1. คนที่รวยที่สุด 1 % ของคนไทยมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 66 % ของทรัพย์สินทั้งหมดที่ประเทศมี
  2. ประชากรไทย 3 ล้านคน เป็นเจ้าของที่ดินร้อยละ 80 ของที่ดินทั้งหมดของประเทศ ขณะที่คนไทยอีก 45 ล้านคน ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง
  3. คนไทยวัยเกษียณร้อยละ 5 มีความเป็นอยู่ดีและพึ่งพาตัวเองได้ ขณะที่ร้อยละ 95 ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องพึ่งพาลูกหลานมีความเป็นอยู่ลำบาก

 

การสูบบุรี่                               พนักงานไทย 7% สูบบุหรี่

                                                พนักงานในอาเซี่ยน 11% สูบบุหรี่

                                                พนักงานในประเทศออสเตรเลีย 9% สูบบุหรี่

แอลกอฮอล์                            พนักงานไทย 1.2% ดื่มสุรา 14 unit/สัปดาห์

พนักงานในอาเซี่ยน 1.4% และพนักงานในประเทศออสเตรเลีย 15.9% ดื่มสุรา

                                                1 unit                      =              เบียร์ 3.5% 275-300 มิลลิลิตร

=              ไวน์ 12.5% 100 มิลลิลิตร

                                                                                =              วิสกี้ 40% 25 มิลลิลิตร

สุขภาพโดยทั่วไป                  พนักงานไทย 7% เป็นโรคอ้วน (BMI30)

                                                พนักงานในประเทศอาเซี่ยน 17.4 % เป็นโรคอ้วน

                                                และพนักงานในประเทศออสเตรเลีย 17.6 % เป็นโรคอ้วน

การนอน                                 พนักงานไทย 45% นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

                                                พนักงานในประเทศอาเซี่ยน 53 % นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

                                                และพนักงานในประเทศออสเตรเลีย 27 % นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

สุขภาพจิตร                            พนักงานไทย 47% มีความเครียดจากงาน

                                                พนักงานในประเทศอาเซี่ยน 51 % มีความเครียดจากงาน

                                                และพนักงานในประเทศออสเตรเลีย 53 % มีความเครียดจากงาน

ข้อมูลจาก : Thailand’s Healthiest workplan by AIA vitality

 

 

 

 

เอเอฟพี - ผลการศึกษาใหม่ครั้งใหญ่ ได้พิสูจน์ว่าทดลองต่อต้านไวรัส มีประสิทธิผลช่วยปกป้องชีวิตคนไข้ ผู้มีอาการสาหัสจากการติดเชื้อโควิด-19 จากการเปิดเผยของ นพ.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติของสหรัฐฯในวันพุธ (29 เม.ย.)

นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี กล่าวที่ทำเนียบขาว ว่า “ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า remdesivir ส่งผลในทางบวกอย่างชัดเจน และมีนัยสำคัญ ในการลดระยะเวลาของการฟื้นไข้” เขากล่าว “นี่คือ ข้อพิสูจน์ว่ายาสามารถบล็อกไวรัส” พร้อมเปรียบเทียบมันกับการค้นพบวิธีการรักษาโรคเอดส์เมื่อ 4 ทศวรรษก่อน

ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผลการทดลองทางคลินิกในจีน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า พบว่า ยาทดลองต่อต้านไวรัส “Remdesivir” ของบริษัท Gilead Sciences Inc ล้มเหลวในการช่วยเหลือคนไข้โควิด-19 ที่มีอาการหนัก ในเรื่องนี้ นพ.เฟาซี บอกว่า การทดลองในจีนนั้น “ไม่ได้มีการศึกษาอย่างพอเพียง”

นพ.แอนโธนี เฟาซี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติของสหรัฐฯ และเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของคณะทำงานเฉพาะกิจรับมือกับการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า Gilead บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพูดคุยกับรัฐบาลในการปล่อยยา Remdesivir ออกมาก่อน เพื่อใช้กับเคสที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

เขาบอกว่า มันมีความหมายกับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เพราะว่าในการศึกษานั้นได้ทดลองกับผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลแล้วเท่านั้น ไม่รวมถึงกลุ่มคนที่มีอาการเล็กๆ น้อยๆ หรือมีอาการในระยะแรกๆ

ในฐานะเคยเป็นหัวขบวนในการค้นหาแนวทางรักษาระหว่างวิกฤตเอชเอวี หรือ โรคเอดส์ ซึ่งเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1980 นพ.เฟาซี บอกว่า ผลการวิจัยดังกล่าวทำให้เขาย้อนนึกถึงเมื่อครั้งสามารถผ่าทางตันช่วงต้นๆ ระหว่างการแพร่ระบาดของเอดส์

“มันย้อนให้นึกถึงเมื่อ 34 ปี ในปี 1986 ตอนที่เรากำลังดิ้นรนหายารักษาไอชไอวี และเราไม่มีอะไรเลย” เขากล่าว “มันเปิดประตูสู่ข้อเท็จจริงที่ว่า ตอนนี้เรามีศักยภาพในการรักษาคนไข้แล้ว”

นพ.เฟาซี เน้นย้ำว่า ผลการศึกษาในสหรัฐฯมีความน่าเชื่อถือ ต่างจากเวอร์ชันที่มีจุดอ่อน ในการวิจัยที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ที่เผยแพร่ในวารสารด้านการแพทย์ The Lancet “มันเป็นการทดลองที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม”

เขาบอกว่า องค์การอาหารและยา จะเริ่มทำให้ remdesivir ง่ายต่อการเข้าถึงสำหรับบุคคลที่มีความจำเป็นจริงๆ แต่การปล่อยสู่ตลาดมวลชนนั้นจำเป็นต้องอนุมัติภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่า

ทรัมป์เรียกผลการศึกษานี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นเหตุการณ์ที่เป็นบวกอย่างมาก

ทั้งนี้ รายงานจากนิวยอร์กไทมส์อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล บอกว่า ทางองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ อาจแถลงตัดสินใจอนุญาตให้ใช้ยา remdesivir ในกรณีฉุกเฉินอย่างเร็วที่สุดในวันพุธ (29 เม.ย.) เลย

ก่อนหน้านี้ ในวันเดียวกัน Gilead Sciences แถลงว่า ทางบริษัทได้รับข้อมูลที่น่าพึงพอใจในการใช้ยา remdesivir ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19

Gilead ระบุว่า ผลการศึกษาการใช้ยา remdesivir ซึ่งทางบริษัทดำเนินการร่วมกับสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติ มีผลการรักษาเป็นไปตามเป้าหมายในเบื้องต้น

Gilead ยังเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวนอย่างน้อย 50% ที่ได้รับยา remdesivir เป็นเวลา 5 วัน มีอาการดีขึ้น และผู้ป่วยจำนวนมากกว่า 50% ที่ได้รับยา remdesivir สามารถออกจากโรงพยาบาลภายในเวลา 2 สัปดาห์
 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://news1live.com/

เนื้อหาต้นฉบับ https://news1live.com/detail/9630000045118

1.เพื่อป้องกันการแพ้ถั่วลิสง(Peanut allergies) จะต้องไม่ให้เด็กกินถั่วช่วงอายุ 3 ปีแรก

                - รายงานทางวิทยาศาสตร์พบว่าแม้เด็กที่ให้กินถั่วก่อนอายุ 1 ปี ก็ไม่มีความเสี่ยงต่อการแพ้ถั่วแต่อย่างไร

2.น้ำมันปลา (Fish oil) มี โอเมการ์ 3 ถ้ากินประจำจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

                - รายงานวิจัย พบว่าการได้รับโอเมการ์ 3 ทุกวันไม่ช่วยป้องกันโรคหัวใจแต่อย่างใด

3.มีคำแนะนำว่าถ้ามีเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะต้องดำเนินการกำจัดไรฝุ่น หนู และแมลงสาบในบ้านให้หมด เพื่อลดการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้

                - รายงานการวิจัยพบว่าการกำจัดสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้แต่อย่างใด

4.มีคำแนะนำว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเข่าเสื่อมเนื่องจากความฉีกขาดของกระดูกอ่อน (Osteoarthritis) ต้องได้รับการผ่าตัดเข่าอาการเจ็บปวดจึงจะหาย

                - การวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโดยวิธีกายภาพบำบัดและโดยการผ่าตัดอาการเจ็บปวดจะทุเลาได้ในอัตราใกล้เคียงกัน

5.มีคำแนะนำว่าผู้สูงวัยระยะอายุกลางคนขึ้นไปถ้าได้รับการรักษาด้วย ฮอร์โมน Testosterone จะช่วยให้อาการเสียความจำจะดีขึ้น

                - ผลการวิจัยพบว่า ฮอร์โมน Testosterone ไม่มีผลในการเพิ่มความจำแต่อย่างใด

6.มีคำแนะนำว่าการกิน แปะก๊วย (Ginkgo) ประจำจะช่วยรักษาความจำให้ดีขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงวัย

                - รายงานผลการวิจัยพบว่า การกินแปะก๊วยเป็นประจำไม่ได้ช่วยให้ความจำดีขึ้นแต่อย่างใด

 

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ