เราอาจคิดกันว่าวัณโรคได้หมดไปจากประเทศไทยแล้ว แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น องค์การอนามัยโลกยังจัดประเทศไทยอยู่ 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรค มีรายงานว่าคนไทยประมาณ 20 ล้านคน มีเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกายพร้อมที่จะแสดงอาการของโรคเมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถควบคุมเชื้อวัณโรคได้ แต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่เกิดขึ้น 120,000 คน เสียชีวิตปีละ 12,000 คน ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับการรักษาประมาณ 80,000 คน อีก 40,000 คน ไม่ได้รับการรักษากลายเป็นพาหะแพร่โรคไปสู่ชุมชน และสังคม เฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 14,000 คน เสียชีวิตปีละ 12,000 คน  ในจำนวนนี้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องไม่เกิน 60 %

          การรักษาวัณโรคผู้ป่วยจะต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน จนหายขาด ปัจจุบันรัฐบาลให้การรักษาฟรีทั้งค่ารักษาและค่ายา ผู้ป่วยที่ขาดยาหรือกินยาไม่สม่ำเสมอจะทำให้เชื้อดื้อยาจะต้องรักษานานขึ้นละต้องใช้ยาที่มีราคาแพงมากขึ้นค่ารักษาจะเพิ่มขึ้นจากไม่กี่พันบาทต่อรายเป็นหลายแสนบาทต่อราย

 

 

          โดยทั่วไปโรคเบาหวาน (Diabetes) มีสาเหตุจาก พันธุกรรมและการดำรงชีวิต โดยเฉพาะพฤติกรรมการกินอาหารและออกกำลังกาย แต่จากผลการวิจัยเมื่อเร็วๆนี้พบว่ามลพิษในอากาศเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดโรคเบาหวานเช่นกัน โดยพบว่า 14% ของคนป่วย หรือประมาณ 3,200,000 คน ของคนป่วยโรคเบาหวานใหม่ ทั่วโลกมีสาเหตุมาจากมลพิษในอากาศ สาเหตุน่าจะเกิดจากมลพิษในอากาศไปกดระบบการสร้าง ฮอร์โมนอินซูลิน ของร่างกายและไปขัดขวางขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้

          ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 430ล้านคน และจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

 

  

          ผลการสำรวจประชากรมากกว่า 2 ล้านคน อายุ 42-77 ปี เป็นระยะเวลา 2 ปี ระหว่างประชากรที่แต่งงานมีครอบครัวและประชากรที่เป็นโสด อย่าร้างและเป็นหม้าย พบว่าประชากรที่ไม่แต่งงานมีโอกาสที่จะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน (Cardiovascular disease) สูงกว่าผู้แต่งงานอยู่เป็นครอบครัว 42% และเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจและเส้นเลือดอื่นๆ (Coronary heart disease) 16% ในจำนวนประชากรที่ศึกษาพบว่าโอกาสเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจและเส้นเลือดอื่นๆ 42% และเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Stroke) 55%

          ในจำนวนนี้พบว่า 4 ใน 5 ของความเสี่ยงการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เป็นผู้ชาย ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่และมีโรคเบาหวาน นอกเหนือจากนี้แต่งงานอยู่เป็นคู่จะมีสภาวะทางอารมดีกว่าผู้อยู่เป็นโสดและมีโอกาสการเป็นโรคสมองเสื่อม (Dementia) น้อยกว่าผู้ที่เป็นโสด

 

 

 

          ขี้หู (ear wax หรือ cerumen) สร้างขึ้นโดยต่อมใต้ผิวหนังบริเวณช่องหู ประกอบด้วยสารหลายอย่างผสมกับเซลล์ผิวหนังช่องหูที่หลุดลอกออก ขี้หูมีประโยชน์หลายอย่างเช่น หล่อลื่น รักษาความชื้น  ทำความสะอาดช่องหู และยังช่วยจับฝุ่นและแมลงเล็กๆที่อาจเข้าไปในช่องหู นอกจากนั้นขี้หูยังประกอบด้วยเอนไซม์ที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย คนจำนวนมาก กว่าร้อยละ 90 เชื่อว่าการทำความสะอาดช่องหูเป็นครั้งคราวหรือบ่อยๆเป็นสิ่งจำเป็นซึ่งไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะใช้ไม้พันสำลี (cotton swabs) เช็ดภายในช่องหูอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หลายอย่างอาทิเช่น ขี้หูอาจถูกดันลึกเข้าไปถึงเยื่อแก้วหูหรือเศษสำลีหลุดออกติดอยู่กับขี้หูเข้าไปอุดช่องหูหรือทำให้เยื่อแก้วหูทะลุเป็นเหตุให้สูญเสียการได้ยินเป็นต้น นอกจากนั้นการใช้วัสดุที่แข็งหรือไม่สะอาดอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อภายในช่องหูทำให้เกิดอาการช่องหูอักเสบ เป็นต้น

 

 

       

          มีสาเหตุจากระบบสัญญาณไฟฟ้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจทำงานผิดปกติทำให้การเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ หัวใจอาจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือเต้นเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที หรืออาจมีอาการเต้นและหยุดในในบางครั้ง โรคนี้อาจเกิดได้ทุกเพศและวัยแต่ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ มากกว่า 65 ปี โดยอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมและความเครียดซึ่งอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

          การป้องกันคือการต้องมีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่เหมาะสมนอนหลับให้เพียงพอ (6-8 ชั่วโมง) งดหรือลดอาหารรสหวานจัด เค็มจัดและไขมันสูง และควรต้องมีการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง สำหรับการรักษาทำได้โดยการใช้ยาหรือโดยฝังอุปกรณ์ไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ (pacemaker implantation)

 

 

 

          ข้อมูลปัจจุบันเรารู้แน่ชัดว่าไวรัส HPV เป็นสาเหตุการเกิด มะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 99 สอดคล้องกับการรายงานผลการวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ The journal of american medical association เมื่อเร็วๆนี้พบว่าการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โดยการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV มีความไวและแม่นยำในการค้นหาร่องรอยเริ่มแรกก่อนการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ดีกว่าการตรวจ PAP smear ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันจึงเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้การตรวจเชื้อไวรัส HPV จะถูกนำมาใช้แทนการตรวจ PAP smear ซึ่งมีขั้นตอนการตรวจยุ่งยากมากกว่าและต้องการผู้ตรวจที่มีทักษะและมีความชำนาญค่อนข้างสูง

 

 

          โรคเครียดมีสาเหตุจากหลายอย่างแต่ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการเครียดคือการเพิ่มสูงขึ้นของ stress hormone ในกระแสโลหิต นักโภชนาการพบว่ามีอาหารหลายอย่างที่ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยควบคุมปริมาณของ stress hormone ให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักได้ อาทิเช่น การกิน omega-3 fatty acid จากปลา อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ดื่มชาดำ (black tea) วันละ 4 ถ้วย กิน avocados ซึ่งมี monounsaturated fatty acid (MUFAs) สูงและกิน dark chocolate เป็นประจำจะมีส่วนช่วยลดอาการของโรคเครียดได้

 

 

          มีรายงานว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เข้าสู่คน โดยมีผู้ติดเชื้อครั้งแรกที่เมืองเซียงไฮ้ ประเทศจีน มีผู้เสียชีวิตแล้ว กว่า 20 คน มีผู้ติดเชื้อที่รายงานไว้แล้วกว่า 100 คน องค์การอนามัยโลก รายงานว่ายังไม่มีหลักฐานการติดต่อระหว่างคนต่อคน ดังนั้นโอกาสการระบาดในคนจึงยังมีไม่มากนัก แต่องค์การอนามัยโลกกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการกลายพันธุ์อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้ไวรัสเข้าไปติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะในหมู จากนั้นก็อาจติดต่อจากหมูสู่คน และอันดับต่อไปการติดต่อระหว่างคนต่อคนก็อาจเกิดขึ้นได้ แบบเดียวกับไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว กว่า 18,000 คน

 

 

1. ผักอินทรีย์ หรือผักออร์แกนิก

- ไม่ใช้เมล็ดตัดแต่งพันธุกรรม

- ปลูกในพื้นที่ไม่ใช้สารเคมีไม่น้อยกว่า 3 ปี

- ใช้ปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชที่สกัดจากธรรมชาติ

2. ผักไร้สารพิษ

- ไม่ใช้สารเคมีเป็นปุ๋ยและกำจัดศัตรูพืช

- ปลูกในพื้นที่ไม่ใช้สารเคมีไม่น้อยกว่า 3 ปี

- ใช้เมล็ดพันธ์ได้ทุกชนิด

3. ผักปลอดสารพิษ

- ใช้สารเคมีที่ไม่เป็นสารต้องห้าม และไม่มีฤทธิ์ตกค้าง

- ใช้ฮอร์โมนเร่งผลผลิตได้

- งดใช้สารเคมีเมื่อใกล้เก็บผลผลิต จึงอาจมีสารเคมีปนเปื้อนบ้างเล็กน้อย

4. ผักทั่วไป

- ใช้ปุ๋ยและกำจัดศัตรูพืชโดยสารเคมีทั่วไปโดยไม่มีการควบคุม

- มีสารพิษตกค้างในผลผลิตปริมาณสูงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

 

หมวดหมู่รอง

สาระน่ารู้

บทความวิชาการ