Hepatitis C

  • ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C หรือ HCV) โรคมะเร็งตับและการวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ

    ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C หรือ HCV) โรคมะเร็งตับและการวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ

     

    hepatitiscHCV เป็น single-stranded RNA Virus เป็นสาเหตุสำคัญของโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งของเนื้อตับ การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกันปัจจุบันวิธีที่ถูกนำมาใช้และได้ผลดี คือ

    ภาพประกอบจาก www.hepcni.net

     

    1.วิธีทางวิทยาภูมิคุ้มกัน (Serological Assays) 

                เป็นวิธีการทดสอบเพื่อหาภูมิคุ้มกัน (antibodies) ต่อไวรัส หรือเพื่อวิเคราะห์หาแอนติเจน (antigens) ของไวรัสซึ่งประกอบด้วย2 วิธีหลักคือ enzyme immunoassay (EIA) และ chemiluminescence immunoassay (CIA) ปัจจุบันวิธี EIA และ CIA ได้มีการพัฒนาขึ้นมาถึงช่วงที่ 3 (third generation) ซึ่งสามารถตรวจพบแอนติบอดี้ต่อ HCV ได้ระหว่างช่วง 8-10 สัปดาห์ หลังจากการติดเชื้อและจะสามารถตรวจพบได้จนนานถึง 6 เดือน หรือถึงตลอดชีวิตผู้ป่วยหลังจากการติดเชื้อ วิธีนี้มีความจำเพาะสำหรับการวินิจฉัยการติดเชื้อ HCV สูงถึง 99% และมีความไววในการตรวจหา HCV สูงถึง 97%

    ส่วนการนำวิธี EIA และ CIA มาใช้ในการตรวจหาแอนติเจน (HCV core antigen) นับเป็นการพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเนื่องจากการตรวจวิเคราะห์แอนติเจนจะให้ผลที่มีความไวในการตรวจหาไวรัสได้ภายในเวลา 1-2 วัน หลังการตรวจพบเชื้อด้วยวิธีทางอณูชีววิทยา (molecular test) ซึ่งปกติจะตรวจพบเชื้อไวรัสได้ภายใน 1-3 สัปดาห์ หลังการติดเชื้อและวิธีตรวจหาแอนติเจนของไวรัสจะมีความจำเพาะในการวินิจฉัยการติดเชื้อสูงถึง 99.5%

    การตรวจหาแอนติบอดี้ต่อ HCV แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือ กรณีที่ผลการตรวจออกมาเป็นบวก (reactive HCV antibody) ก็ไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวการณ์ติดเชื้อในขณะตรวจเนื่องจากแอนติบอดี้ต่อ HCV จะคงอยู่ในกระแสเลือดของผู้ป่วยได้นานหลายปี จนถึงตลอดชีวิต ดังนั้นกรณีที่ผลการตรวจหาแอนติบอดี้ต่อ HCV เป็นบวกจึงจำเป็นต้องทำการตรวจยืนยันด้วยวิธีอื่น เช่นการตรวจหาแอนติเจนของ HCV รวมทั้งการตรวจด้วยวิธีทางอณูวิทยา ตามวิธี nucleic acid test (NAT) เพื่อวิเคราะห์หา HCV RNA เป็นต้น

    2.วิธีทางอณูวิทยา (Molecular Technique)

                   เป็นวิธีการทดสอบระดับโมเลกุลของไวรัส ซึ่งรวมถึงวิธีการตรวจหา HCV RNA การตรวจเพื่อวิเคราะห์ปริมาณของ RNA ในกระแสโลหิต รวมทั้งการวิเคราะห์ยีนของไวรัส (HCV genotype) วิธีนี้เป็นวิธีที่ซับซ้อนและมีราคาแพงกว่าวิธีแรก แต่เป็นวิธีที่มีความไว และความแม่นยำสูงส่วนใหญ่จึงเป็นการประเมินภาวะการติดเชื้อเรื้อรัง การรักษาและการติดตามผลการรักษาของโรค

                   เทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ทั้งด้านปริมาณและประเภทของ HCV RNA ได้แก่วิธี polymerase chain reaction (PCR) เป็นวิธีที่มีความไวและความแม่นยำสูงมาก น้ำยาที่มีขายในท้องตลาดบางชนิดให้ความไวของการติดเชื้อสูงถึง 98-99% และมีความแม่นยำสูงถึง 99.5% สามารถตรวจพบ HCV RNA ในเลือดของผู้ติดเชื้อภายใน 1-3 สัปดาห์หลังการได้รับเชื้อไวรัส และสามารถตรวจพบปริมาณ ไวรัส RNA ต่ำสุด 10 IU/ml ถึงสูงสุด 10 million IU/ml.

                  สำหรับการวิเคราะห์ยีนของ HCV ไวรัส มักใช้เป็นการทดสอบขั้นสุดท้าย เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อประโยชน์ในการหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ในกรณีที่การรักษาตามปกติไม่ได้ผลดี เป็นต้น