลักสิบ
 
...บอกตรงๆ ว่า สถานการณ์การระบาดตอนนี้เป็นขาขึ้น และรุนแรงพร้อมกันทั่วโลก

ประเทศที่ยืนยันจะหาเงินด้วยการเปิดรับการเดินทางระหว่างกันตอนนี้ล้วนโซซัดโซเซ เจอการระบาดซ้ำอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเห็นคือ ญี่ปุ่น 

ประเทศอื่นๆ ที่เคยคุมได้ดี ตอนนี้กลับอยู่ในภาวะลำบากมากทีเดียว ทั้งจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และเวียดนาม

ยุทธศาสตร์สำหรับการทำสงคราม COVID-19 ณ เวลานี้ จำเป็นต้องน้อมนำปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"มาใช้สำหรับประเทศไทยอย่างเต็มที่

อดทน...อดกลั้น...อดออม

ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง...เพื่อประคับประคองให้พอหายใจต่อได้ อยู่รอดได้ไปอีกราว 6-18 เดือนตามธรรมชาติของโรคระบาดที่เราสังเกตเห็นในอดีต

สำคัญที่สุดของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ "ยืนบนขาของตนเอง" และ "ลดการพึ่งพาต่างชาติ"

การที่รัฐตัดสินใจเปิดรับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มไปล่าสุดนั้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวราว 100,000 คนที่จะทยอยเข้ามา หรือกองถ่ายภาพยนตร์ ทีมงานแสดงสินค้า รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยและไม่ป่วยตาม Medical and wellness tourism นั้น...เป็นมาตรการที่นำความเสี่ยงมาสู่ประชาชนทุกคนภายในประเทศมากขึ้นอย่างมาก

โอกาสหลุดรอดจากระบบคัดกรอง กักตัว และติดตาม..."มี"

เคยวิเคราะห์ตามหลักการแล้วว่า 100,000 คน อาจมีโอกาสติดเชื้อ 500 คน และหลุดจากการคัดกรองมาตรฐานได้ราว 65 คน

หากระบบกักตัวไม่ดีพอ ไม่เคร่งครัด การออกมาแพร่ในวงกว้างก็มีสูง

และถึงแม้จะกัก 14 วัน ตามหลักวิชาการแพทย์แล้วยังมีโอกาสอยู่บ้างที่มีคนติดเชื้อบางคนที่อาจนำเชื้อต่อได้นานกว่า 14 วัน แม้โอกาสจะน้อยก็ตาม

ดังนั้น "หัวใจ"สำคัญที่สุดในการป้องกันประเทศของเราตอนนี้คือ

หนึ่ง ทุกคนควรตระหนัก และรับรู้ว่า เราเปิดประตูแล้ว ความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมาก และยังไม่เห็นประเทศใดรอดจากการเปิดประตูประเทศได้เลย หากปล่อยให้ระบาดซ้ำ จะยากที่จะควบคุม และเราอาจมีทรัพยากรสู้ได้ไม่นาน โรคนี้ยังไม่มียารักษามาตรฐาน ไม่มีวัคซีนป้องกัน ติดง่ายกว่าไข้หวัดใหญ่ และทำให้เสียชีวิตได้
 
สอง ณ เวลานี้ ถึงเวลาที่ทุกคนในประเทศ ต้องรักตัวเองรักครอบครัว เตรียม"อุปกรณ์ป้องกัน" เตรียม"ตัว" เตรียม"ใจ" เตรียม"สถานที่" และ เตรียม"งาน" เพื่อพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง หากเราป้องกันตัวอย่างเต็มที่ ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พูดน้อยลง พบปะคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร ก็จะช่วยลดโอกาสแพร่ระบาดไปได้มาก

สาม จากวินาทีนี้เป็นต้นไป มีโอกาสที่เราจะติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว คนที่ติดเชื้อสามารถแพร่ให้คนอื่นได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

ดังนั้นสำคัญมาก และควรทำอย่างยิ่งคือ "การคอยสังเกตอาการของตนเองและสมาชิกในครอบครัว"
หากไม่สบาย มีไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ดมไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ หรือท้องเสีย...ให้หยุดเรียน หยุดงาน และรีบไปตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าประมาทว่าเป็นอาการหวัดเล็กน้อยแล้วไม่ได้ไปตรวจ หากจะพักดูอาการตนเองสัก 1-2 วัน ก็ต้องแยกตัวจากคนอื่น หรือป้องกันให้เต็มที่ แต่จะให้ดีควรไปตรวจ และขอคุณหมอเค้าตรวจโควิดจะดีกว่าครับ

สำหรับรัฐ...ผมอยากเรียนเสนอว่า หากทบทวนมาตรการแง้มประตูประเทศ หยุดไว้ก่อน เอาเท่าที่จำเป็นจะดีกว่าและขอร้องว่า โปรดเลิกการผลักดันนโยบายฟองสบู่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดๆ ไปก่อน อย่างน้อย 6 เดือน ถ้าขืนทำ...หายนะแน่นอน

นอกจากนี้สิ่งที่รัฐควรทำคือ ระบบการให้บริการตรวจ COVID-19 แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ ให้สามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกรวดเร็ว ในไม่ช้านี้เราอาจจำเป็นต้องคัดกรอง COVID-19 ในคนที่มีอาการไข้หวัด หากมีการระบาดจากการแง้มประตูประเทศ ถ้าไม่เตรียมไว้ จะโกลาหลมาก และวิกฤติจะรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้ครับ

ประเทศไทยต้องทำได้
ด้วยรักต่อทุกคน
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thaipost.net/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thaipost.net/main/detail/73087