การตรวจ Pap Smear ได้ถูกนำมาใช้ในการตรวจหาร่องรอยของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกระยะแรกมานานหลายสิบปีแต่เมื่อเร็วๆนี้มีการพบว่า การติดเชื้อไวรัส HPV โดยเฉพาะ HPV16 และ HPV18 เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในสตรีกว่า 99% จึงได้มีการพัฒนาการตรวจร่องรอยการเกิดเซลล์มะเร็งปากมดลูก โดยการตรวจหาไวรัส HPV จนได้ผลดี และ ผลจากการวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการพบว่าการตรวจหาไวรัส HPV มีความไวและความแม่นยำในการตรวจหาโรคมะเร็งปากมะลูกระยะแรกได้ดี กว่าการตรวจ PAP Smear ดังนั้นในระยะเวลาอันใกล้การตรวจหาไวรัส HPV น่าจะนำมาใช้แทนการตรวจ PAP Smear มากขึ้น จากปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะทำทั้ง 2 อย่างควบกับไปทำให้ผู้ป่วยต้องจ่ายค่าตรวจโดยไม่จำเป็น

 

 

            วิตามิน D ถูกสร้างใต้ผิวหนังเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงอาทิตย์ วิตามิน D ร่วมกับแคลเซี่ยม ช่วยทำให้กระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อแข็งแรง อย่างไรก็ตามการได้รับแสงแดดโดยตรงมากเกินไปก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะผิวหนังไหม้จากแสงแดดไปจนถึงอาจเกิดเป็นมะเร็งผิวหนัง (melanoma) ได้ จากการวิจัยพบว่ามะเร็งผิวหนังควบคุมด้วยยีนที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะผิวไหม้และนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนังดังนั้นบทบาทของยีน ยังคงต้องมีการศึกษาต่อไปว่ามีส่วนในการทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอย่างไร

            ขณะที่เราทราบว่าแสงแดดอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง แต่แสงแดดก็เป็นปัจจัยที่จำเป็นในการสร้างวิตามิน D ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ผลจากการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นพบว่าในจำนวนผู้ที่เป็นอาสาสมัครกว่า 30,000 คน ที่ติดตามนาน 16 ปี มีประมาณ 10 % เกิดเป็นโรคมะเร็งและพบว่าผู้ที่มีระดับวิตามิน D สูงมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลดลง 20% โดยเฉพาะโรคมะเร็งตับมีความเสี่ยงลดลงถึง 50% และไม่พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามิน D สูงมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งแต่อย่างใด

            ข้อมูลจากการศึกษายังพบว่าผู้ที่มีระดับวิตามิน D ต่ำมีความเสี่ยงต่อหลายโรค อาทิเช่น โรคกระดูกเปราะ โรคหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคเบาหวาน โรคเครียด และโรคอัลไซเมอร์เป็นต้น

 

 

 

            การออกกำลังกายที่พอดีมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมแน่นอน แต่การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปจะมีโทษหรือไม่ คำถามนี้ได้ถูกนำมาศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านการออกกำลังกายโดยได้ศึกษารูปแบบการออกกำลังกายของอาสาสมัคร 3000 คน เป็นระยะเวลา 25 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยเก็บข้อมูลสุขภาพโดยรวมของหัวใจ พบว่า

  1. ผู้ที่ออกกำลังกายเกินกว่า 7.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะมีโอกาศที่จะเกิดการเกาะของแคลเซี่ยมและเกิดแผ่นแข็งในเส้นเลือดแดงของหัวใจเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนมากกว่าผู้ที่ออกกำลังกายปานกลางถึง

ร้อยละ27

  1. ชายผิวขาวมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเกาะของแคลเซี่ยมในเส้นเลือดแดง (Coronary artery calcification) หรือ (AC) สูงกว่าชายผิวขาวที่ออกกำลังกายปานกลางถึง ร้อยละ 85
  2. สรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบหักโหมทำให้เกิดความเครียดของเส้นเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจและกระตุ้นให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นทำให้มีการเกาะตัวของแคลเซี่ยมในเลือดแดงเร็วขึ้น
  3. ข้อเสนอแนะในการออกกำลังกายที่พอดีคือประมาณ 150 นาที หรือ 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนการออกกำลังกายที่ค่อนข้างรุนแรง เช่นการวิ่งควรลดลงเหลือไม่เกิน 75 นาทีต่อสัปดาห์

 

         

          สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย มูลนิธิโรคไตและราชวิทยาลัย อายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนเกี่ยวกับโรคไตกับสมุนไพรและอาหารเสริม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 มีข้อมูลที่น่าสนใจเช่น ไตเป็นอวัยวะที่อาจเกิดอันตรายจากการใช้ยาและสารต่างๆได้ง่ายเนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียจากเลือด ดังนั้นจึงมีสารต่างๆผ่านมาที่ไตในปริมาณและความเข้มข้นสูง ถ้าไตไม่สามารถกำจัดออกได้ทันก็จะส่งผลให้เกิดความเป็นพิษต่อไต ซึ่งข้อมูลปัจจุบันพบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า 850 ล้านคน สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกว่า 11ล้านคน ในจำนวนนี้จำเป็นต้องล้างไตถึง 1 แสนราย  ผู้ป่วยจำนวนมากมีสาเหตุจากการใช้ยาและสมุนไพร สมาคมโรคไตยืนยันว่าไม่มีสมุนไพรใดสามารถนำมาใช้รักษาโรคไตได้ แต่การใช้อย่างไม่ถูกต้องในปริมาณที่มากหรือเป็นประจำอาจทำให้มีการสะสมของสารพิษในร่างกายโดยเฉพาะต่อตับและไต โดยเฉพาะสมุนไพรและอาหารเสริมที่มีขายในท้องตลาดอาจมีขบวนการการผลิตที่ไม่สะอาดไม่มีการระบุส่วนประกอบและปริมาณของสารต่างๆเอาไว้รายงานการสุ่มตรวจยาสมุนไพรต่างๆพบว่ามากถึง 30% มี สเตียรอยด์ นอกจากนั้นยังพบการปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ เช่น สารหนูและ แคตเมียม ซึ่งเป็นพิษต่อไตโดยตรง

          สมุนไพรและอาหารเสริมที่พบว่ามีพิษต่อไตมีหลายชนิดเช่น

เห็ดหลินจือ               :  ผู้ป่วยที่กินเห็ดหลินจือบ่อยๆจะก่อให้เกิดอาการโรคตับและไตวายเฉียบพลันมากขึ้น ผู้ป่วยโรคไตที่มีการฟอกไตเลือดถ้ารับประทานเห็ดหลินจือจะทำให้ไตเสื่อมหรือไตวายได้

มะม่วงหาวมะนาวโห่    :  มีความเชื่อว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระและป้องกันมะเร็งแต่กรณีของผู้ป่วยโรคไตทำให้มีการสะสมของสารโพแทสเซียมไตขับออกไม่ทันจึงส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและเสียชีวิตได้

มะเฟื่อง                    :  มีกรดออกซาเลต หรือ ออกซาลิก กรดจะไปจับกับแคลเซี่ยมที่ไตทำให้ไตวายเฉียบพลันได้

ตะลิงปลิงและปวยเล้ง  :  เมื่อนำมาปั่นสดๆในน้ำแล้วนำมารับประทานเป็นจำนวนปริมาณมากๆอาจทำให้เป็นไตวายได้

แครนเบอร์รี่               :  มักอยู่ในรูปอาหารเสริมถ้ากินมากๆอาจมีการสะสมทำให้เกิดนิ่วในไตได้

ไคร้เครือ                   :  ทำให้เกิดไตวายและเป็นมะเร็งปัจจุบันมีการห้ามใช้ทั่วโลก

          โดยสรุปปัจจุบันยังไม่มีสมุนไพรชนิดใดได้รับการบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติในข้อบ่งชี้ที่ใช้รักษาโรคไต ดังนั้นการนำมาใช้จึงอาจเป็นโทษต่อผู้ป่วยโรคไตได้ นอกจากนั้นผู้คนทั่วไปที่นำสมุนไพรมาใช้ในปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจเกิดการสะสมของสารพิษทั้งที่มีอยู่ในสมุนไพรเองหรือที่เป็นส่วนประกอบของขบวนการผลิตซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตับและไตทำให้ตับและไตเสียหายร้ายแรงได้

 

 

         

          ประเทศไทยได้ผ่านกฎหมายห้ามผลิต จำหน่าย นำเข้าและใช้ไขมันทรานส์ ในอาหารทุกชนิดโดยให้มีผล 180 วัน หลังวันประกาศ ซึ่งจะเป็นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มนุษย์ใช้ไขมันจากสัตว์มาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่เมื่อประมาณ 30 ปีเศษๆมานี้แพทย์ได้พบว่าไขมันสัตว์ เช่น หมู วัวหรือสัตว์ปีก มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง (ยกเว้นไขมันจากปลา) จึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพและแนะนำให้ใช้นำมันจากพืชแทนเนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงและมีโอเมกา 6 สูงจึงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าแต่ปัญหาคือจะหาอะไรมาใช้ทดแทน Cheese หรือ เนยแข็ง ที่ทำจากไขมันสัตว์จึงทำให้มีการค้นพบว่าการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชจะทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวเป็นก้อน นำมาใช้แทนเนยแข็งได้จึงเรียกน้ำมันพืชที่แข็งตัวนี้ว่า เนยเทียมหรือมาร์การีน (Margarine)โดยลืมคิดไปว่าขบวนการใส่ไฮโดรเจนไปในน้ำมันพืชนั้นส่งผลให้น้ำมันเปลี่ยนจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวไปด้วยแต่ที่สำคัญกว่านั้นคือขบวนการทำให้ ได้กรดไขมันทรานส์เข้ามาด้วย

          ประเด็นคือไขมันทรานส์ไม่ดีอย่างไร ซึ่งได้คำตอบจากผลการศึกษาติดตามการใช้น้ำมันพืชและเนยเทียมมากว่า 20 ปี พบว่าไขมันทรานส์มีคุณสมบัติคล้ายกับไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของการสะสมไขมันในร่างกาย ทำให้อ้วนแต่ที่สำคัญคือไขมันทรานส์ไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิต คอเลสเตอรอล แอลดีแอล (LDL) ซึ่งเป็น คอเลสเตอรอลชนิดเลว เพิ่มมากขึ้น และ LDL นี้ ทำหน้าที่คล้ายพาหะนำไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด เกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน เส้นเลือดแข็ง นำไปสู่อาการเส้นเลือดตีบในหัวใจและสมองเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นำไปสู่อาการหัวใจล้มเหลวและโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตในที่สุด องค์การอนามัยโลก WHO รายงานว่าแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจไม่น้อยกว่า 17.7 ล้านคน

 

 

           

 

          โรคเอดส์มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเริ่มระบาดขึ้นเมื่อปี 2526 (35ปีมาแล้ว) ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัส HIV ไม่น้อยกว่า 37 ล้านคนทั่วโลก ไวรัส HIV แตกต่างจากไวรัสชนิดอื่น เนื่องจากไวรัส HIV สามารถซ่อนตัวและเพิ่มจำนวนได้ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เม็ดเลือดขาวถูกทำลายจนลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยลดลงผู้ป่วยจึงติดเชื้ออื่นๆได้ง่าย เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและปรสิต ส่งผลให้ผู้ป่วยมีสุขภาพทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆและเสียชีวิตในที่สุด

          ปัจจุบันมียาที่จะใช้ควบคุมโรคได้ทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นแต่ยาไม่ได้เข้าไปทำลายไวรัสให้หมดไป เพียงแต่จำกัดไวรัสให้อยู่ภายในเซลล์โดยไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แต่ผู้ป่วยต้องกินยาทุกวันเพื่อควบคุมไวรัสให้สงบอยู่กับที่ภายในเซลล์โดยไวรัสที่ซ่อนตัวอยู่นี้พร้อมที่จะกลับสู่สภาพเดิมได้ทันทีถ้าผู้ป่วยขาดการได้รับยา

          นักวิทยาศาสตร์ยังคงมีความหวังว่าจะสามารถหาวิธีที่จะกำจัดไวรัสให้หมดไปจากร่างกายผู้ป่วยได้จากข้อมูลผู้ติดเชื้อรายหนึ่งเมื่อประมาณ 23 ปีที่แล้วพบว่าได้รับยาต้านไวรัสมานานกว่า 10 ปี ต่อมาป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) จึงได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก หลังจากนั้นก็ตรวจไม่พบไวรัสอีกเลยจึงทำให้เกิดความหวังว่าโรคเอดส์สามารถรักษาได้นอกเหนือจากนั้นผลการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้ยากระตุ้นเชื้อไวรัสให้ออกจากเซลล์ร่วมกับใช้ยาช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ออกมาทำลายไวรัส ผลการทดลองพบว่าสัตว์ทดลองประมาณ 50% ตรวจไม่พบไวรัสอีกเลย จึงสร้างความหวังว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ในอนาคตทำให้เชื่อได้ว่าเป้าหมายที่จะกำจัดโรคเอดส์ให้หมดไปภายในปี 2571 อาจมีความเป็นไปได้ ตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดหวังไว้

          สำหรับการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HIV ก็มีความคืบหน้าไปอย่างช้าๆ มีรายงานเมื่อเร็วๆนี้พบว่ามีวัคซีนตัวเลือก HVTN705 สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้าน HIV ได้ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ แต่ก็ยังคงห่างไกลจากการนำมาใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ในมนุษย์

 

 

 

breastcancer

                โรคมะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุการตาย อันดับที่ 1 ของโรคมะเร็ง ในสตรีทั่วโลก รองลงมาอันดับที่ 2 คือโรคมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันเรารู้สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งทั้ง 2 ชนิด ค่อนข้างแน่ชัดแล้ว กล่าวคือ มะเร็งปากมดลูกมี่สาเหตุจากการติดเชื้อ ไวรัส HPV ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนมะเร็งเต้านมมีสาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

                ปัจจุบันมีการค้นพบแล้วว่ามี ยีน (gene) 2 ชนิด ที่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ (mutations) จะก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม ยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า BRCA1 และ BRCA2 ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่า สตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 มีโอกาส 50-70 % ที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านม ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA2 มีโอกาสเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม 40-60 % ทั้งนี้ประมาณการโดยใช้ช่วงอายุถึง 70 ปี โดยในประชากรทั่วๆไป สตรีมีความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพียง 12%

                เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานพบยีนใหม่อีกชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม ยีนนี้มีชื่อเรียกว่า PALB2 ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าสตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 35 เมื่อถึงอายุ 70 ปี ในทำนองเดียวกัน สตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ร้อยละ 50-70 เมื่ออายุถึง 70 ปี และผู้ที่การเปลี่ยนแปลงของยีน BCRA2 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมร้อยละ 40-60 เมื่ออายุถึง 70 ปี

                ผลการศึกษาต่อมาพบว่า สตรีที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าสตรีทั่วไป 8-9 เท่า อย่างไรก็ตามผู้วิจัยไม่แนะนำว่าสตรีทั่วไปจำเป็นต้องไปตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเต้านม ยกเว้นผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งถ้าตรวจไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง (mutation) ของยีน BRCA1 และ BRCA2 ควรตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของยีน PALB2 ไปด้วย

 

 

   coconut oil-

         

        น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น(coconut oil หรือ copra oil) ปัจจุบันได้ถูกนำมาประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ถึงประโยชน์ด้านสุขภาพ ตั้งแต่ประสิทธิภาพในการลดคอลเลสเตอร์รอล ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดน้ำหนัก จนถึง ป้องกันโรค อัลไซเมอร์ และ ชะลอความแก่ ส่วนใหญ่เป็นการหวังผลทางธุรกิจโดยไม่มีข้อมูลการแพทย์ที่พิสูจน์ชัดเจนแล้วสนับสนุน ถึงขนาดแนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าว กลั้วคอเช้า-เย็น เพื่อฆ่าเชื้อโรคในปาก ปัจจุบันมีการโฆษณาถึงว่า น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติต้านเชื้อ HIV และ ป้องกันมะเร็ง

      น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นได้จากการสกัดโดยบีบอัดเนื้อมะพร้าวที่แก่เต็มที่ โดยไม่ใช้ความร้อน จึงเชื่อว่าคุณสมบัติของน้ำมันยังมีอยู่โดยสมบูรณ์ โดยไม่มีการถูกทำลายโดยความร้อน น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายน้ำมันมะกอกเนื่องจากมีจุดเดือดต่ำ (low smoke point) จึงไม่เหมาะในการนำมาทำอาหารจำพวก ผัด และ ทอด แต่เหมาะจะใช้ในการทำน้ำสลัดมากกว่า

     ในทางตรงข้าม การที่ร่างกายได้รับน้ำมันมะพร้าวเกินความจำเป็น จะส่งผลเสียต่อร่างกาย อาทิเช่น น้ำมันมะพร้าว มีกรดไขมันอิ่มตัว (saturatedfat)สูง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า กรดไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของการมีระดับคอลเลสเตอร์รอล ซึ่งอาจนำไปสู่ โรคหัวใจ และ หลอดเลือดตามมา นอกจากนั้นการได้รับน้ำมันมะพร้าวเกินความจำเป็น จะส่งผลให้มีไขมันไปพอกตับ และ เพิ่มน้ำหนักตัวจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดัน หรือ โรคไต

ตารางแสดงปริมาณไขมันในน้ำมันชนิดต่างๆ

 

ชนิดของน้ำมัน

%ไขมันอิ่มตัว  (Saturated Fat)

%ไขมันไม่อิ่มตัว  (Unsaturated Fat)

น้ำมันถั่วเหลือง

16

84

น้ำมันถั่วลิสง

17

77

น้ำมันรำข้าว

18

82

น้ำมันข้าวโพด

13

82

น้ำมันดอกทานตะวัน

10

90

น้ำมันปาล์ม

50

49

น้ำมันมะพร้าว

92

8

น้ำมันมะกอก

14

86

น้ำมันหมู

น้ำมันไก่

เนยเทียม

40

27

60

59

68

35

 

 

 

pap smear

 

                Pap Smear ได้ถูกนำมาใช้ในการคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกมาแล้วกว่า 80 ปี ได้ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกในสตรีได้จำนวนมาก หลักการคือป้ายเอาเซลล์จากปากมดลูกมาป้ายบนกระจกสไลด์ แล้วนำไปย้อมสี เพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อค้นหาเซลล์ที่มีการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูก

               การทำ Pap Smear ส่งผลทำให้ลดโอกาสที่สตรีจะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ถึงประมาณ 70% ซึ่งนับว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่เกิดกับสตรีไทยเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แต่หลังจากใช้มาแล้ว 80 ปี การตรวจ Pap Smear ยังมีโอกาสวินิจฉัยผิดพลาดค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกรณี ที่เป็น ระยะแรกของโรคซึ่งผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการ ประมาณว่า   หนึ่ง ใน สาม ของผู้ที่มารับการตรวจ Pap Smear ได้รับการวินิจฉัยที่ผิดพลาด

               ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ไวรัส HPV มีหลายสายพันธุ์ แต่มีเพียง 2 สายพันธุ์ ที่เชื่อถือได้แน่ชัด   ว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก คือ สายพันธุ์ HPV 16 และHPV 18 จึงได้มีการพัฒนาเทคนิคที่สามารถนำมาใช้ตรวจหา DNA ของ HPV ไวรัส(HPV DNA testing) จากผลการศึกษาพบว่าการตรวจ Pap Smear ควบคู่ไปกับ HPV DNA Testing ทำให้การวินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูก ขั้นต้น ผิดพลาดลดลงเหลือเพียง 5%

               มีข้อแนะนำเกี่ยวกับสตรีอายุ 25 ปี ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ และสตรีอายุ 30 ปี ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรได้รับการตรวจ Pap Smear ทุก 2 ปี เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องมีการตรวจ Pap smear ถี่ขึ้นแทบจะทุก 1 ปี แต่ถ้ามีการตรวจ HPV DNA Testing ควบคู่ไปด้วยระยะเวลาในการตรวจซ้ำอาจยืดไปได้ถึง 3 ปี ข้อมูลเพิ่มเติมที่ควรรู้ คือ

-  4 ใน 5 คน ของสตรี เคยได้รับเชื้อ HPV

-  ร้อยละ 90 ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องได้รับการรักษา

-  เชื้อ HPV กว่า 10 สายพันธุ์ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก แต่มีเพียง 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ HPV 16 และ HPV 18  ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก

-  ปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ถึงกว่า 95 % โดยวัคซีนสามารถนำมาใช้เชิงป้องกันได้โดยเฉพาะ ในสตรี อายุตั้งแต่ 12 – 13 ปี จนถึงอายุ 25 – 26 ปี แต่จะได้ผลดีที่สุดในสตรี ที่เคยได้รับเชื้อไวรัส HPV มาก่อน