ในแต่ละวันที่ตรวจคนไข้ทำให้ได้รับรู้เรื่องพิเศษหลายเรื่องอยู่เสมอครับ บางเรื่องเข้าขั้นน่าอัศจรรย์เสียด้วยซ้ำ ด้วยอาการป่วยแต่ละกรณีถ้าดูให้ดีแล้วจะเห็นถึงความพิเศษ

แม้แต่โรค “หวัด” ธรรมดาๆถ้าดูให้ดีก็จะเห็นความน่าสนใจ

ที่ไม่เหมือนกันก็เพราะผมเห็นของผมเองว่าคนไข้แต่ละคนมีความพิเศษเพราะเขาได้ดูแลสุขภาพมาในแบบต่างๆกัน มีการใช้ชีวิตมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเจ็บป่วยแต่ละครั้งจึงต้องดูแลรายละเอียดเรื่องการกิน-อยู่ที่ผ่านมาของคนคนนั้นด้วย

จึงจะช่วยกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

เพราะโรคที่ดูเหมือนธรรมดาจะกลับกลายเป็น “โรคร้าย” ได้ถ้าเราประมาทครับ

เช่น คัดจมูกบ่อยๆคิดว่าเป็นแค่หวัดแต่ที่จริงอาจกำลังมีหนองเซาะอยู่ในไซนัสเต็มกะโหลก(Pansinusitis)

ปวดหัวประจำทำให้คิดว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่จริงอาจมีความดันสูงและเส้นเลือดพองใกล้แตกเต็มแก่

หรือจุกแน่นลิ้นปี่ไปหาหมอทุกทีก็ได้แต่ยาโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน แล้ววันดีคืนดีก็หัวใจวายไปเพราะอาการจุกนั้นคืออาการเตือนของ “หัวใจขาดเลือดรุนแรง(Severe Ischemic Heart Disease)”

นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มของโรคธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเท่านั้น ที่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามันทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ถ้าแก้ไม่ทัน ยังมีโรคอีกมากที่ชวนให้ตกหลุมพรางมองเป็นโรคดาษๆที่เคยพบในคนไข้เยอะแยะทั่วไปแต่จริงแล้วไม่ใช่เลย

ดังนั้นการดูคนไข้อย่างละเอียดเป็น “รายคน” จึงเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะต้องอุทิศเวลาในการตรวจคนหนึ่งถึงครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะมันจะช่วยคนไข้ได้ถึงขั้น “รอดตาย” ครับ

และจะยิ่งดีถึงที่สุดถ้าเราทุกคนเองรู้ทัน “ได้ก่อนใคร” ไม่จำเป็นต้องรอกว่าจะถึงมือหมออย่างเดียว จะช่วยได้ทั้งตัวเรา และคนที่เรารักด้วย โดยเฉพาะกับสัญญาณที่จะช่วยชีวิตได้ดังต่อไปนี้

ที่ทุกเสี้ยววินาทีมีค่าที่สุดครับ

1) พูดไม่ชัด อาการพูดอ้อแอ้ราวกับลิ้นคับปาก จู่ๆพูดไม่ชัด บางท่านร่วมกับหน้าเบี้ยวเล็กๆ ให้ระวังผู้ร้ายที่ “สมอง” อาจมีได้ทั้งเส้นเลือดตีบหรือแตกแทรกอยู่ในกะโหลกของท่านโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานจะถึงกับ “อัมพาต” ได้นะครับ

2) ตาดับ ปุบปับเกิดมองไม่ชัดหรือ “มืดลง” ราวกับปิดม่านให้ระวังเรื่องฉุกเฉินของลูกตาครับ ท่านอาจมีเส้นเลือดในตาอุดตันเฉียบพลันหรือมีจอตาลอกหลุดผลัวะออกมาได้ โดยเฉพาะในผู้มีเบาหวานและความดันสูง ให้รีบไปห้องฉุกเฉินก่อน “โลกมืด” อย่างถาวรครับ

3) เจ็บอก เจ็บเล็กๆน้อยพอแปลบปลาบเวลาหายใจยังไม่เป็นไรครับ เจ็บที่อันตรายสุดคือเจ็บแบบ “แน่นเหมือนถูกทับ” พบร่วมกับอาการเหนื่อยและทำท่าจะ “วูบ” อย่างนี้มีเสี่ยงหัวใจขาดเลือดจนหยุดเต้นฉับพลันนะครับ ที่ต้องระวังอีกอันคือ “จุกลิ้นปี่” คล้ายโรคกระเพาะก็มาจากหัวใจได้

4) จุกลิ้นปี่ มาต่อทันทีจากเจ็บอกเพราะเป็นอาการจุกที่อัพเลเวลเป็น “จุกมฤตยู” ไปได้ง่ายๆถ้ามัวแต่คิดแต่ว่าเป็นโรคกระเพาะ ให้สังเกตว่ากินยากระเพาะเท่าไรก็ไม่หาย แถมยังเป็นบ่อยขึ้นในช่วงหลัง และร่วมกับการออกแรงเหนื่อยด้วย

5) ปวดท้องทะลุหลัง อาการปวดแน่นท้องจนร้าวทะลุหลังไม่ได้เกิดจากการทุรยศแทงข้างหลังแต่อย่างใด แต่เป็นอาการฉุกเฉินของ “ถุงน้ำดี” ที่อาจมีอุดตันหรืออักเสบรุนแรงขึ้นครับ รวมถึง “ตับอ่อนอักเสบ” ที่ทำให้ปวดรุนแรงร้าวรานเช่นนี้ได้ เป็นภาวะที่ต้องรีบรู้ให้ทันก่อนครับ

6) ปวดไส้ติ่ง เรื่องนี้ใครก็ทราบว่าฉุกเฉิน แต่ไส้ติ่งอักเสบในหลายคนยังเดินเหินได้ปกติ มีสัญญาณปวดที่ควรระวังคือ ท้องแข็งเกร็ง,กดพุงแล้วเจ็บเวลาปล่อยมือ, เดินกระเทือนเจ็บรุนแรงจนเดินไม่ไหวและมีไข้ซึมลง พวกนี้คือ “ไส้ติ่งแตก” ครับ

7) ไม่ถ่ายไม่ระบาย เรื่องนี้ดูเหมือนง่ายจนไม่เข้าข่ายฉุกเฉิน แต่จริงๆแล้วมีข้อให้สังเกตอยู่ 3 ประการคือ ไม่ถ่าย,ไม่ระบายลมและคลื่นไส้อาเจียน ทั้ง 3 อาการนี้คือภาวะฉุกเฉินของลำไส้อุดตันที่อาจเกิดจาก “มะเร็ง” ก็ได้ครับ

8 ) ปวดหัว,ตามัวและคลื่นไส้ เป็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ใน “กะโหลก” ครับ นี่คืออาการของสมองที่มีปัญหาว่ามีความผิดปกติซุกอยู่ภายใน และเป็นชนิดที่ต้อง “รีบแก้” ให้ทันท่วงทีด้วยอย่าง เส้นเลือดสมองตีบ,ตกเลือดในสมองหรือเนื้องอกก้อนโตครับ

9) ปวดท้องเหมือนจะเป็นลม ระวังเรื่อง “ตกเลือด” ในช่องท้องให้ดีโดยเฉพาะท่านที่รับประทาน “แอสไพริน” เป็นประจำจะทำให้มีเลือดรั่วอยู่ในท้องได้ทีละน้อยๆ และเมื่อกลายเป็นแผลใหญ่ภายในก็จะทำให้ถึงกับหน้าซีดเหงื่อออกและ “ช็อค” ได้

10) น้ำหนักลดมากกว่า 2 กิโลต่อเดือน เป็นสัญญาณอันตรายถึงเรื่อง “มะเร็ง” ที่ทำให้น้ำหนักลดได้มาก เป็นเรื่องที่ต้องทราบเร็วอีกเหมือนกันครับ ส่วนอีกโรคที่เป็นได้คือ “ไทรอยด์เป็นพิษ” ซึ่งมีผลให้น้ำหนักลดมากทั้งที่ไม่ได้เบื่ออาหารครับ

11) คิดถึงเรื่องตายบ่อยๆ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินในคนไข้ซึมเศร้าครับ สังเกตสิครับว่าคุณหมอจะถามว่าเคยรู้สึกเบื่อโลกหรือคิดถึงเรื่องตายบ่อยแค่ไหน นั่นละครับคุณหมอท่านจะประเมินว่าเข้าข่าย “ฉุกเฉิน” ต้องแอดมิตเพียงใด

นอกจาก 11 อาการที่ว่านี้ยังมีสัญญาณฉุกเฉินแบบมโนสาเร่อีกมาก ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวคนไข้เป็นรายไป เป็นต้นว่าคนไข้เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือรูมาตอยด์ก็อาจต้องระวังภาวะฉุกเฉินจากติดเชื้อรุนแรง โลหิตเป็นพิษ หรือคนที่ป่วยด้วยโรค “ลดความอ้วน” ก็อาจ “ช็อค” ได้จากการล้วงคออาเจียนจนขาดเกลือแร่แล้วหัวใจหยุดเต้น

สิ่งเหล่านี้ขึ้นกับเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียวก็คือ “การสังเกต” ครับ หลายครั้งที่คนไข้สังเกตรู้ได้ไวกว่าคุณหมอเสียอีก เพราะเราอยู่กับตัวเองหรือคนที่เรารักได้ใกล้ชิดกว่า ซึ่งนั่นจะช่วยคุณหมอได้มาก

ที่สำคัญคือช่วยชีวิตตัวเองได้อย่างน่าภูมิใจครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
บ้านอโรคยาสารคาม

 

100% ทำไมไม่ใช้การตรวจเลือดในการตรวจเชิงรุก โควิด-19 หมอธีระวัฒน์ แนะผลบวกค่อยแยงจมูก

หมอธีระวัฒน์ ชี้ การคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อ โควิด-19 ด้วยการตรวจเลือดจากวิธีมาตรฐาน 100% ทำไมไม่ใช้ในการตรวจเชิงรุก แนะผลบวกค่อยแยงจมูก แน่นอน ราคาถูกกว่า
 

10 กุมภาพันธ์ 2564 หมอธีระวัฒน์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ย้ำ ควรใช้การคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อ โควิด-19 ด้วยการ ตรวจเลือด จากวิธีมาตรฐาน ถ้าเลือดเป็นบวกค่อยตรวจต่อว่ามีเชื้อปล่อยออกมาหรือไม่ด้วยการ แยงจมูก สงสัย ทำไมไม่ใช้การตรวจเลือดในการตรวจเชิงรุก แน่นอน ราคาถูกกว่า

หมอธีระวัฒน์ ระบุ ตอนนี้ใช้ตรวจเลือดหาแอนติบอดี ว่าติดเชื้อหรือไม่ที่สมุทรสาคร ตามข่าว 10/2/64 ศูนย์โรคอุบัติใหม่ของเราที่กาชาด เสนอตั้งแต่ มีนาคม 2563 ควรใช้การคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อด้วยการตรวจเลือดจากวิธีมาตรฐาน (Elisa) และถ้าเลือดเป็นบวก ค่อยตรวจต่อว่ามีเชื้อปล่อยออกมาหรือไม่ด้วยการ แยงจมูก การตรวจด้วยวิธีมาตรฐานนี้ มีความไว 100% และ จำเพาะ 100% ทั้งนี้ เนื่องจากใช้ recombinant protein RBD และ ACE2 ในการตรวจ IgM IgG และ ภูมิคุ้มกันที่ยับยั้งไวรัสได้ neutralizing antibody การแยงจมูกหาเชื้อ ด้วยกระบวนการ PCR จะไม่พบเชื้อทั้งหมดทุกคน ถ้าแยงครั้งเดียว ดังคนป่วยหลายราย มีอาการ ปอดบวมด้วยซ้ำ แยงจมูก ไม่เจอ สองครั้ง มาเจอครั้งที่สาม เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่รับทราบกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

นอกจากนี้ หมอธีระวัฒน์ ยังระบุอีกว่า แต่ตรวจเลือด เป็นบวกตั้งแต่ต้น ข้อมูลจากการเจาะเลือด พิสูจน์แล้วและกำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร PlosOne ทั้งนี้ การตรวจของเราที่กาชาดสามารถบอกได้ตั้งแต่ต้น ที่มีเชื้อปล่อยออกมา ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีก็ตาม และการตรวจที่มีการติดเชื้อที่ในจุฬาฯ ขณะนี้ การหาเชื้อโดยแยงจมูก กับการตรวจเลือดของเราที่ศูนย์อุบัติใหม่กาชาดตรงกัน นั่นก็คือ ทำไมไม่ใช้การตรวจเลือดในการตรวจเชิงรุก ถ้าพบว่า + ค่อยพิสูจน์ว่ามีเชื้อปล่อยหรือไม่โดยการแยงจมูกต่อก็จบ และแน่นอน ราคาถูกกว่า ทั้งนี้ ยังไม่ได้พูดถึง rapid test ปลายนิ้ว การตรวจเลือดมาตรฐาน 3 ชั่วโมง ยังต้องเรียนให้ทราบมาหนึ่งปีแล้ว ตรวจ ชุดใหญ่ 3 ตัว 1,000 บาท IgM IgG ราคาถูกกว่ามาก 400 บาท

ข้อมูลจาก https://www.komchadluek.net/news/regional/457930?adz=

 

10จังหวัดที่ติดกับชายแดนพม่าระวัง Covid-19 รอบสอง

 

*** ท่านใดจะไปเที่ยว
ช่วงวันหยุด
ป้องกันตนเอง & ครอบครัวคะ

ขอบคุณข้อมูลจากCAO คะ

คืนเดียว 2 ราย 2 โจรอุกอาจ ขี่ จยย.ชิงทรัพย์เด็ก 14 แทงไส้ไหลเจ็บหวิดตาย ได้เงินร้อยเดียว ก่อนหลบหนี เจอลุงที่ป้ายรถเมล์ วนกลับชิงกระเป๋า แต่ลุงฮึดยื้อแย่ง ชักดาบฟันมือเอ็นขาด ได้เงินหลักพันเผ่นแน่บลอยนวล ตำรวจเร่งล่าตัว  

เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 13 ก.ค.63 ร.ต.อ.สายยนต์ ทองทา รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ 2 ครั้ง ในพื้นที่เดียวกัน บริเวณหมู่บ้านบัวทองธานี ม.13 ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.สิรภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางบัวทอง พ.ต.ท.ณัฐจักร มาลีเวชเชษพงศ์ สว.สส.พร้อมชุดสืบสวน ภ.จว.นนทบุรี ชุดสืบสวน สภ.บางบัวทอง เดินทางไปตรวจสอบ 

ที่เกิดเหตุอยู่หน้าประตูร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง หลังหมู่บ้านดังกล่าว พบคนเจ็บทราบชื่อคือ ด.ช.ภูมิพัฒน์ เนตรหาญ อายุ 14 ปี ถูกอาวุธมีแทงเข้าที่ท้องด้านซ้าย จนลำไส้ทะลักออกมา โดยมี พ.จ.อ.สุกฤษฎ์ เนตรหาญ เจ้าหน้าที่กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ ผู้เป็นพ่อคอยประคองร่างลูกชายอยู่ จากนั้นจึงได้ประสานรถพยาบาล เร่งนำตัวส่งรักษา ที่ รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ บางใหญ่ 

ส่วนรายที่ 2 เหตุเกิดบริเวณริมถนน หน้าหมู่บ้านเดียวกัน พบผู้เสียหายคือ นายนิพล สินสุข อายุ 52 ปี ทำงานเทศบาลเมืองบางบัวทอง ผู้เสียหายมีบาดแผลที่ข้อมือซ้าย โดยคนร้ายได้กระเป๋าสะพายไป ขณะนั่งรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ผูโดยสารใต้สะพานลอยหน้าหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งรักษา ที่ รพ.บางบัวทอง 

จากการสอบถาม นายนิพล ให้การว่า มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงินดำ ล้อสีทอง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน คนขับสวมเสื้อแขนสั้นสีดำ สวมหมวกกันน็อก ส่วนคนซ้อนท้ายใส่เสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกแก๊ป ขับรถผ่านไป และย้อนกับมาก่อเหตุ โดยคนซ้อนท้ายลงมากระชากกระเป๋าสะพายของตน แต่ดึงไม่ออก คนขับจึงถือมีดดาบลงมาฟันมือตน จนเส้นเอ็นขาดได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ด้าน พ.จ.อ.สุกฤษฎ์ พ่อ ด.ช.ภูมิพัฒน์ ผู้บาดเจ็บรายแรก ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุลูกชายนั่งทำรายงานจนดึก ส่วนตนนอนหลับอยู่ในบ้าน จนเวลา 02.00 น. ลูกชายได้ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ปากซอยห่างบ้าน 100 เมตร พอซื้อของเสร็จก็เดินกลับบ้าน ปรากฏว่ามีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ ก่อนจะถีบลูกชายตนให้ล้ม แต่ลูกชายตนเป็นคนตัวใหญ่จึงไม่ล้ม คนร้ายจึงได้จอดรถจักรยานยนต์ลงมาใช้อาวุธมีดจี้เอากระเป๋าเงินที่ลูกชายถืออยู่ จนเกิดการยื้อแย่งต่อสู้กัน ก่อนที่ลูกชายจะโดนคนร้ายแทงเข้าที่ชายโครงซ้าย จนลำไส้ไหลออกมา  จากนั้นลูกชายตนจึงวิ่งเอามือกุมลำไส้ไปขอความช่วยเหลือกับพนักงานร้านสะดวกซื้อ ก่อนพนักงานร้านสะดวกซื้อจะโทรมาหาตน บอกว่าลูกชายถูกแทงได้รับบาดเจ็บ ตนตกใจและงงว่า ลูกชายตนอยู่บ้านจะถูกแทงได้ยังไง จึงรีบวิ่งออกไปดูก็พบว่าลูกชายนอนบาดเจ็บเลือดท่วมอยู่หน้าร้าน สะดวกซื้อ ส่วนอาการบาดเจ็บของลูกชายหลังได้รับการผ่าตัดเย็บลำไส้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อาการปลอดภัย แต่ยังพักตัวอยู่ในห้องไอซียู เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

ด้าน นายสาโรจน์ พงษ์เกษม อายุ 60 ปี อาชีพคนขับแท็กซี่ กล่าวว่า ตนมาทราบว่ามีคนร้ายก่อเหตุแทงเด็กวัยรุ่นจนไส้ไหล หลังจากนั้นคนร้ายได้หนีออกมาหน้าหมู่บ้านและมาเจอลุง 2 คนนั่งอยู่ที่เพิงรอผู้โดยสาร คนร้ายได้เลี้ยวรถจักรยานยนต์กลับมาลงมือชิงกระเป๋า เพื่อจะชิงเอากระเป๋าเงินแต่ลุงขัดขืนไม่ยอมให้กระเป๋า ก่อนที่จะหนีไปได้ 1 คน ส่วนอีกคนถูกคนขับรถจักรยานยนต์และเพื่อนลากตัวไปที่ริมถนน ก่อนใช้อาวุธมีดทั้งฟันแทงเมื่อได้กระเป๋าไป คนร้ายก็หลบหนีไปทางเส้นสุพรรณบุรี

"ตนดูคลิปจากตำรวจ คนร้ายโหดเหี้ยมมาก คืนเดียวก่อเหตุสองครั้ง ปกติตนจะเลิกขับรถแท็กซี่ประมาณตี 3 พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้รู้สึกกลัว ก็คงต้องระวังตัวมากขึ้น" 

ด้าน พ.ต.อ.สิรภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางบัวทอง กล่าวว่า คนร้าย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงินดำ ล้อสีทอง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน เป็นพาหนะก่อเหตุ ลักษณะคนร้าย คนขับสวมเสื้อแขนสั้นสีดำ สวมหมวกกันน็อก ส่วนคนซ้อนท้ายใส่เสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกแก๊ป โดยเวลา 02.00 น. ก่อเหตุชิงทรัพย์และใช้อาวุธมีดแทง ด.ช.ภูมิพัฒน์ ได้เงินในกระเป๋า 100 บาท ต่อมา เวลา 02.03 น. ขี่รถออกจากหมู่บ้าน ก่อเหตุชิงทรัพย์ นายนิพล สินสุข อายุ 52 ปี พนักงานเทศบาลเมืองบางบัวทอง โดยใช้อาวุธมีดฟันที่ข้อมือซ้ายได้รับบาดเจ็บ ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสด 2000-3000 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และเอกสารทางราชการ เบื้องต้นก่อเหตุ ตำรวจได้ติดตามคนร้ายไป แต่ยังไม่พบตัว จากนั้นได้ประสานตำรวจ สืบสวน ภ.จว.นนทบุรี สืบสวน สภ.บางบัวทอง ออกหาข่าว และไล่ตรวจกล้องวงจรปิดตามเส้นทาง ที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนี เพื่อติดตามคนร้าย 2 คนนี้ มาดำเนินคดีให้ได้ต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thairath.co.th/

เนื้อหาต้นฉบับ https://www.thairath.co.th/news/local/east/1888577

 

 

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า แนวโน้มสถานการณ์โควิดของประเทศไทยอยู่ในทิศทางลดลงทั้งหมด ทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้รายงาน 6,736 ราย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 13 วัน ติดเชื้อสะสม 4,367,752 ราย หายป่วย 9,213 ราย สะสม 4,264,998 ราย เสียชีวิต 54 ราย สะสม 29,421 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 73,333 ราย อยู่ รพ.สนาม HI CI 47,121 ราย และอยู่ใน รพ. 26,212 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,276 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 622 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 16.8% สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 13 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 2 ราย มาจากอิสราเอลและอินเดีย

 
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 54 ราย มาจาก 30 จังหวัด โดย กทม.เสียชีวิตสูงสุด 7 ราย, มหาสารคาม เชียงใหม่ จังหวัดละ 5 ราย, นครราชสีมา 3 ราย, นครปฐม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี ตาก สระบุรี ลพบุรี จังหวัดละ 2 ราย และเสียชีวิต 1 รายมีอีก 18 จังหวัด โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาย 31 ราย หญิง 23 ราย อายุ 43-100 ปี อายุเฉลี่ย 81 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 94%

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุด คือ 1. กทม. 2,261 ราย 2. ขอนแก่น 257 ราย 3. บุรีรัมย์ 211 ราย 4. ชลบุรี 208 ราย 5. สมุทรปราการ 184 ราย 6. อุบลราชธานี 171 ราย 7. นนทบุรี 134 ราย 8. สุรินทร์ 129 ราย 9. นครราชสีมา 125 ราย และ 10. มหาสารคาม 122 ราย ขณะที่จังหวัดติดเชื้อเกิน 100 ราย มีอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด 119 ราย, ฉะเชิงเทรา 118 ราย และสกลนคร 114 ราย

ส่วนจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 61 จังหวัด จำนวนนี้เป็นจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย มี 6 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ 8 ราย, นราธิวาส 8 ราย, พังงา 8 ราย, สตูล 6 ราย, ตรัง 3 ราย และแม่ฮ่องสอน 2 ราย ส่วนจังหวัดรายงานเป็น 0 มี 3 จังหวัด คือ เชียงราย ลำปาง และลำพูน

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด 19 เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2565 จำนวน 231,971 โดส สะสม 135,523,321 โดส เป็นเข็มแรก 56,510,437 ราย คิดเป็น 81.2% เข็มสอง 51,936,116 ราย คิดเป็น 74.7% และเข็ม 3 ขึ้นไป 27,076,768 ราย คิดเป็น 38.9% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 42.5%
 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ