โรคเอดส์มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเริ่มระบาดขึ้นเมื่อปี 2526 (35ปีมาแล้ว) ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัส HIV ไม่น้อยกว่า 37 ล้านคนทั่วโลก ไวรัส HIV แตกต่างจากไวรัสชนิดอื่น เนื่องจากไวรัส HIV สามารถซ่อนตัวและเพิ่มจำนวนได้ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เม็ดเลือดขาวถูกทำลายจนลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยลดลงผู้ป่วยจึงติดเชื้ออื่นๆได้ง่าย เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและปรสิต ส่งผลให้ผู้ป่วยมีสุขภาพทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆและเสียชีวิตในที่สุด

          ปัจจุบันมียาที่จะใช้ควบคุมโรคได้ทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นแต่ยาไม่ได้เข้าไปทำลายไวรัสให้หมดไป เพียงแต่จำกัดไวรัสให้อยู่ภายในเซลล์โดยไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แต่ผู้ป่วยต้องกินยาทุกวันเพื่อควบคุมไวรัสให้สงบอยู่กับที่ภายในเซลล์โดยไวรัสที่ซ่อนตัวอยู่นี้พร้อมที่จะกลับสู่สภาพเดิมได้ทันทีถ้าผู้ป่วยขาดการได้รับยา

          นักวิทยาศาสตร์ยังคงมีความหวังว่าจะสามารถหาวิธีที่จะกำจัดไวรัสให้หมดไปจากร่างกายผู้ป่วยได้จากข้อมูลผู้ติดเชื้อรายหนึ่งเมื่อประมาณ 23 ปีที่แล้วพบว่าได้รับยาต้านไวรัสมานานกว่า 10 ปี ต่อมาป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) จึงได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก หลังจากนั้นก็ตรวจไม่พบไวรัสอีกเลยจึงทำให้เกิดความหวังว่าโรคเอดส์สามารถรักษาได้นอกเหนือจากนั้นผลการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้ยากระตุ้นเชื้อไวรัสให้ออกจากเซลล์ร่วมกับใช้ยาช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ออกมาทำลายไวรัส ผลการทดลองพบว่าสัตว์ทดลองประมาณ 50% ตรวจไม่พบไวรัสอีกเลย จึงสร้างความหวังว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ในอนาคตทำให้เชื่อได้ว่าเป้าหมายที่จะกำจัดโรคเอดส์ให้หมดไปภายในปี 2571 อาจมีความเป็นไปได้ ตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดหวังไว้

          สำหรับการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HIV ก็มีความคืบหน้าไปอย่างช้าๆ มีรายงานเมื่อเร็วๆนี้พบว่ามีวัคซีนตัวเลือก HVTN705 สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้าน HIV ได้ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ แต่ก็ยังคงห่างไกลจากการนำมาใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ในมนุษย์